http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,769
เปิดเพจ23,733,084

เงินบาทอ่อนค่า

เงินบาทอ่อนค่า

โดย :

เงินบาทอ่อนค่า
โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



เดือนกรกฎาคมถือได้ว่าเป็นเดือนที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก

จากประมาณ 34 บาทต่อ 1 ดอลลาร์มาเป็น 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการอ่อนตัวมากกว่าค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากถึง 3% และเป็นการอ่อนตัวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตั้งข้อสังเกต และที่สำคัญคือ การอ่อนตัวของค่าเงินบาท ย่อมจะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน ไม่กล้าปรับดอกเบี้ยนโยบายลงไป คงเพราะเกรงว่าจะเสี่ยงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวไปมากยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แบงก์ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ พันธมิตรของภัทรฯ คาดการณ์ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลงไปที่ 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ในปลายปีนี้ และอ่อนตัวไปที่ 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ในปลายปีหน้า ซึ่งดูเสมือนว่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าคาด นอกจากนั้น แบงก์ ออฟ อเมริกา มองว่า บาทอ่อนเพราะดอลลาร์แข็งและบาทอ่อนตามค่า เงินสกุลอื่นๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะจีนซึ่งแบงก์ ออฟ อเมริกามองว่า จะต้องปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

แต่หากมองจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยแล้ว ก็จะต้องบอกว่าปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องของไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่า ทำไมเงินบาทจึงได้อ่อนค่าอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (นอกจากคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลงอีกในช่วงต่อจากนี้ไป) ดังที่ได้เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมเห็นได้จากข้อมูลที่ปรากฏในตาราง           

ค่าเงินบาทนั้นย่อมถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดเป็นหลัก โดยในขั้นแรกผู้ที่ต้องการซื้อเงินบาท คือผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์ และต้องการแลกรายได้ดังกล่าวกลับมาเป็นบาท ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการขายเงินบาทก็คือผู้นำเข้าที่ต้องการเอาเงินดอลลาร์ไปซื้อ สินค้าในต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย ธุรกรรมนี้เป็นธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเชิงของมูลค่า และจะเปลี่ยนแปลงไม่มากนักในระยะสั้น ซึ่งปรากฏว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกของไทย (การ “ซื้อ” เงินบาท) เฉลี่ยเดือนละ 17,800 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่การนำเข้าของไทย (การ “ขาย” เงินบาท) เฉลี่ยเดือนละ 17,230 ล้านดอลลาร์ แปลว่ามีคนต้องการซื้อเงินบาทมากกว่าขายเงินบาทเฉลี่ย 570 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งน่าจะทำให้เงินบาทไม่อ่อนค่าแต่ควรจะแข็งค่า ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรวมค่าขนส่งไปในมูลค่าสินค้านำเข้าแล้ว

แต่การใช้จ่ายนั้นมีมากกว่าการนำเข้าและส่งออกสินค้า ดังที่เห็นจากตัวเลขข้างต้น ยังมีรายจ่ายและรายรับบริการต่างๆ อีกมากมาย เช่น การที่คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศหรือส่งเงินไปให้ลูกหลานศึกษาในต่างประเทศ ตลอดจนรายได้มหาศาลที่ไทยได้รับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเยือนไทย ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์จึงมักดูตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งรวมรายรับและรายจ่ายทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น และรวมถึงการโอนกำไรเข้า-ออกอีกด้วย ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขในตารางว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ นั้นไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากถึง 8,200 ล้านดอลลาร์ และอีก 4,100 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ที่สำคัญคือ ในเดือนมิถุนายน (ตัวเลขล่าสุด) ก็เกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 900 ล้านดอลลาร์ จึงมองไม่เห็นว่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในเดือนกรกฎาคม เว้นแต่ตัวเลขการส่งออกและการท่องเที่ยวจะย่ำแย่ลงอย่างมากแบบผิดหูผิดตาไป จากตัวเลขในครึ่งแรกของปีนี้ ก็จะเห็นได้ว่าเกินดุลรวมกันมากถึง 12,300 ล้านดอลลาร์ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ซึ่งเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์และแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ) ซึ่งเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพียง 4,900 ล้านดอลลาร์

