http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,117,890
เปิดเพจ23,732,194

การลดค่าเงินหยวน (2)

การลดค่าเงินหยวน (2)

โดย :

การลดค่าเงินหยวน (2)
โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ฝ่ายที่กังวลเกี่ยวกับการอ่อนตัวของค่าเงินหยวนมีเหตุผลสนับสนุน ดังนี้

1. การอ่อนตัวของค่าเงินหยวน สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกของจีน ที่ตัวเลขล่าสุดติดลบถึง 8% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหลังจากการประกาศตัวเลขดังกล่าวไม่กี่วัน ธนาคารกลางจีนก็เริ่มลดค่าเงินหยวนในวันที่ 11 สิงหาคม ทั้งนี้ การลดค่าเงินหยวนสามารถมองได้ว่าเป็นการกลับตัว (U-turn) ทางนโยบายเศรษฐกิจ กล่าวคือในช่วง 2005-2012 ธนาคารกลางจีนปรับเงินหยวนให้แข็งค่ามาโดยตลอด เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของคนจีนและเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศ (ทั้งการบริโภคและการลงทุน) ให้เป็นหัวจักรหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนที่การส่งออก แต่การให้เงินหยวนอ่อนค่าลงในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการสะท้อนว่าจีนยอมกลับมาอาศัยการส่งออกให้เป็นหัวจักรขับเคลื่อนการ ขยายตัวของเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง

2.การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ การลดดอกเบี้ยและการลดทุนสำรองของธนาคารนั้น เป็นเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อผ่อนคลายการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ ซึ่งมีแนวโน้มทำให้เงินหยวนอ่อนค่า (เมื่อปริมาณเงินเพิ่มขึ้น “ราคา” ของเงินก็ต้องลดลงด้วย) แต่หากธนาคารกลางจีนจะตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้อ่อนค่า ก็หมายความว่า จีนจะต้องขายเงินทุนสำรองเพื่อซื้อเงินหยวน แต่การกระทำดังกล่าวทำให้ทุนสำรองพร่องลงไปเรื่อยๆ และเป็นการลดปริมาณเงินหยวนในระบบ ก่อให้เกิดการตึงตัวของสภาพคล่อง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ดังนั้น การปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่า จึงมองได้ว่าเป็นการเปิดทางให้ธนาคารกลางจีน สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องไปได้อีกโดยไม่มีข้อจำกัด หลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่า เงินหยวนจะอ่อนค่าลงไปอีกหลายเดือนหรือเป็นปี


3. เศรษฐกิจจีนวันนี้ใหญ่กว่าในปี 1994 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการลดค่าเงินหยวนครั้งใหญ่ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่มาซึ่งวิกฤติต้มยำกุ้ง วันนี้จีดีพีจีนประมาณ 10 ล้านล้านเหรียญ หรือ 15% ของจีดีพีโลกและเป็นที่สองรองจากสหรัฐเท่านั้น (จีดีพีสหรัฐประมาณ 17 ล้านล้านเหรียญ) นอกจากนั้น จีนยังเป็นผู้ซื้อวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย กล่าวคือการลดค่าเงินหยวนคือการที่จีนลดกำลังซื้อในตลาดโลก และในขณะเดียว กันก็เพิ่มการขายสินค้าในตลาดโลกในราคาที่ถูกลงอีกด้วย ดังนั้น การลดค่าเงินจึงเป็นการส่งออกเงินฝืดนั่นเอง (แต่จีนก็เห็นสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นทำการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากด้วยนโยบายคิวอี ทำให้เงินสกุลของตนอ่อนค่าลง และได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ทำไมจีนจึงจะปรับค่าเงินของตนบ้างไม่ได้?)

