http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,110,585
เปิดเพจ23,724,479

เศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทย

โดย :

เศรษฐกิจไทย
โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไปของไทย หรือไปไม่ค่อยเป็นและกำลังจะเป็นไป

ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งผมขอให้ความเห็นดังนี้


1. เศรษฐกิจไทยย้ำแย่เหมือนกับวิกฤติปี 2540 (1997) สถานการณ์แตกต่างกันมาก และผมไม่เชื่อว่าครั้งนี้จะเกิดวิกฤติเช่นเดียวกับปี 1997 ในครั้งนั้นประเทศไทยใช้เงินเกินตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8% ของจีดีพี ต้องกู้เงินต่างประเทศมาใช้จ่าย เมื่อเขาพยายามถอนเงินออก (บวกการถูกเก็งกำไรค่าเงินบาท) ทุนสำรองที่มีอยู่ 30,000 ล้านดอลลาร์ ก็ไม่พอกับหนี้ต่างประเทศประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ ต้องขอกู้ไอเอ็มเอฟ โดยให้ไอเอ็มเอฟเข้ามาช่วยบริหารเศรษฐกิจประเทศ โดยใช้ยาแรง (ขึ้นภาษี ลดรายจ่ายภาครัฐและขึ้นดอกเบี้ย) สถาบันการเงินจึงล้มระเนระนาด และเงินบาทอ่อนค่าลงเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ทำให้การส่งออกดีขึ้นผิดหูผิดตา และการนำเข้าหดตัวอย่างรุนแรง


ในวิกฤตินั้นคนจนรวยขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกร แต่คนรวยหมดตัวไปหลายราย ตอนจบการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 1996 มาเป็น 65% ในปี 2006 กล่าวคือการส่งออกเป็นหัวจักรในการฟื้นเศรษฐกิจและใช้คืนหนี้ต่างประเทศ นอกจากนั้น ก็พึ่งพาต่างชาติให้เข้ามาเพิ่มทุน (ช่วยเป็นเจ้าของ) สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ของไทย


มาวันนี้สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ของไทยแข็งแรง หนี้ต่างประเทศประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่าทุนสำรองสุทธิประมาณ 180,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้น ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5% ของจีดีพี แปลว่าคนไทยทั้งประเทศใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่กำลังซื้อส่วนเกินนั้นอยู่ในมือของคนรวย


เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าชาวนาเผชิญกับปัญหาราคาพืชผลตกต่ำและภัย แล้ง มนุษย์เงินเดือนก็ถูกตัดเงินนอกเวลา เพราะยอดขายหดและใช้กำลังการผลิตเพียง 60% เนื่องจากยอดส่งออกไม่กระเตื้อง และธนาคารพาณิชย์เองก็เป็นห่วงเรื่องหนี้เสีย ทำให้ระมัดระวังการปล่อยกู้เพิ่ม กล่าวคือครั้งนี้คนจนและชนชั้นกลางลำบากกันถ้วนหน้า แต่โดยรวมแล้วประเทศมีสถานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรง แต่เศรษฐกิจขยายตัวช้า โดยภัทรฯ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวจริงเพียง 2.5% และเนื่องจากเงินเฟ้อจะติดลบ การขยายตัวบวกเงินเฟ้อจึงจำต่ำกว่านั้นอีก

2. มีข่าวดีอะไรบ้างที่จะทำให้มีความหวัง? มีอยู่ 3 ปัจจัยที่อาจมองได้ว่าเป็น “ข่าวดี” คือรัฐบาลพยายามเร่งเบิกงบลงทุนและตั้งงบลงทุนเพิ่มขึ้น 90,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณหน้า กล่าวคืองบลงทุนในปี 2014 เท่ากับ 441,000 ล้านบาท แต่ในปี 2015 งบลงทุนเพิ่มขึ้นเพียง 9,000 ล้านเป็น 450,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังเบิกจ่ายได้เพียง 25-30% ในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2015 แต่มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา คือจะเบิกจ่ายอีก 50% (225,000 ล้านบาท) และยังจะมีงบปี 2016 รอเบิกจ่ายอีก 540,000 ล้านบาท ก็อาจมองได้ว่ามีนัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้