บางคนอาจมองว่าเป็นผลมาจากการไหลออกของเงินทุน เช่น การขายหุ้นและตราสารหนี้ของไทย ซึ่งเห็นได้อย่างต่อเนื่องมานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าดุลเงินทุนก็เกินดุลในไตรมาส 2 ถึง 2,200 ล้านดอลลาร์ และเกินดุล 1,700 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าเงินทุนไหลออกอย่างมากในเดือนกรกฎาคม แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรที่บ่งชี้ไปทางนั้น ทั้งนี้ หากจะดูภาพรวมทั้งหมดของการใช้เงินดอลลาร์และรายได้เป็นเงินดอลลาร์ของไทย ก็จะต้องไปดูที่ดุลชำระเงิน ซึ่งควรจะเท่ากับดุลบัญชีเดินสะพัดหักลบกับดุลเงินทุน แต่ในความเป็นจริงนั้น มีข้อมูลที่ผิดเพี้ยนอยู่มาก (ที่ใส่เอาไว้เป็น errors and omissions) แต่ในกรณีนี้ก็จะเห็นว่าดุลชำระเงินของประเทศไทยเกินดุลมาโดยตลอด ในครึ่งแรกของปีนี้เป็นจำนวนสูงถึง 7,300 ล้านดอลลาร์ และในเดือนมิถุนายนก็เกินดุล 1,400 ล้านดอลลาร์ แตกต่างจากปี 2014 ซึ่งโดยรวมแล้วดุลชำระเงินขาดดุลประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์

การที่เงินบาทอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วนั้น อาจสะท้อนการคาดการณ์ว่า การส่งออกจะทรุดตัวลงอย่างมาก (แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันความเห็นดังกล่าว) หรือการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคตอันใกล้ เช่น จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะการลงทุนน่าจะพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกหลายเดือน ตลาดเงินจึงไม่ควรจะต้องเร่งตอบสนองอย่างฉับพลัน แม้ว่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ส่งออก แต่การอ่อนตัวของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างฉับพลัน มักจะสะท้อนการคาดการณ์ว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงไปในอนาคต จึงไม่น่าจะเป็นข่าวดี

ในอีกด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า การลดดอกเบี้ยเป็นเหตุที่ทำให้เงินบาทอ่อน ซึ่ง ผมเห็นว่าเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลัก เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงินลดดอกเบี้ยในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งทิ้งช่วงมานานแล้ว หรืออาจเป็นเพราะธนาคารกลางสหรัฐแสดงท่าทีชัดเจนอย่างยิ่งในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และอาจทำให้เกิดการเก็งกันว่า เงินบาทจะต้องอ่อนค่าลงในอนาคต จึงได้มีการเก็งกำไรและขายเงินบาทออกมาในทันที

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเก็งกำไรค่าเงินบาทในปัจจุบันน่าจะทำได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนคลายเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ในการนำเงินออกนอก ประเทศ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเช่น

1.คนไทยสามารถแลกเงินไปซื้อบ้านในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านดอลลาร์ เป็น 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี

2.คนไทยสามารถฝากเงินเป็นเงินสกุลต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 500,000 ดอลลาร์ เป็น 5 ล้านดอลลาร์

3.ต่างชาติสามารถกู้เงินบาท (ซึ่งอาจนำไปเก็งกำไรจากการอ่อนตัวของเงินบาท) เพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านบาทเป็น 600 ล้านบาท

สรุปได้ว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงอย่างมากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่หาเหตุผลจากข้อมูลพื้นฐานได้ยาก จึงเป็นไปได้ว่าตลาดอาจคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกจะทรุดตัวลงไปอีกหรือเกิดจากการที่นักเก็ง กำไรสามารถเก็งกำไรค่าเงินบาทได้สะดวกมากขึ้นครับ

- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/635256#sthash.Ulrv4bNM.dpuf

เดือนกรกฎาคมถือได้ว่าเป็นเดือนที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก

จากประมาณ 34 บาทต่อ 1 ดอลลาร์มาเป็น 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการอ่อนตัวมากกว่าค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากถึง 3% และเป็นการอ่อนตัวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตั้งข้อสังเกต และที่สำคัญคือ การอ่อนตัวของค่าเงินบาท ย่อมจะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน ไม่กล้าปรับดอกเบี้ยนโยบายลงไป คงเพราะเกรงว่าจะเสี่ยงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวไปมากยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แบงก์ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ พันธมิตรของภัทรฯ คาดการณ์ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลงไปที่ 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ในปลายปีนี้ และอ่อนตัวไปที่ 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ในปลายปีหน้า ซึ่งดูเสมือนว่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าคาด นอกจากนั้น แบงก์ ออฟ อเมริกา มองว่า บาทอ่อนเพราะดอลลาร์แข็งและบาทอ่อนตามค่าเงินสกุลอื่นๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะจีนซึ่งแบงก์ ออฟ อเมริกามองว่า จะต้องปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

แต่หากมองจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยแล้ว ก็จะต้องบอกว่าปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องของไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่า ทำไมเงินบาทจึงได้อ่อนค่าอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (นอกจากคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลงอีกในช่วงต่อจากนี้ไป) ดังที่ได้เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมเห็นได้จากข้อมูลที่ปรากฏในตาราง           

ค่าเงินบาทนั้นย่อมถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดเป็นหลัก โดยในขั้นแรกผู้ที่ต้องการซื้อเงินบาท คือผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์ และต้องการแลกรายได้ดังกล่าวกลับมาเป็นบาท ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการขายเงินบาทก็คือผู้นำเข้าที่ต้องการเอาเงินดอลลาร์ไปซื้อสินค้าในต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย ธุรกรรมนี้เป็นธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเชิงของมูลค่า และจะเปลี่ยนแปลงไม่มากนักในระยะสั้น ซึ่งปรากฏว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกของไทย (การ “ซื้อ” เงินบาท) เฉลี่ยเดือนละ 17,800 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่การนำเข้าของไทย (การ “ขาย” เงินบาท) เฉลี่ยเดือนละ 17,230 ล้านดอลลาร์ แปลว่ามีคนต้องการซื้อเงินบาทมากกว่าขายเงินบาทเฉลี่ย 570 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งน่าจะทำให้เงินบาทไม่อ่อนค่าแต่ควรจะแข็งค่า ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรวมค่าขนส่งไปในมูลค่าสินค้านำเข้าแล้ว

แต่การใช้จ่ายนั้นมีมากกว่าการนำเข้าและส่งออกสินค้า ดังที่เห็นจากตัวเลขข้างต้น ยังมีรายจ่ายและรายรับบริการต่างๆ อีกมากมาย เช่น การที่คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศหรือส่งเงินไปให้ลูกหลานศึกษาในต่างประเทศ ตลอดจนรายได้มหาศาลที่ไทยได้รับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเยือนไทย ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์จึงมักดูตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งรวมรายรับและรายจ่ายทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น และรวมถึงการโอนกำไรเข้า-ออกอีกด้วย ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขในตารางว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ นั้นไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากถึง 8,200 ล้านดอลลาร์ และอีก 4,100 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ที่สำคัญคือ ในเดือนมิถุนายน (ตัวเลขล่าสุด) ก็เกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 900 ล้านดอลลาร์ จึงมองไม่เห็นว่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในเดือนกรกฎาคม เว้นแต่ตัวเลขการส่งออกและการท่องเที่ยวจะย่ำแย่ลงอย่างมากแบบผิดหูผิดตาไปจากตัวเลขในครึ่งแรกของปีนี้ ก็จะเห็นได้ว่าเกินดุลรวมกันมากถึง 12,300 ล้านดอลลาร์ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ซึ่งเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์และแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ) ซึ่งเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพียง 4,900 ล้านดอลลาร์