ผมคิดว่าคนที่กังวล เกี่ยวกับการลดค่าเงินหยวนมากที่สุดในขณะนี้ น่าจะเป็นนาย Ruchir Shama ที่เขียนบทความลงใน Wall Street Journal เมื่อ 16 สิงหาคม ชื่อว่า A Global Recession May Be Brewing in China โดยนาย Shama กลัวว่า “the next global recession likely will be made in China” แปลว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกครั้งต่อไปน่าจะมีต้นตอมาจากประเทศจีน

นาย Shama ให้ข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจโลกนั้นเข้าสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมารวม 7 ปีแล้ว แม้ว่าจะเป็นการฟื้นตัวที่อ่อนแอและกระท่อนกระแท่น แต่หากพิจารณาจากสถิติในอดีต 50 ปี ก็จะพบว่า โดยเฉลี่ยนั้นเศรษฐกิจโลกกลับเข้าสู่สภาวะถดถอยทุกๆ 8 ปี แปลว่าหากเป็นไปตามสถิติในอดีตเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะถด ถอยในอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า ซึ่งหลายคนคงจะไม่เห็นด้วยกับนาย Shama เพราะจะไม่ได้รู้สึกว่ามีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่อย่างใดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นประชาชนของประเทศกรีซ)

จากสถิติของไอเอ็มเอฟพบว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอย 5 ครั้ง กล่าวคือช่วงกลางทศวรรษ 1970 ต้นทศวรรษ 80 และต้นทศวรรษ 90 ช่วงฟองสบู่หุ้นอินเทอร์เน็ตของสหรัฐแตกในปี 2001 ตามมาด้วยครั้งล่าสุดคือวิกฤติการเงินซับไพร์มของสหรัฐในปี 2008-2009 ทั้งนี้ การถดถอยของเศรษฐกิจโลกนั้น ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจโลกจะต้องหดตัว แต่ตามนิยามของไอเอ็มเอฟนั้น เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะถดถอยเมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อปี ในขณะที่เศรษฐกิจโลกควรขยายตัว 3.5% ต่อปีในภาวะปกติ

ประเด็นสำคัญคือในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจโลกถดถอยสืบเนื่องมาจากการชะลอตัว หรือถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐและประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจที่เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ใช่สหรัฐ เพราะการโตของสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนเพียง 17% ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่บทบาทของยุโรปและญี่ปุ่นก็ลดลงเหลือไม่ถึง 10% ในขณะเดียวกัน การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน (ซึ่งขยายตัว 7-8% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1/3 ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ปัญหาคือการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น ขาดความสมดุลและยากที่จะดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืนได้ ปัจจุบัน จีนยังคงลงทุนมาก (คิดเป็นสัดส่วน 40% ของจีดีพี) แต่บริโภคน้อย (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของจีดีพีเช่นกัน) ซึ่งแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งสัดส่วนของการบริโภคจะสูงกว่าสัดส่วนของการลงทุน 2-3 เท่า (ไม่ใช่เท่ากัน) แปลว่าจีนลงทุนสร้างกำลังการผลิตมากเกินความต้องการภายในประเทศ จึงจะต้องนำสินค้าไปขายต่างประเทศ แต่ในระยะหลังที่จีนพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจโดยส่งเสริมกำลังซื้อในประเทศเป็น หัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนการพึ่งพาการส่งออก และปกป้องตนเองจากผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในปี 2008-2009 จีนได้เร่งรัดการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ พร้อมกับการดำเนินนโยบายที่ยินยอมให้เงิน หยวนแข็งค่า (หรือไม่อ่อนค่าตามเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ)

แต่ในที่สุดก็ต้องเผชิญปัญหาคือ กำลังซื้อภายในประเทศก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องเพิ่มนโยบายกระตุ้นต่อไปอีกเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง ที่ต้องเพิ่มการกระตุ้นด้วยนโยบายการเงิน เพราะภาคธุรกิจและรัฐบาลท้องถิ่นที่กู้ยืมเงินมาเป็นจำนวนมากเริ่มประสบ ปัญหา แต่การเพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบที่เกิดขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวช้าลงและความเชื่อมั่นตกต่ำ ทำให้คนจีนต้องการนำเงินออกนอกประเทศในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบที่ตามมานั้นผมขอนำไปเขียนในครั้งหน้าครับ

- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/635437#sthash.IRg7zBsQ.dpuf

ฝ่ายที่กังวลเกี่ยวกับการอ่อนตัวของค่าเงินหยวนมีเหตุผลสนับสนุน ดังนี้

1. การอ่อนตัวของค่าเงินหยวน สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกของจีน ที่ตัวเลขล่าสุดติดลบถึง 8% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหลังจากการประกาศตัวเลขดังกล่าวไม่กี่วัน ธนาคารกลางจีนก็เริ่มลดค่าเงินหยวนในวันที่ 11 สิงหาคม ทั้งนี้ การลดค่าเงินหยวนสามารถมองได้ว่าเป็นการกลับตัว (U-turn) ทางนโยบายเศรษฐกิจ กล่าวคือในช่วง 2005-2012 ธนาคารกลางจีนปรับเงินหยวนให้แข็งค่ามาโดยตลอด เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของคนจีนและเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศ (ทั้งการบริโภคและการลงทุน) ให้เป็นหัวจักรหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนที่การส่งออก แต่การให้เงินหยวนอ่อนค่าลงในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการสะท้อนว่าจีนยอมกลับมาอาศัยการส่งออกให้เป็นหัวจักรขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง

2.การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ การลดดอกเบี้ยและการลดทุนสำรองของธนาคารนั้น เป็นเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อผ่อนคลายการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ ซึ่งมีแนวโน้มทำให้เงินหยวนอ่อนค่า (เมื่อปริมาณเงินเพิ่มขึ้น “ราคา” ของเงินก็ต้องลดลงด้วย) แต่หากธนาคารกลางจีนจะตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้อ่อนค่า ก็หมายความว่า จีนจะต้องขายเงินทุนสำรองเพื่อซื้อเงินหยวน แต่การกระทำดังกล่าวทำให้ทุนสำรองพร่องลงไปเรื่อยๆ และเป็นการลดปริมาณเงินหยวนในระบบ ก่อให้เกิดการตึงตัวของสภาพคล่อง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ดังนั้น การปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่า จึงมองได้ว่าเป็นการเปิดทางให้ธนาคารกลางจีน สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องไปได้อีกโดยไม่มีข้อจำกัด หลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่า เงินหยวนจะอ่อนค่าลงไปอีกหลายเดือนหรือเป็นปี


3. เศรษฐกิจจีนวันนี้ใหญ่กว่าในปี 1994 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการลดค่าเงินหยวนครั้งใหญ่ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่มาซึ่งวิกฤติต้มยำกุ้ง วันนี้จีดีพีจีนประมาณ 10 ล้านล้านเหรียญ หรือ 15% ของจีดีพีโลกและเป็นที่สองรองจากสหรัฐเท่านั้น (จีดีพีสหรัฐประมาณ 17 ล้านล้านเหรียญ) นอกจากนั้น จีนยังเป็นผู้ซื้อวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย กล่าวคือการลดค่าเงินหยวนคือการที่จีนลดกำลังซื้อในตลาดโลก และในขณะเดียว กันก็เพิ่มการขายสินค้าในตลาดโลกในราคาที่ถูกลงอีกด้วย ดังนั้น การลดค่าเงินจึงเป็นการส่งออกเงินฝืดนั่นเอง (แต่จีนก็เห็นสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นทำการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากด้วยนโยบายคิวอี ทำให้เงินสกุลของตนอ่อนค่าลง และได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ทำไมจีนจึงจะปรับค่าเงินของตนบ้างไม่ได้?)

