http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,307
เปิดเพจ23,732,617

ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (3)

ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (3)
โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงระบอบคอมมิวนิสต์ที่แพร่ขยายไปครึ่งโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองและแบ่งแยกโลกออกเป็นสองฝักสองฝ่าย

แต่ในที่สุดซีกโลกคอมมิวนิสต์ก็พ่ายแพ้โลกทุนนิยม สหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปลายศตวรรษที่แล้ว ในขณะที่จีนก็เปลี่ยนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบทุนนิยมและในที่สุดก็เข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลกในปี 2001 ตามด้วยเวียดนามในอีก 4 ปีต่อมา ถือได้ว่าปิดฉากระบบคอมมิวนิสต์อย่างถาวร


คำถามที่ตามมาคือทำไมระบบคอมมิวนิสต์จึงประสบความล้มเหลว แต่ระบบทุนนิยมซึ่งถูกกล่าวหาว่านายทุนมุ่งแต่จะเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานจึงประสบความสำเร็จ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อในวิสัยทัศน์ของ Adam Smith เกี่ยวกับ “มือที่มองไม่เห็น” ที่นำมาซึ่งการส่งเสริมผลประโยชน์ของส่วนรวมโดยการปล่อยให้ประชาชนทุกคนแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเองโดยเสรี เพราะส่วนใหญ่เราจะพูดว่าต้องไม่เห็นแก่ตัวและต้องเห็นแก่ส่วนรวม ประเทศจึงจะเจริญ แต่ในทัศนะของ Adam Smith ในขั้นพื้นฐานนั้นความเห็นแก่ตัวสามารถนำมาซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมได้


ผมเห็นว่าระบบทุนนิยมนั้นมีข้อเสียและข้อด้อยอยู่มาก แต่ระบบอื่นๆ มีข้อเสียมากกว่าระบบทุนนิยมมาก ในกรณีของระบบคอมมิวนิสต์นั้น พอจะสรุปแนวคิดในการบริหารเศรษฐกิจดังนี้


1. ระบบนายทุนเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานโดยเอาผลผลิตส่วนเกิน (labor surplus value) ไปเป็นกำไรและยิ่งพยายามแข่งขันทำกำไรมากก็ยิ่งต้องเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานมากขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น รัฐจึงต้องยึดเอาทุนเครื่องจักรและกลไกการผลิตให้เป็นของรัฐทั้งหมดเพราะรัฐจะไม่เอาเปรียบแต่จะดูแลประชาชนอย่างเป็นธรรมเนื่องจากรัฐจะไม่แสวงหากำไรเหมือนนายทุน


2. ดังนั้นรัฐจึงต้องมีบทบาทหลักในการกำกับเศรษฐกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการสั่งการ (command economy) โดยรัฐบาลจะต้องเป็นผู้วางแผนการผลิต การจัดซื้อจัดจ้าง การขนส่ง ฯลฯ เกือบทั้งหมด (central planning)


ในทางตรงกันข้ามระบบทุนนิยมจะเน้นความเป็นเจ้าของของเอกชน (private ownership) และหน้าที่หลักของรัฐคือการคุ้มครองทรัพย์สิน (ของเอกชน) หรือ property protection ทั้งนี้ หมายถึงทรัพย์สินทุกประเภทรวมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา เพราะเมื่อประชาชนได้รับการคุ้มครองดังกล่าวก็จะมีแรงจูงใจที่จะกล้าเสี่ยง (risk taking) เพื่อให้เกิดผลตอบแทนจากทรัพย์สินและมีเงินมาซื้อทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ซึ่งความ “โลภ” ดังกล่าวจะนำไปสู่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงและราคาถูก ฯลฯ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนและนำมาซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้ามในระบบคอมมิวนิสต์นั้นทรัพย์สินทุกประเภทต้องเป็นของรัฐ ประชาชนเป็นเจ้าของอะไรเกือบจะไม่ได้เลย (เพราะไม่ต้องการให้การเอารัดเอาเปรียบของระบบนายทุนเกิดขึ้น) แต่เราก็ทราบกันดีว่าเมื่อทรัพย์สินใดเป็น “ของส่วนรวม” ก็แปลว่าทรัพย์สินนั้น “ไม่มีเจ้าของ” และจะไม่มีใครดูแลรักษา จึงจะเสื่อมโทรมขาดการพัฒนาไปในที่สุด กล่าวคือ ระบบคอมมิวนิสต์ไม่มองหรือมองไม่เห็นความสำคัญของการเป็นเจ้าของ ทั้งเจ้าของสินทรัพย์และกำไรที่พึงได้จากสินทรัพย์ดังกล่าว จึงทำให้การบริหารเศรษฐกิจโดยรัฐบาลที่คาดหวังว่าจะนำมาซึ่งผลเลิศสำหรับส่วนรวม ไม่สามารถแข่งขันและเอาชนะระบบทุนนิยมที่ “เห็นแก่ตัว” ได้