บางคนอาจมองว่าเป็นผลมาจากการไหลออกของเงินทุน เช่น การขายหุ้นและตราสารหนี้ของไทย ซึ่งเห็นได้อย่างต่อเนื่องมานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าดุลเงินทุนก็เกินดุลในไตรมาส 2 ถึง 2,200 ล้านดอลลาร์ และเกินดุล 1,700 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าเงินทุนไหลออกอย่างมากในเดือนกรกฎาคม แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรที่บ่งชี้ไปทางนั้น ทั้งนี้ หากจะดูภาพรวมทั้งหมดของการใช้เงินดอลลาร์และรายได้เป็นเงินดอลลาร์ของไทย ก็จะต้องไปดูที่ดุลชำระเงิน ซึ่งควรจะเท่ากับดุลบัญชีเดินสะพัดหักลบกับดุลเงินทุน แต่ในความเป็นจริงนั้น มีข้อมูลที่ผิดเพี้ยนอยู่มาก (ที่ใส่เอาไว้เป็น errors and omissions) แต่ในกรณีนี้ก็จะเห็นว่าดุลชำระเงินของประเทศไทยเกินดุลมาโดยตลอด ในครึ่งแรกของปีนี้เป็นจำนวนสูงถึง 7,300 ล้านดอลลาร์ และในเดือนมิถุนายนก็เกินดุล 1,400 ล้านดอลลาร์ แตกต่างจากปี 2014 ซึ่งโดยรวมแล้วดุลชำระเงินขาดดุลประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์

การที่เงินบาทอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วนั้น อาจสะท้อนการคาดการณ์ว่า การส่งออกจะทรุดตัวลงอย่างมาก (แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันความเห็นดังกล่าว) หรือการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคตอันใกล้ เช่น จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะการลงทุนน่าจะพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกหลายเดือน ตลาดเงินจึงไม่ควรจะต้องเร่งตอบสนองอย่างฉับพลัน แม้ว่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ส่งออก แต่การอ่อนตัวของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างฉับพลัน มักจะสะท้อนการคาดการณ์ว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงไปในอนาคต จึงไม่น่าจะเป็นข่าวดี

ในอีกด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า การลดดอกเบี้ยเป็นเหตุที่ทำให้เงินบาทอ่อน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลัก เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงินลดดอกเบี้ยในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งทิ้งช่วงมานานแล้ว หรืออาจเป็นเพราะธนาคารกลางสหรัฐแสดงท่าทีชัดเจนอย่างยิ่งในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และอาจทำให้เกิดการเก็งกันว่า เงินบาทจะต้องอ่อนค่าลงในอนาคต จึงได้มีการเก็งกำไรและขายเงินบาทออกมาในทันที

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเก็งกำไรค่าเงินบาทในปัจจุบันน่าจะทำได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนคลายเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ในการนำเงินออกนอกประเทศ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเช่น

1.คนไทยสามารถแลกเงินไปซื้อบ้านในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านดอลลาร์ เป็น 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี

2.คนไทยสามารถฝากเงินเป็นเงินสกุลต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 500,000 ดอลลาร์ เป็น 5 ล้านดอลลาร์

3.ต่างชาติสามารถกู้เงินบาท (ซึ่งอาจนำไปเก็งกำไรจากการอ่อนตัวของเงินบาท) เพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านบาทเป็น 600 ล้านบาท

สรุปได้ว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงอย่างมากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่หาเหตุผลจากข้อมูลพื้นฐานได้ยาก จึงเป็นไปได้ว่าตลาดอาจคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกจะทรุดตัวลงไปอีกหรือเกิดจากการที่นักเก็งกำไรสามารถเก็งกำไรค่าเงินบาทได้สะดวกมากขึ้นครับ



สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เงินบาทอ่อนค่า

view

*

view