http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,121,228
เปิดเพจ23,735,618

New Normal ชะตากรรมส่งออกไทย

New Normal ชะตากรรมส่งออกไทย

โดย :

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




โลกการค้าในบริบทใหม่ “เศรษฐกิจโตต่ำ” คาดฉุดส่งออกติดลบ 3 ปีซ้อน สัญญาณอันตรายเตือนไทย ‘Change’ สู่ศก.สร้างสรรค์ ใช้นวัตกรรมนำสินค้า-บริการ

ผลกรรมในอดีต ความสุขกับการเติบโตหวือหวา ทว่าไปตามยถากรรม โดยขาด “ความจริงจัง” ในการวางโครงสร้างประเทศในด้านต่างๆ ในระยะยาว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “การเมืองเปลี่ยนขั้ว” ทำให้นโยบายต่างๆต้องมาว่ากันใหม่อยู่บ่อยครั้ง 

มาถึงวันนี้ ปรากฏแล้ว ว่าเศรษฐกิจไทย กำลัง “ติดกับดัก” การ เติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ “การส่งออก” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่ทำท่าว่ามูลค่าการส่งออกจะติดลบต่อเนื่องเป็น “ปีที่ 3”

ปี 2556 ส่งออกติดลบ 0.32% ปี 2557 ติดลบ 0.43% และปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ ออกมายอมรับว่า มีโอกาส “ติดลบ 3%” ที่มูลค่า 220,698 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เคยคาดว่าส่งออกจะขยายตัว 1.2% เป็นเป้าไกลเกินเอื้อมไปแล้ว

ขณะที่ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ผู้ใกล้ชิดสถานการณ์ส่งออก เนื่องจากการส่งออกทางเรือ เป็นช่องทางการส่งออกหลักของประเทศ คาดการณ์มูลค่าส่งออกปีนี้ว่า มีโอกาสจะติดลบสูงถึง 4.2% ติดลบสูงสุดในรอบ 6 ปี

ยิ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก อย่างจีน ประกาศปรับลดค่าเงินหยวนครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปีของจีน ส่วนหนึ่งเพื่อหวังกระตุ้นการส่งออกที่ชะลอตัว 

โดยในเดือน ก.ค. ตัวเลขส่งออกจีนหดตัวถึง 8.3%  ขณะที่การขยายตัวของภาคการผลิตจีน เดือนก.ค. ขยายตัว 6% ต่ำกว่าคาดการณ์  เช่นเดียวกับการลงทุนในครึ่งปีแรก ขยายตัวเพียง 11.2%  ต่ำที่สุดตั้งต่เดือน ธ.ค. 2543 

สะท้อนภาวะเศรษกิจจีน ที่ชะลอตัว !! ซึ่งอาจจะกระทบต่อภาคการส่งออกไทย ที่สินค้าไทยส่งออกไปตลาดจีน สูงถึง 12-13% ของยอดการส่งออกรวมในปีที่ผ่านมา  

กดให้การส่งออกไทยทรุดหนักไปอีก !

มูลนิธิสถาบันไทยศึกษา มองปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยว่า กำลังเผชิญ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่รับมือไม่ทัน กับบริบทใหม่ ที่เรียกว่า “Thailand 's New Normal”  ซึ่งเป็นการ “ปรับฐาน” สู่ทิศทางเศรษฐกิจเติบโตต่ำ เมื่อเทียบกับในอดีต

จะเห็นได้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย  (จีดีพี) จากที่เคยมีจีดีพีเฉลี่ยปีละ 9% ในปี 2533 จนกระทั่งในปี 2543 เติบโตเฉลี่ย 5%  ล่าสุดในยุคแห่งความวุ่นวายทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2557 เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 3%   

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ว่า โดยเฉพาะ “โครงการการผลิต” เริ่มมีปัญหา แรงงานเริ่มหายจากระบบมากขึ้น เพราะฐานประชากรส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงสูงวัย (Aging Society) 

ตัวเลขการจ้างงานเติบโตช้าลง จากขยายตัว 1.2% ต่อปี เหลือเพียง 0.2% ต่อปี ทำให้ภาคการผลิตเติบโตลดลงจาก 2.3% เหลือเพียง 1.7% ต่อปี ซึ่งเป็นผลกระทบจากการขาดการลงทุนใหม่ๆ ขาดเงินลงทุนใหม่ๆ เพราะประเทศคู่แข่งใหม่เข้ามาดึงดูดการลงทุนใหม่ไปจากไทย อาทิ เวียดนาม

นอกจากนี้ ไทยยังขาดการพัฒนา “ต้นน้ำการผลิต” จนนำไปสู่ในการสร้างสรรค์การผลิต สินค้าและบริการใหม่ๆ

