http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,294
เปิดเพจ23,733,623

เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ

เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ
โดย : ดร.พีรพล ประเสริฐศรี

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เป็นเวลากว่า 1 ปีมาแล้ว ที่ราคาน้ำมันดิบทั้ง ราคาของ West Texas Intermediate (WTI) ของ NYMEX และราคาของ Brent Crude Oil

ที่ได้ปรับตัวลดลงทะลุแนวรับสำคัญที่ 90 ดอลลาร์ และได้ปรับตัวรวดเดียวเลยไปสู่ระดับกว่า 40 ดอลลาร์ เมื่อช่วงต้นปี 2558 นี้ ซึ่งต่อมาก็ได้เคลื่อนไหวในกรอบ 35-60 ดอลลาร์ 

จนกระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว WTI นี้ ก็ได้หลุดแนวรับสำคัญที่ 40 ดอลลาร์ลงมาอีกแล้ว โดยล่าสุด WTIContract เดือน Nearbyซื้อขายกันที่ระดับประมาณ 38 ดอลลาร์ต่อบาเรล (วันที่ 8 ธ.ค.2558)

ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าในยุคสังคมปัจจุบัน น้ำมันดิบถือได้ว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อผู้คนเป็นอย่างมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม พิจารณาจาก ตัวเลขที่กว่า 90% ของการขนส่งทั้งทางบก เรือ และอากาศ และอีกประมาณ 95% ของกระบวนการผลิตสินค้าในโลก ล้วนใช้พลังงานจากน้ำมันดิบ และหรือ ผลิตภัณฑ์พลอยได้ทั้งสิ้น ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกัน เป็นวงกว้างในหลายแวดวง ไม่ว่าจะเป็น การเงิน การเกษตร การอุตสาหกรรม หรือ การพาณิชย์

ซึ่งไม่น่าเป็นที่แปลกใจ ที่ในดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำ อย่าง Rogers International Commodities Index (RICI) ที่ปัจจุบันให้น้ำหนักสินค้าประเภทน้ำมันดิบ (WTI + Brent) ในสัดส่วนเท่ากับ 29% (เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 35% สูงที่สุดในบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่ถูกนับรวมในดัชนีอีก 35 ชนิด และบ่อยครั้งน้ำมันดิบได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ในกลุ่มของ สินค้าโภคภัณฑ์ไปอย่างไม่เป็นทางการ

การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันที่หลุดทุกแนวรับมาอย่างนี้ แน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่าง ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก อิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มโอเปค (the Organization of the Petroleum Exporting Countries; OPEC) ที่รายได้ของประเทศ และหรือ รายได้ของรัฐบาลล้วนผูกติดกับรายได้จากการขายน้ำมัน ก่อให้เกิดการขาดดุลการคลังอย่างรุนแรงในหลาย ๆ ประเทศ (รายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอกับรายจ่าย)

โดย IMF (International Monetary Fund) ได้รายงานว่าในปี 2558 นี้ ราคาน้ำมันดิบที่จำเป็นสำหรับจัดทำงบประมาณแบบสมดุลสำหรับประเทศหลัก ๆ อย่าง ซาอุดิอาระเบียอยู่ที่ 105.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับอิรักอยู่ที่ 87.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสำหรับอิหร่านอยู่ที่ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (IMF Regional Economic Outlook: Middle East and Central Asia, October 2015)

ขณะที่การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน ย่อมส่งดีต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบอย่างประเทศไทย เราที่ผู้บริหารประเทศจะได้ไม่ต้องพะวงกับภาวะข้าวยากหมากแพง จนต้องมีนโยบายตรึงราคาน้ำมันเหมือนอย่างเมื่อครั้งอดีต อันเป็นการสิ้นเปลืองเงินภาษีอากรและเป็นการบิดเบือนพฤติกรรมของการใช้ น้ำมันในน้ำมันบางประเภท

อีกทั้งเป็น Indicator สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีภาวะเงินเฟ้อจนเป็นเหตุให้ต้องมีการปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย (สอดคล้องกับหลักการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปลี่ยนมาใช้กรอบอัตราเงิน เฟ้อทั่วไปที่รวมราคาหมวดพลังงานและอาหาร แทนการใช้กรอบเงินเฟ้อพื้นฐาน แล้วเมื่อช่วงต้นปี 2558)