ทั้งนี้ การลงทุนของรัฐจะมีประโยชน์ที่สุดหากเป็นปัจจัยที่จุดประกาย (catalyst) ให้ภาคเอกชนลงทุนตาม (หรือลงทุนเพื่อรองรับลงทุนจากรัฐบาล) ทั้งนี้ เพราะการลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจรวมกันประมาณ 6% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถเป็นหัวจักรในการฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่หากเอกชนร่วมลงทุนอาจมีพลังเพียงพอ เพราะการลงทุนเอกชนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18-20% ของจีดีพี
ปัจจัยที่ 3 คือ การท่องเที่ยว ซึ่งยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ และการท่องเที่ยวก็ทำรายได้ประมาณ 10% ของจีดีพี แปลว่าหากภาคส่วนของเศรษฐกิจประมาณ 1/3 ไปได้ดี (การท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน) ก็พอจะหวังได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.5% ในปี 2016


ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญอีก 2 ส่วนคือ การส่งออก (60% ของจีดีพี) และการบริโภคเอกชน (50% ของจีดีพี) นั้น ก็คาดหวังว่าจะไม่ทรุดตัวลงมากนัก เพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น (ทำให้การส่งออกไทยในปีหน้าขยายตัวได้) และการบริโภคโตได้บ้าง แต่ต่ำกว่าจีดีพีโดยรวม เพราะครัวเรือนต้องลดสัดส่วนของหนี้สินลง ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากต่างประเทศที่เกรงว่าจะกระทบการส่งออกของไทยคือ ความเป็นไปได้ที่เงินหยวนของจีนจะอ่อนค่าลง นอกจากนั้น ก็ยังมีแรงต้านจากปัญหาภัยแล้ง ปัญหาประมง (IUU) และความเสี่ยงบางประการด้านการท่องเที่ยว (ปัญหาการบินกับ ICAO และโรค Mers เป็นต้น)


3. อนาคตของเศรษฐกิจไทย แต่ก่อนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 7-8% ต่อปี แต่ในระยะหลังนี้ขยายตัวเพียง 2-3% ต่อปี เพราะแต่ก่อนการส่งออกขยายตัวเกือบ 2 เท่าของจีดีพี และการลงทุนภาคเอกชนก็สูงถึง 30-40% ของจีดีพี ซึ่งในความเห็นของผมนั้นในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพราะอาศัยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวประมาณ 5% ต่อปี เทียบกับภาคเกษตรที่ขยายตัวเพียง 3% ทำให้ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 25% เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มาเป็น 29% ในปัจจุบัน


ทั้งนี้ โดยอาศัยการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มาใช้เป็นพลังงานราคาถูก และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และได้มีการลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรม มารองรับการย้ายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมาแล้ว 2 รอบใหญ่ๆ ในช่วงที่เงินเยนแข็งค่าคือ 1985-1990 และ 2000-2005 แต่ปัจจุบันเงินเยนอ่อนค่าและก๊าซธรรมชาติก็เหลือใช้ไม่ถึง 10 ปี


ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องประเมินตัวเองว่าจะ “หากินยังไง” ในอนาคต เพราะ “อาชีพ” ที่ทำอยู่เดิมนั้น มีลู่ทางในการขยายตัวต่ำมาก จะอาศัยการท่องเที่ยวหรือต่อยอดโดยการเป็นศูนย์ทางการแพทย์ (medical tourism) หรือการเป็นที่ให้คนต่างชาติสูงวัยมาพำนักในประเทศไทยปีละ 4-5 เดือนหรือนานกว่านั้น เป็นต้น


การจะขยายฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่อไปอีก ดูเหมือนว่าจะมีความลำบากมากขึ้น เพราะพลังงานก็อาจขาดแคลน (การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซที่ใช้อยู่ปัจจุบันประมาณ 20%) การลงทุนจากญี่ปุ่นและยุโรปก็น่าจะขยายตัวไม่มาก เพราะเงินของทั้งสองประเทศอ่อนค่าลงอย่างมาก และที่สำคัญคือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เขมร และเวียดนาม ก็มีแรงงานราคาถูกกว่าไทยอย่างมาก ส่วนแรงงานที่มีการศึกษาสูงของไทยก็ยังขาดแคลนเช่นกัน


ทั้งนี้ หากความพยายามเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (Trans Pacific Partnership หรือ TPP) ประสบความสำเร็จในปลายปีนี้ ก็จะยิ่งเป็นการบั่นทอนอนาคตทางเศรษฐกิจของไทย เพราะไทยมิได้เป็นส่วนหนึ่งของทีพีพี แต่เวียดนาม มาเลเซียและสิงคโปร์ น่าจะได้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าวที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีใน 12 ประเทศ ที่มีมูลค่าจีดีพีรวมกันเกือบ 40% ของจีดีพีโลก โดยครอบคลุมประเทศคู่ค้าที่สำคัญๆ ของไทย เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เป็นต้น

- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/635136#sthash.IE4fvAT9.dpuf

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไปของไทย หรือไปไม่ค่อยเป็นและกำลังจะเป็นไป

ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งผมขอให้ความเห็นดังนี้


1. เศรษฐกิจไทยย้ำแย่เหมือนกับวิกฤติปี 2540 (1997) สถานการณ์แตกต่างกันมาก และผมไม่เชื่อว่าครั้งนี้จะเกิดวิกฤติเช่นเดียวกับปี 1997 ในครั้งนั้นประเทศไทยใช้เงินเกินตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8% ของจีดีพี ต้องกู้เงินต่างประเทศมาใช้จ่าย เมื่อเขาพยายามถอนเงินออก (บวกการถูกเก็งกำไรค่าเงินบาท) ทุนสำรองที่มีอยู่ 30,000 ล้านดอลลาร์ ก็ไม่พอกับหนี้ต่างประเทศประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ ต้องขอกู้ไอเอ็มเอฟ โดยให้ไอเอ็มเอฟเข้ามาช่วยบริหารเศรษฐกิจประเทศ โดยใช้ยาแรง (ขึ้นภาษี ลดรายจ่ายภาครัฐและขึ้นดอกเบี้ย) สถาบันการเงินจึงล้มระเนระนาด และเงินบาทอ่อนค่าลงเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ทำให้การส่งออกดีขึ้นผิดหูผิดตา และการนำเข้าหดตัวอย่างรุนแรง


ในวิกฤตินั้นคนจนรวยขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกร แต่คนรวยหมดตัวไปหลายราย ตอนจบการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 1996 มาเป็น 65% ในปี 2006 กล่าวคือการส่งออกเป็นหัวจักรในการฟื้นเศรษฐกิจและใช้คืนหนี้ต่างประเทศ นอกจากนั้น ก็พึ่งพาต่างชาติให้เข้ามาเพิ่มทุน (ช่วยเป็นเจ้าของ) สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ของไทย


มาวันนี้สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ของไทยแข็งแรง หนี้ต่างประเทศประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่าทุนสำรองสุทธิประมาณ 180,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้น ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5% ของจีดีพี แปลว่าคนไทยทั้งประเทศใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่กำลังซื้อส่วนเกินนั้นอยู่ในมือของคนรวย


เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าชาวนาเผชิญกับปัญหาราคาพืชผลตกต่ำและภัยแล้ง มนุษย์เงินเดือนก็ถูกตัดเงินนอกเวลา เพราะยอดขายหดและใช้กำลังการผลิตเพียง 60% เนื่องจากยอดส่งออกไม่กระเตื้อง และธนาคารพาณิชย์เองก็เป็นห่วงเรื่องหนี้เสีย ทำให้ระมัดระวังการปล่อยกู้เพิ่ม กล่าวคือครั้งนี้คนจนและชนชั้นกลางลำบากกันถ้วนหน้า แต่โดยรวมแล้วประเทศมีสถานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรง แต่เศรษฐกิจขยายตัวช้า โดยภัทรฯ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวจริงเพียง 2.5% และเนื่องจากเงินเฟ้อจะติดลบ การขยายตัวบวกเงินเฟ้อจึงจำต่ำกว่านั้นอีก

2. มีข่าวดีอะไรบ้างที่จะทำให้มีความหวัง? มีอยู่ 3 ปัจจัยที่อาจมองได้ว่าเป็น “ข่าวดี” คือรัฐบาลพยายามเร่งเบิกงบลงทุนและตั้งงบลงทุนเพิ่มขึ้น 90,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณหน้า กล่าวคืองบลงทุนในปี 2014 เท่ากับ 441,000 ล้านบาท แต่ในปี 2015 งบลงทุนเพิ่มขึ้นเพียง 9,000 ล้านเป็น 450,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังเบิกจ่ายได้เพียง 25-30% ในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2015 แต่มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา คือจะเบิกจ่ายอีก 50% (225,000 ล้านบาท) และยังจะมีงบปี 2016 รอเบิกจ่ายอีก 540,000 ล้านบาท ก็อาจมองได้ว่ามีนัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้