ขณะเดียวกัน “อุปสงค์การบริโภคสินค้าภายในประเทศ” เริ่ม เผชิญปัญหา เพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สวนทางกับหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นจาก 46% ต่อจีดีพีในปี 2543 เพิ่มเป็น 85% ต่อจีดีพีในปัจจุบัน เมื่อหนี้มาก ทำให้การบริโภคหดตัวตาม 

สำหรับ “ภาคการส่งออก” ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ลดลงเหลือ สัดส่วน 62% ต่อจีดีพี จากเดิมมีสัดส่วนรายได้กว่า 70%  ต่อจีดีพี เนื่องจากเผชิญกับปัจจัยรุมเร้าภายนอก เศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศคู่ค้าทุกรายที่เคยนำเข้าสูงขยายตัว กลับนำเข้าลดลง ขณะที่ปัจจัยภายใน สินค้าหลายรายการยังไม่สามารถปรับตัวรับกับเทคโนโลยีของสินค้า และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป 

@ส่งออก“ครึ่งปี”ติดลบเกือบทุกตลาด

ขณะที่ตัวเลขส่งออกในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค-มิ.ย.58) มีมูลค่า 106,858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 4.84% เป็นผลมาจากตลาดส่งออกหลักสำคัญของไทยติดลบ “เกือบทั้งหมด”

ล่เลียง ตั้งแต่ สหรัฐอเมริกา -0.1% แคนาดา -4.2%  จีน -0.8%  อาเซียน (5 ประเทศ) -11.6% ญี่ปุ่น -4.2%  เกาหลีใต้ -18.2% สหภาพยุโรป (15ประเทศ) -7.1% ตะวันออกกลาง -24%แอฟริกา -22.1% ลาตินอเมริกา -4.2% อินเดีย -8.6% ออสเตรเลีย (-16.1%) CIS (กลุ่มประเทศในเครือรัฐเอกราช ที่มีรัสเซีย และอีก 11 ประเทศ) -26.2% 

โดยมี CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ) เท่านั้นที่เติบโต 10.8% โดยถือเป็นตัวเลขที่ “ต่ำสุด” ในรอบ 3 ปี 6 เดือน นับจากเดือน ธันวาคม 2554 ซึ่งติดลบ 8.15 %

@สู่ยุคบริบท “การค้าใหม่”

นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศ ไทย (สรท.) บอกว่า เศรษฐกิจทุกประเทศที่เป็นคู่ค้าของไทย ต่างเผชิญกับภาวะหดตัวไม่ต่างจากไทย จึงเพิ่มปัจจัยเชิงลบฉุดส่งออก เช็คสุขภาพทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแต่ละแห่งในแผนที่โลกต่างเผชิญ กับอาหารป่วยไข้กันถ้วนหน้า เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน ฯลฯ

เขายังวิเคราะห์บริบทใหม่ของเศรษฐกิจไทย ว่า New Normal เป็นห้วงเวลาที่โลกกำลังปรับฐานการเจริญเติบโตใหม่ หลังจากยุคการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยตัวเลขสองหลัก หันเข้าสู่ยุคแห่งการหยุดการเจริญเติบโตในบริบทเดิม 

“ทุกประเทศ” กำลังเคลื่อนไปหาโลกแห่งบริบทใหม่ พลิกจากรากฐานการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ทำให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลก

ผลพวงจากเศรษฐกิจโลกบริบทใหม่ ทำให้กำลังเคลื่อนย้ายจากฐานอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมหนัก มาสู่ภาคการเงิน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์

สำหรับไทยก็เช่นเดียวกัน ต้องเผชิญกับโลกภายนอกปั่นป่วนจากการปรับเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจใหม่ที่การแข่ง ขันสูงขึ้น ขณะเดียวกันรากฐานการค้าของไทยเป็นกลุ่มสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง จึงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาในตลาดโลกสูง และยังเผชิญกับมาตรฐานทางการค้าประมง และมาตรฐานการใช้แรงงานมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อหนึ่งของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ที่ประเทศพัฒนาแล้ว มักนำมาใช้ 

ไทยอยู่ในยุคที่ต้องปรับเปลี่ยนวัฎจักรการผลิตในแบบเดิมๆ ที่เคยรื่นรมย์จากฐานผลิตใช้แรงงาน และทรัพยากรเข้มข้นเพื่อการส่งออก จำเป็นต้องเอาชนะก้าวแสวงหาการค้าในบริบทใหม่ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกประเทศ ทำให้โลกปรับตัวสู่บริบทใหม่ ฐานใหม่ทุกประเทศ แม้กระทั่งจีนที่เคยชื่นชมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ จีนก็ต้องปรับตัวการแข่งขันไปสู่เทคโนโลยี นวัตกรรม สร้างมูลค่า การส่งออกไทยที่เคยเติบโตสองหลัก เป็นไปไม่ได้เห็นอีกต่อไปแล้ว เพราะเมื่อก่อนเราได้เปรียบเรื่องค่าแรง  ได้สิทธิพิเศษทางภาษีเพื่อส่งออก แต่ตอนนี้แรงงานแพง สินค้าที่เคยเติบโตกลับไม่มีการพัฒนากลายเป็นความล้าหลัง ไม่มีสินค้านวัตกรรมแข่งโลก"