ผมคิดว่าคนที่กังวลเกี่ยวกับการลดค่าเงินหยวนมากที่สุดในขณะนี้ น่าจะเป็นนาย Ruchir Shama ที่เขียนบทความลงใน Wall Street Journal เมื่อ 16 สิงหาคม ชื่อว่า A Global Recession May Be Brewing in China โดยนาย Shama กลัวว่า “the next global recession likely will be made in China” แปลว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกครั้งต่อไปน่าจะมีต้นตอมาจากประเทศจีน

นาย Shama ให้ข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจโลกนั้นเข้าสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมารวม 7 ปีแล้ว แม้ว่าจะเป็นการฟื้นตัวที่อ่อนแอและกระท่อนกระแท่น แต่หากพิจารณาจากสถิติในอดีต 50 ปี ก็จะพบว่า โดยเฉลี่ยนั้นเศรษฐกิจโลกกลับเข้าสู่สภาวะถดถอยทุกๆ 8 ปี แปลว่าหากเป็นไปตามสถิติในอดีตเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอยในอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า ซึ่งหลายคนคงจะไม่เห็นด้วยกับนาย Shama เพราะจะไม่ได้รู้สึกว่ามีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่อย่างใดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นประชาชนของประเทศกรีซ)

จากสถิติของไอเอ็มเอฟพบว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอย 5 ครั้ง กล่าวคือช่วงกลางทศวรรษ 1970 ต้นทศวรรษ 80 และต้นทศวรรษ 90 ช่วงฟองสบู่หุ้นอินเทอร์เน็ตของสหรัฐแตกในปี 2001 ตามมาด้วยครั้งล่าสุดคือวิกฤติการเงินซับไพร์มของสหรัฐในปี 2008-2009 ทั้งนี้ การถดถอยของเศรษฐกิจโลกนั้น ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจโลกจะต้องหดตัว แต่ตามนิยามของไอเอ็มเอฟนั้น เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะถดถอยเมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อปี ในขณะที่เศรษฐกิจโลกควรขยายตัว 3.5% ต่อปีในภาวะปกติ

ประเด็นสำคัญคือในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจโลกถดถอยสืบเนื่องมาจากการชะลอตัว หรือถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐและประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจที่เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ใช่สหรัฐ เพราะการโตของสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนเพียง 17% ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่บทบาทของยุโรปและญี่ปุ่นก็ลดลงเหลือไม่ถึง 10% ในขณะเดียวกัน การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน (ซึ่งขยายตัว 7-8% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1/3 ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ปัญหาคือการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น ขาดความสมดุลและยากที่จะดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืนได้ ปัจจุบันจีนยังคงลงทุนมาก (คิดเป็นสัดส่วน 40% ของจีดีพี) แต่บริโภคน้อย (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของจีดีพีเช่นกัน) ซึ่งแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งสัดส่วนของการบริโภคจะสูงกว่าสัดส่วนของการลงทุน 2-3 เท่า (ไม่ใช่เท่ากัน) แปลว่าจีนลงทุนสร้างกำลังการผลิตมากเกินความต้องการภายในประเทศ จึงจะต้องนำสินค้าไปขายต่างประเทศ แต่ในระยะหลังที่จีนพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจโดยส่งเสริมกำลังซื้อในประเทศเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนการพึ่งพาการส่งออก และปกป้องตนเองจากผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในปี 2008-2009 จีนได้เร่งรัดการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ พร้อมกับการดำเนินนโยบายที่ยินยอมให้เงิน หยวนแข็งค่า (หรือไม่อ่อนค่าตามเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ)

แต่ในที่สุดก็ต้องเผชิญปัญหาคือ กำลังซื้อภายในประเทศก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องเพิ่มนโยบายกระตุ้นต่อไปอีกเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง ที่ต้องเพิ่มการกระตุ้นด้วยนโยบายการเงิน เพราะภาคธุรกิจและรัฐบาลท้องถิ่นที่กู้ยืมเงินมาเป็นจำนวนมากเริ่มประสบปัญหา แต่การเพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบที่เกิดขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวช้าลงและความเชื่อมั่นตกต่ำ ทำให้คนจีนต้องการนำเงินออกนอกประเทศในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบที่ตามมานั้นผมขอนำไปเขียนในครั้งหน้าครับ



สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : การลดค่าเงินหยวน (2)

view

*

view