ทั้งนี้ การลงทุนของรัฐจะมีประโยชน์ที่สุดหากเป็นปัจจัยที่จุดประกาย (catalyst) ให้ภาคเอกชนลงทุนตาม (หรือลงทุนเพื่อรองรับลงทุนจากรัฐบาล) ทั้งนี้ เพราะการลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจรวมกันประมาณ 6% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถเป็นหัวจักรในการฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่หากเอกชนร่วมลงทุนอาจมีพลังเพียงพอ เพราะการลงทุนเอกชนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18-20% ของจีดีพี
ปัจจัยที่ 3 คือ การท่องเที่ยว ซึ่งยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ และการท่องเที่ยวก็ทำรายได้ประมาณ 10% ของจีดีพี แปลว่าหากภาคส่วนของเศรษฐกิจประมาณ 1/3 ไปได้ดี (การท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน) ก็พอจะหวังได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.5% ในปี 2016


ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญอีก 2 ส่วนคือ การส่งออก (60% ของจีดีพี) และการบริโภคเอกชน (50% ของจีดีพี) นั้น ก็คาดหวังว่าจะไม่ทรุดตัวลงมากนัก เพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น (ทำให้การส่งออกไทยในปีหน้าขยายตัวได้) และการบริโภคโตได้บ้าง แต่ต่ำกว่าจีดีพีโดยรวม เพราะครัวเรือนต้องลดสัดส่วนของหนี้สินลง ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากต่างประเทศที่เกรงว่าจะกระทบการส่งออกของไทยคือ ความเป็นไปได้ที่เงินหยวนของจีนจะอ่อนค่าลง นอกจากนั้น ก็ยังมีแรงต้านจากปัญหาภัยแล้ง ปัญหาประมง (IUU) และความเสี่ยงบางประการด้านการท่องเที่ยว (ปัญหาการบินกับ ICAO และโรค Mers เป็นต้น)


3. อนาคตของเศรษฐกิจไทย แต่ก่อนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 7-8% ต่อปี แต่ในระยะหลังนี้ขยายตัวเพียง 2-3% ต่อปี เพราะแต่ก่อนการส่งออกขยายตัวเกือบ 2 เท่าของจีดีพี และการลงทุนภาคเอกชนก็สูงถึง 30-40% ของจีดีพี ซึ่งในความเห็นของผมนั้นในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพราะอาศัยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวประมาณ 5% ต่อปี เทียบกับภาคเกษตรที่ขยายตัวเพียง 3% ทำให้ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 25% เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มาเป็น 29% ในปัจจุบัน


ทั้งนี้ โดยอาศัยการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มาใช้เป็นพลังงานราคาถูก และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และได้มีการลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรม มารองรับการย้ายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมาแล้ว 2 รอบใหญ่ๆ ในช่วงที่เงินเยนแข็งค่าคือ 1985-1990 และ 2000-2005 แต่ปัจจุบันเงินเยนอ่อนค่าและก๊าซธรรมชาติก็เหลือใช้ไม่ถึง 10 ปี


ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องประเมินตัวเองว่าจะ “หากินยังไง” ในอนาคต เพราะ “อาชีพ” ที่ทำอยู่เดิมนั้น มีลู่ทางในการขยายตัวต่ำมาก จะอาศัยการท่องเที่ยวหรือต่อยอดโดยการเป็นศูนย์ทางการแพทย์ (medical tourism) หรือการเป็นที่ให้คนต่างชาติสูงวัยมาพำนักในประเทศไทยปีละ 4-5 เดือนหรือนานกว่านั้น เป็นต้น


การจะขยายฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่อไปอีก ดูเหมือนว่าจะมีความลำบากมากขึ้น เพราะพลังงานก็อาจขาดแคลน (การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซที่ใช้อยู่ปัจจุบันประมาณ 20%) การลงทุนจากญี่ปุ่นและยุโรปก็น่าจะขยายตัวไม่มาก เพราะเงินของทั้งสองประเทศอ่อนค่าลงอย่างมาก และที่สำคัญคือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เขมร และเวียดนาม ก็มีแรงงานราคาถูกกว่าไทยอย่างมาก ส่วนแรงงานที่มีการศึกษาสูงของไทยก็ยังขาดแคลนเช่นกัน


ทั้งนี้ หากความพยายามเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans Pacific Partnership หรือ TPP) ประสบความสำเร็จในปลายปีนี้ ก็จะยิ่งเป็นการบั่นทอนอนาคตทางเศรษฐกิจของไทย เพราะไทยมิได้เป็นส่วนหนึ่งของทีพีพี แต่เวียดนาม มาเลเซียและสิงคโปร์ น่าจะได้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าวที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีใน 12 ประเทศ ที่มีมูลค่าจีดีพีรวมกันเกือบ 40% ของจีดีพีโลก โดยครอบคลุมประเทศคู่ค้าที่สำคัญๆ ของไทย เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เป็นต้น



สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เศรษฐกิจไทย

view

*

view