ต่อมาจึงมีความพยายามที่จะผสมผสานทั้งสองระบบบางประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส รัฐบาลจะมีบทบาทอย่างมากในการกำกับการผลิตและเป็นเจ้าของบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมาก ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียก็จะมุ่งเน้นการเก็บภาษีคนร่ำรวยในอัตราสูง (70-80%) เพื่อสร้างระบบรัฐสวัสดิการที่ปรับลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบนายทุนและอีกหลายประเทศก็ให้รัฐเข้ามามีบทบาทในการวางแผนเศรษฐกิจระยะยาว โดยมิได้เป็นการเข้ามาสั่งการ แต่เป็นการ “ชี้แนะ” และกำหนดทิศทางการพัฒนา (indicative planning) แนวคิดดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง 1950-1970 ซึ่งในประเทศไทยก็ได้เริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกในปี 1962 เรื่อยมาจนแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นแผนที่ 11 แต่น่าสังเกตว่าประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกานั้นมิได้มีการทำแผนเศรษฐกิจ 5 ปีหรือ 10 ปีแต่อย่างใด แม้ว่าบางหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงกลาโหมจะมีบทบาทสำคัญในการให้ทุนและสนับสนุนการวิจัยในแขนงต่างๆ ที่แม้จะเป็นประโยชน์โดยตรงกับการรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเศรษฐกิจโดยรวม เช่น อินเทอร์เน็ต เป็นต้น


“บทเรียน” ที่เราเพิ่งเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคี่ยวกันระหว่างระบบทุนนิยมกับระบบคอมมิวนิสต์คืออะไร? ผมขอสรุปความเห็นของผมดังนี้


1. ระบบคอมมิวนิสต์ล่มสลายพ่ายแพ้ทุนนิยมเพราะมิได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเป็น “เจ้าของ” ทรัพยากรและกลไกการผลิต ตลอดจนผลตอบแทนจากความเป็นเจ้าของดังกล่าว คอมมิวนิสต์มองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชน แต่ไม่เห็นว่าความเป็นเจ้าของนั้นเป็นแรงจูงใจให้กล้าเสี่ยงกล้าทำกล้าเปลี่ยนแปลง ซึ่งเหมารวมว่ากล้าเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่ระบบคอมมิวนิสต์นั้นกลัวนายทุนจะเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน มองไม่เห็นบทบาทที่สำคัญของผู้ประกอบการ


2. รัฐที่สนับสนุนระบบทุนนิยมคือรัฐที่คุ้มครองทรัพย์สินของเอกชน (รวมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา) โดยการรักษาอธิปไตยของประเทศ การคุ้มครองปกป้องภายในประเทศด้วยตำรวจที่มีประสิทธิภาพ ระบบศาลที่ตัดสินข้อพิพาทอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ทั้งนี้ไม่ต้องมาวางแผนให้เอกชนว่าจะต้องลงทุนอะไรและอย่างไร แต่ในความเป็นจริงนั้นภาครัฐย่อมสามารถปรึกษาหารือกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจรวมกันอย่างกว้างๆ เช่นกรณี indicative planning ได้


3. ในส่วนที่ภาครัฐสมควรจะแทรกแซงระบบเศรษฐกิจทุนนิยมให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้นนั้นก็อาจมีแนวทางดังนี้คือ


3.1 ในกรณีที่การผลิตของภาคเอกชนส่งผลกระทบข้างเคียง เช่น ทำให้เกิดมลภาวะก็จะถือว่าผู้ผลิตดังกล่าวใช้ทรัพยากรส่วนรวม (อากาศหรือน้ำที่บริสุทธิ์) ดังนั้นจึงต้องถูกเก็บภาษีเพื่อลดการผลิตและนำภาษีดังกล่าวมาปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น


3.2 โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น ถนน น้ำประปา ไฟฟ้าและระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมจะต้องถูกพัฒนาขึ้นมารองรับการพัฒนาของเศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีการเก็บภาษีตามที่จำเป็น แต่ในหลายกรณีก็สามารถว่าจ้างให้เอกชนดำเนินการได้เช่นการสร้างถนนและเก็บค่าผ่านทาง หรือแม้กระทั่งการว่าจ้างให้เอกชนเก็บภาษีศุลกากร (ในอินโดนีเซีย) เป็นต้น ทั้งนี้ต้องเน้นว่าการแทรกแซงของรัฐควรมีน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


3.3 ในส่วนของความเป็นธรรม (ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน) นั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากที่สุดในเชิงทฤษฎี แต่สรุปได้ว่าระบบทุนนิยมทำให้เกิดประสิทธิภาพหรือทำให้เค้กใหญ่ขึ้นและอร่อยมากขึ้น แต่การแบ่งเค้กให้เป็นธรรมและทั่วถึงทุกคนนั้นระบบทุนนิยม (หรือระบบใดๆ) ไม่สามารถตอบโจทย์ได้บางคนมองว่าระบบทุนนิยมจะยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น แต่ผมกล่าวในตอนต้นแล้วว่า ผมเห็นว่ากลไกตลาดเสรีภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจของผู้บริโภค ดังนั้น บทบาทสำคัญยิ่งของรัฐในส่วนของการส่งเสริมความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจคือการกำจัดการผูกขาดทั้งหมด (รวมทั้งการตั้งกำแพงภาษีเพื่อให้ผู้ผลิตภายในผูกขาดตลาดในประเทศ) และการจัดสรรทรัพยากรด้านการสาธารณสุขและการศึกษาให้ประชาชนทุกคนมี “โอกาส” ที่เท่าเทียมกันมากที่สุด “ในการแข่งขันภายใต้กลไกตลาดเสรี”



สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (3)

Tags : ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (3)

view

*

view