นพพร อธิบายว่า ยุคคนนี้เป็นรุ่นเจน 3 ของธุรกิจที่เติบโตมาอย่างพรั่งพร้อม เก็บเกี่ยวความสำเร็จจากรุ่นพ่อและรุ่นปู่  บางส่วนรักทำงานอย่างสบายด้วยการเล่นหุ้น สืบทอดกิจการครอบครัวในยุคเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ยุคที่ไม่ต้องก่อร่างสร้างตัว จึงอาจลืมนึกถึงภาคการผลิต เป็นสาเหตทำให้ธุรกิจขาดการพัฒนายกระดับไปสู่นวัตกรรม เพิ่มมูลค่าสินค้า 

เขายังเห็นว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า  ต้องดำเนินการใน 3  ระดับ ประกอบด้วย

1.กลุ่มสินค้าเกษตร ที่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค อ่อนไหวตามราคาตลาดโลก โดยเฉพาะข้าว ยางพารา ควรสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างกำไรมากกว่าขายวัตถุดิบ โดยสินค้ากลุ่มอาหารควรนำมาแปรรูปเป็นอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

2.สินค้าเพื่ออนาคต ในอีก 5-10ปี ต้องทำนายแนวโน้มให้ ชัดว่า ในวันข้างหน้าโลกต้องการสินค้าประเภทใด หนีไม้พ้นการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนยาวนาน เช่น ในอุตสาหกรรมยา รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีสื่อสาร ให้สอดคล้องกับการผลักดันดิจิทัล อีโคโนมี นอกจากนี้ไทยต้องเตรียมพร้อมรองรับความต้องการสินค้าใหม่ๆ ของโลกภายใต้บริบทใหม่ เช่น จักรยาน มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อบอกเส้นทาง ค้นหาเพื่อนร่วมปั่น เป็นต้น 

3.พัฒนาสินค้าเชื่อมโยงกับบริการ สร้างประเทศให้เกิด การเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ตั้งแต่ การเงิน การบริการ การค้าขาย และธุรกิจดิจิทัล รวมถึงการเชื่อมโยงประเทศไปยังต่างประเทศ เริ่มจากการค้าชายแดนไปถึงประเทศอื่นทั่วโลก ตลอดจนการดึงภาคท่องเที่ยวให้พ่วงมาพร้อมกับการจำหน่ายสินค้าและบริการ

“สินค้าและบริการต้องมาเชื่อมโยงกัน เพราะบริบทใหม่ผูกติดระหว่างสินค้ากับท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวมาไทยทดลองสินค้าไทย เมื่อกลับบ้านก็ส่งสินค้าไทยกลับไปขาย”

-------------------------------

“เวียดนาม” แชมป์ส่งออกใหม่

ไล่กวดไทย ใน 3 ปี

วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีมุมมองไม่ต่างกันว่า ไทยกำลังติดกับดักบริบทใหม่ ที่ไม่สามารถหวังให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกให้สูงถึง 5-6% อย่างที่เคยเกิดขึ้น เพราะการพัฒนามาถึงจุดเปลี่ยน ติดกับกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) 

“ไทยกำลังถูกคู่แข่งแซงหน้า จากที่ไทยเคยมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ วันนี้ มาเลเซีย แซงหน้ามาแทนที่ไทย ที่หล่นมาอยู่อันดับ 3 ตามมาด้วย อินโดนีเซีย และเวียดนาม อันดับ 4 และ 5” 

ทว่า หากวัดกันที่มูลค่าการส่งออก และจีดีพี ของประเทศที่เติบโตไล่หลังไทย อย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย พบว่ามีโอกาสที่จะขยายการลงทุนใหม่สูงกว่าไทย โดยภาคการส่งออกของเวียดนามเติบโตเฉลี่ย 9-10% ทุกปีในช่วงที่ผ่านมา ในระหว่างที่ไทยเพลี่ยงพล้ำการส่งออกลดต่ำลงติดต่อกันปีนี้เป็นปีที่ 3  โดยเวียดนามมีมูลค่าการส่งออกตีตื้นมาอยู่ที่ 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยนับจากปีหน้า เป็นต้นไป เวียดนามจะเพิ่มยอดส่งออกเฉลี่ยปีละ 10% หากทำได้สำเร็จ หมายความว่า ภายใน 3 ปีจากนี้ มูลค่าส่งออกเวียดนามจะมีมูลค่าเท่ากับไทยอยู่ที่ 218,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บนสมมติฐานว่ามูลค่าส่งออกไทยเพิ่มขึ้นไม่มาก 

