http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท17/11/2017
ผู้เข้าชม20,087,518
เปิดเพจ23,687,619

หุ้นเพิ่มทุน IPO, PP และ RO (ตอน 1)

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ พินิจพิเคราะห์ โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ


การที่บริษัทต่าง ๆ นำหุ้นของตนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ mai จุดประสงค์หนึ่งก็คือการระดมทุน ส่วนจุดประสงค์หรือประโยชน์อื่น ๆ ที่จะได้รับจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน ผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อน ๆ ของผม ชื่อว่า "เอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กันดีกว่า" โดยค้นดูได้จาก Blog ของผม kitichai1,blogspot.com

โดยก่อนจะเข้าตลาดก็ต้องจ้างที่ปรึกษาทางการเงินช่วยแนะนำการจัดทำข้อมูล และระบบบัญชีที่ถูกต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อทำการยื่นไฟลิ่งเพื่อขอเป็นบริษัทจดทะเบียน และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ก็สามารถที่จะขายหุ้น IPO เพื่อระดมทุนจากประชากรทั่วไปได้ ซึ่งในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา หุ้น IPO ได้สร้างผลตอบแทนให้กับผู้จองซื้อหุ้นเหล่านี้เป็นอย่างมาก โดยบางตัวให้ผลกำไรมากกว่า 200% เสียด้วยซ้ำ ภายในเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากผู้จองซื้อชำระเงินค่าหุ้นจองเหล่านี้ ต่างก็ได้รับผลประโยชน์กันถ้วนหน้า

พักหลังๆ นี้ นักลงทุนรายย่อยหรือรายละเอียด (รายเล็กจิ๋ว) ล้วนแล้วแต่ไม่มีสิทธิ์ได้จองหุ้นเหล่านี้ ถ้ามีวอลุ่มซื้อขายน้อยไม่ถึงเกณฑ์โบรกเกอร์ที่เป็น Underwriter กำหนด คนที่มีสิทธิ์จอง จึงมีแต่นักลงทุนรายกลางกับรายใหญ่เท่านั้น ซ้ำแล้วหุ้นจองหลายตัวก็ถูกเจ้าของบริษัทดึงโควตากลับไปจัดสรรให้ญาติพี่น้อง มิตรสหาย และผู้มีอุปการคุณ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรือ Supplier ต่าง ๆ นอกเสียจากหุ้นจองที่มีปริมาณหุ้นมาก ๆ รายย่อยจึงอาจมีสิทธิ์ได้จองกับเขาบ้าง ซึ่งหุ้นเหล่านี้พอเข้าตลาด ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นไม่มาก หรือบางครั้งอาจทำให้ผู้จองขาดทุนก็เป็นได้ ดังนั้นเวลาโบรกเกอร์ถามรายย่อยว่าอยากได้หุ้นจองไหม นั่นหมายความว่า หุ้นตัวนั้นไม่ค่อยเป็นที่พิศวาสของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่

ส่วนกรณีหุ้นที่เข้าตลาด 2-3 วันแรกขึ้นหวือหวาเป็น 100-200% ถ้าผมเป็นเจ้าของหุ้น ผมคงโกรธที่ปรึกษาทางการเงินและ Underwriter เป็นอย่างมาก ว่าทำไมตั้งราคาหุ้น IPO ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมากอย่างนี้ แทนที่บริษัทจะได้รับเงินจากการขาย IPO มากกว่านี้ ลองดูตัวอย่าง สมมุติว่าผมเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท DEF จำกัด มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท Par ที่หุ้นละ 1 บาท ต่อมาเพิ่มทุน 50 ล้านหุ้น ขาย IPO หุ้นละ 2 บาท ปรากฏว่าเข้าตลาดวันแรกราคาขึ้นไปปิดที่ 6 บาท ต่อมาวันที่สอง ราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 7.20 บาท

ลองคิดง่ายๆ กันครับว่า ถ้าตั้งขายราคา IPO ที่ 5 บาท นักลงทุนก็น่าจะยังแฮปปี้อยู่ เพราะว่าได้ผลตอบแทนวันแรกก็ 20% แล้ว ถ้าถือไปถึงวันที่สองไปขายที่ 7 บาท ก็ยังได้กำไรรวมแล้ว 40% เสียด้วยซ้ำ นับว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเยี่ยมยอดในช่วงเวลาการลงทุนสั้น ๆ เพียงแค่ประมาณครึ่งเดือนเท่านั้น แต่เงินที่ขาย IPO แทนที่บริษัทจะได้เงินจากการระดุมทุนครั้งนี้เป็น 250 ล้านบาท กลับได้เพียง 100 ล้านบาทเท่านั้น เงินส่วนที่บริษัทควรจะได้อีก 150 ล้านบาท ก็ไปตกอยู่ที่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายกลางรายใหญ่ที่ได้สิทธิ์จองหุ้นเหล่านี้ไป

ผมอยากเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯทำ Scoring ให้คะแนนบรรดาที่ปรึกษาทางการเงินและ Underwriter เหล่านี้ ถ้าหุ้น IPO เมื่อเข้าตลาดแล้วมีราคาเปลี่ยนแปลงไม่มากกว่า 20% ควรจะได้คะแนนเต็ม 10 ส่วนหุ้น IPO ตัวไหนที่เข้าตลาดแล้วราคาเปลี่ยนแปลงมากกว่า 100% น่าจะได้คะแนนต่ำกว่า 5 แล้วนำ Scoring นี้มาเปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นระยะ ๆ และควรจะกำหนดกฎเกณฑ์การจัดสรรหุ้น IPO เสียใหม่ โดยกำหนดสัดส่วนให้กับนักลงทุนสถาบัน : นักลงทุนรายกลางและรายใหญ่ : นักลงทุนรายย่อย เป็น 30 : 40 : 30 โดยนักลงทุนรายกลางและรายใหญ่ หมายถึงนักลงทุนที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อเดือนมากกว่า 100 ล้านบาท และมีพอร์ตการลงทุนสูงกว่า 100 ล้านบาท แล้วบังคับให้บริษัท Underwriter เหล่านี้ต้องประกาศรายชื่อผู้จองซื้อหุ้น IPO และจำนวนหุ้นที่แต่ละรายได้ใช้สิทธิ์จองต่อสาธารณะ อาจจะเป็นทางเว็บไซต์ของบริษัทและเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อความโปร่งใส มิฉะนั้นหุ้นจองตัวที่มีโอกาสกำไรสูง ๆ หลาย ๆ ครั้งอาจจะถูกจองโดยญาติพี่น้องของผู้บริหารของ Underwriter เหล่านั้นเสียเอง แทนที่นักลงทุนรายย่อยทั้งหลายที่ถูกเรียกติดปากว่า แมลงเม่า จะได้อานิสงส์จากกำไรของหุ้น IPO กับเขาบ้าง

เนื้อที่หมดแล้ว คงต้องมาต่อเรื่องหุ้น PP และ RO ในบทความหน้า ส่วนภาวะตลาดหุ้นช่วงนี้ ผมขอแนะนำให้ขึ้นขาย-ลงไม่ต้องรีบซื้อนะครับ เพราะว่าผมคิดว่าผลประกอบการที่จะทยอยประกาศออกมา คงจะสร้างความผิดหวังให้กับนักวิเคราะห์และนักลงทุน ซึ่งจะทำให้มีการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลงไปอีก ทั้ง P/E 58 ก็จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : หุ้นเพิ่มทุน IPO  PP RO ตอน 1)

view

*

view