--------------------------------------

9 กับดัก เร่งสางก่อน “สายเกินแก้” 

วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยังชี้ปัญหาที่ไทยจะต้องประคับประครอง ให้รอดใน 9 ปัญหา ก่อนนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างการผลิต ต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับต่อไป

1.สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ผลกระทบจากสินค้ากลุ่ม Commodity ที่ปรับราคาลดลงตามราคาน้ำมัน ฉะนั้นรัฐบาลต้องขบให้แตก ก้าวให้พ้นเรื่องประชานิยม คิดในเชิงกลยุทธ์เพื่ออัดเกรดสินค้าเกษตรไทยให้ก้าวพ้นจากวังวนเดิมๆ  

2.การบริโภคภายในหดตัว เนื่องจากรายได้ภาคประชาชนชะลอ ต้ว ทั้งราคาสินค้าเกษตร หนี้ครัวเรือน ความเชื่อมั่นภาคประชาชน ส่งผลไปถึงการใช้จ่ายลดลงในกลุ่มประชาชนระดับกลางและระดับกลาง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

3.ส่งออกติดลบติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (รวมคาดการณ์ปี2558) ไทยต้องหาสินค้าใหม่เป็นตัวชูโรง ชดเชยรายได้ส่งออกที่หายไป ด้านการตลาดกระทรวงพาณิชย์ต้องตะลุยไปเปิดตลาดเพื่อเพิ่มความต้องการใหม่ๆ ทดแทนตลาดเดิมที่หายไป รวมถึงการวางแผนสร้างตลาดใหม่เพื่อการส่งออกใหม่ในระยะยาว

4.เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาที่ทั่วโลกต้องเผชิญ ภาครัฐจึงต้องวางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้ เช่นเดียวกันกับโมเดลที่ญี่ปุ่น เคยฝ่าวิกฤติเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิตสูง ย้ายฐานการผลิตมาสู่อาเซียน 40 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ญี่ปุ่นขยับตัวเองเป็นผู้นำเทคโนโลยี บริหารจัดการห่วงโซ่การผลิต ได้รับการยอมรับเป็นสินค้ามีคุณภาพ

ฉะนั้นรัฐบาลจึงต้องฉวยวิกฤติเป็นโอกาส ในระหว่างที่ทั่วโลกกำลังปั่นป่วนกับการปรับฐานตามสภาวะเศรษฐกิจโลก เป็นโอกาสของการปรับฐานเศรษฐกิจไทย

5. ปัญหาสหภาพยุโรปให้ใบเหลืองประมงไทย จัดอันดับให้ ไทยเป็นประเทศขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU :Illegal, Unreported and Unregulated Fishing)เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย จนส่งผลกระทบถึงสินค้าประมงที่กำลังจะส่งเข้าสหภาพยุโรป 

ประกอบกับ ปัญหาไทยถูกจัดอันดับ Tier3 เกี่ยวกับรายงานการจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์(The Trafficking In Persons (TIP) Report) ปี 2558 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาตรฐานด้านความยั่งยืนด้านการจับปลาย และสิทธิมนุษยชน กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบกับสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าทั้ง ยวง เป็นประเด็นปัญหาที่ไทยจะต้องคิดไปถึงประเด็นผลกระทบให้มากขึ้น พร้อมกันกับการบริการจัดการมาตรฐานด้านดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไข 

6 องค์การการบินพลเรือนระหว่างประทเศ (ICAO) ติดธงแดงไทย เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่ต้องการขนส่งทางการบิน เช่น พืช ผัก ผลไม้ อิเล็กทรอนิกส์ และเสื้อผ้าบางชนิด ที่ต้องการใช้การขนส่งแบบคาร์โก้ เช่า เหมาลำ การจัดอันดับจึงเสียภาพลักษณ์ต่อไทยและทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น

7.ปัญหาภัยแล้ง โดยต้องเร่งบริหารจัดการน้ำ และลดการเพาะปลูก จัดโซนนิ่ง สินค้าเกษตร เพื่อลดปริมาณการผลผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ

8.ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ต้องมีการบริหาร สร้างความสัมพันธ์ในเชิงยุทธศาสตร์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนการรวมกลุ่มเจรจาการค้า การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นต้น 

9.การดึงดูดเงินลงทุนใหม่ๆ  เชื่อมโยงกับการวางแผนส่งออก เช่น ในระยะ 3 ปีอย่างมีเป้าหมาย เช่น การเพิ่มจาก 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : New Normal #ชะตากรรม #ส่งออกไทย

view

*

view