อย่างไรก็ตาม การตกต่ำลงของน้ำมันในรอบนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผลประกอบการของบริษัท จดทะเบียนยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นบ้านเรา อย่างบริษัทในกลุ่มของ บมจ.ปตท.(PTT) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ซึ่งทาง PTTEP เอง ก็ยอมรับว่า การที่ราคาน้ำมันตกต่ำนั้นมีผลกระทบของการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยยะ (คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการสำหรับผลการดำเนินงาน (MD&A) ไตรมาส 3 ปี 2558) และเป็นที่ชัดเจนว่าผลประกอบการของทั้ง PTT และ PTTEP นี้ล้วนผูกกับราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วยกันทั้งคู่

การที่ผลประกอบการที่ไม่สดใสของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง PTT และ PTTEP มีส่วนทำให้กำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนของทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ สำหรับ Q3/2558 (ประกอบกับผลประกอบการที่แย่ลงของกลุ่มธนาคารจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น จากการปล่อยกู้ให้กับ บมจ. SSI) ปรับตัวลดลงถึง 26% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่า P/E Ratio ของSET Index เห็นได้จากค่า P/E Ratio ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจากสิ้นตุลาคม 2558 ที่ 18.47เท่า ไปเป็น 23.77 เท่า ณ สิ้นพ.ย.2558 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 ธ.ค.2558 ค่า P/E Ratio ของตลาดอยู่ที่ระดับ 22.87เท่า ณ ระดับดัชนี SET Index ที่ระดับ 1,306.98

ซึ่งค่า P/E Ratio นี้คือ อัตราส่วนระหว่าง ราคาของหุ้น (Price) ต่อ กำไรสุทธิ (Earning)ซึ่งหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินพื้นฐานในการวิเคราะห์ทางการเงิน โดยสมมุติค่า P/E= 5 ก็แปลว่า นักลงทุนยอมที่จะจ่าย 5 บาท/หุ้น เพื่อเป็นเจ้าของบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 1 บาทต่อหุ้น ซึ่งโดยปกติแล้วสำหรับหุ้นทั่ว ๆ ไป ค่า P/E Ratio ยิ่งต่ำเท่าไร ก็ยิ่งคุ้มค่ากับคนซื้อมากขึ้นเท่านั้น

ผมได้ download ข้อมูล P/E Ratio รายเดือนย้อนหลังจาก www.set.or.th (ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่มีก็คือ ค่า P/E Ratio ณ สิ้นเดือนพ.ย.2558 ที่ 23.77 เท่า) ไปถึงเดือนม.ค.2547 รวมข้อมูลทั้งสิ้น 155เดือน หรือ 12.9ปีย้อนหลัง (ไปใกล้กว่านี้ไม่ได้เนื่องจากข้อมูลตั้งแต่ เม.ย.2518-ธ.ค.2546 ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้นำบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนมาร่วมคำนวณค่า P/E Ratio ไม่สมควรที่จะนำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน) ก็พบว่าตลอด 155 เดือนที่ผ่านมา P/E Ratio ของ SET Index (มีค่าเฉลี่ย หรือ MEAN) เพียง 14.4 ซึ่งไม่ว่าเหตุผลใดก็แล้วแต่ ความจริงมีอยู่ว่าค่า P/E Ratio ณ ปัจจุบัน ที่ 22.87 นั้น เป็นค่าที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่มาก ๆ ซึ่งคงต้องรอดูความชัดเจนใน Q4/2015 ว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ จะออกมาเป็นอย่างไร

เป็นที่รู้กันดีว่า ค่า P/E Ratio จะมีจุดอ่อนในการนำมาวิเคราะห์มากมาย จนต้องมีข้อควรระวังในการนำมาใช้และสมควรนำมาใช้ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงิน อื่นด้วยเสมอ แต่ก็ต้องยอมรับว่า P/E Ratio เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ถูกนำมาใช้ได้ง่ายที่สุดและแพร่หลายที่สุด

ฉะนั้นการที่ตลาดบ้านเรามีค่า P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดมากขนาดนี้ อาจทำให้ผู้ลงทุนทั่วๆ ไปเกิดความลังเลในการลงทุน แม้จะมีบทความออกมาพูดถึง Forward P/E Ratio ของตลาดซึ่งเป็นการคาดการณ์ว่าในอนาคต Earning จะเป็นเท่านั้นเท่าโน้น

แต่หากปราศจากหลักฐาน หรือสมมุติฐานที่สมเหตุผลช่วยสนับสนุน ก็คงไม่น่าเชื่อถือซักเท่าไร ประกอบกับ ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงก็คือ เมื่อย้อนไปเมื่อปีที่แล้วใครจะเชื่อครับว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวจาก 90 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล ณ ปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของบ้านเราถึงเพียงนี้

แต่ก็ยังโชคดีนะครับที่รายได้ของรัฐบาลไทย เราไม่ได้ผูกติดกับราคาน้ำมันเหมือนอย่างหลาย ๆ ประเทศในตะวันออกกลาง มิฉะนั้นงานนี้คงต้องลุ้นกันเหนื่อยหนักแน่ ๆ ครับ

- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636337#sthash.MTVL9N2x.dpuf

เป็นเวลากว่า 1 ปีมาแล้ว ที่ราคาน้ำมันดิบทั้ง ราคาของ West Texas Intermediate (WTI) ของ NYMEX และราคาของ Brent Crude Oil

ที่ได้ปรับตัวลดลงทะลุแนวรับสำคัญที่ 90 ดอลลาร์ และได้ปรับตัวรวดเดียวเลยไปสู่ระดับกว่า 40 ดอลลาร์ เมื่อช่วงต้นปี 2558 นี้ ซึ่งต่อมาก็ได้เคลื่อนไหวในกรอบ 35-60 ดอลลาร์

จนกระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว WTI นี้ ก็ได้หลุดแนวรับสำคัญที่ 40 ดอลลาร์ลงมาอีกแล้ว โดยล่าสุด WTIContract เดือน Nearbyซื้อขายกันที่ระดับประมาณ 38 ดอลลาร์ต่อบาเรล (วันที่ 8 ธ.ค.2558)

ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าในยุคสังคมปัจจุบัน น้ำมันดิบถือได้ว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อผู้คนเป็นอย่างมากทั้งทางตรงและทางอ้อม พิจารณาจาก ตัวเลขที่กว่า 90% ของการขนส่งทั้งทางบก เรือ และอากาศ และอีกประมาณ 95% ของกระบวนการผลิตสินค้าในโลก ล้วนใช้พลังงานจากน้ำมันดิบ และหรือ ผลิตภัณฑ์พลอยได้ทั้งสิ้น ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกัน เป็นวงกว้างในหลายแวดวง ไม่ว่าจะเป็น การเงิน การเกษตร การอุตสาหกรรม หรือ การพาณิชย์

ซึ่งไม่น่าเป็นที่แปลกใจ ที่ในดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำ อย่าง Rogers International Commodities Index (RICI) ที่ปัจจุบันให้น้ำหนักสินค้าประเภทน้ำมันดิบ (WTI + Brent) ในสัดส่วนเท่ากับ 29% (เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 35% สูงที่สุดในบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่ถูกนับรวมในดัชนีอีก 35 ชนิด และบ่อยครั้งน้ำมันดิบได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ในกลุ่มของสินค้าโภคภัณฑ์ไปอย่างไม่เป็นทางการ

การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันที่หลุดทุกแนวรับมาอย่างนี้ แน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่าง ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก อิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มโอเปค (the Organization of the Petroleum Exporting Countries; OPEC) ที่รายได้ของประเทศ และหรือ รายได้ของรัฐบาลล้วนผูกติดกับรายได้จากการขายน้ำมัน ก่อให้เกิดการขาดดุลการคลังอย่างรุนแรงในหลาย ๆ ประเทศ (รายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอกับรายจ่าย)

โดย IMF (International Monetary Fund) ได้รายงานว่าในปี 2558 นี้ ราคาน้ำมันดิบที่จำเป็นสำหรับจัดทำงบประมาณแบบสมดุลสำหรับประเทศหลัก ๆ อย่าง ซาอุดิอาระเบียอยู่ที่ 105.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับอิรักอยู่ที่ 87.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสำหรับอิหร่านอยู่ที่ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (IMF Regional Economic Outlook: Middle East and Central Asia, October 2015)

ขณะที่การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน ย่อมส่งดีต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบอย่างประเทศไทย เราที่ผู้บริหารประเทศจะได้ไม่ต้องพะวงกับภาวะข้าวยากหมากแพง จนต้องมีนโยบายตรึงราคาน้ำมันเหมือนอย่างเมื่อครั้งอดีต อันเป็นการสิ้นเปลืองเงินภาษีอากรและเป็นการบิดเบือนพฤติกรรมของการใช้น้ำมันในน้ำมันบางประเภท

อีกทั้งเป็น Indicator สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีภาวะเงินเฟ้อจนเป็นเหตุให้ต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (สอดคล้องกับหลักการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปลี่ยนมาใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่รวมราคาหมวดพลังงานและอาหาร แทนการใช้กรอบเงินเฟ้อพื้นฐาน แล้วเมื่อช่วงต้นปี 2558)

อย่างไรก็ตาม การตกต่ำลงของน้ำมันในรอบนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นบ้านเรา อย่างบริษัทในกลุ่มของ บมจ.ปตท.(PTT) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ซึ่งทาง PTTEP เอง ก็ยอมรับว่า การที่ราคาน้ำมันตกต่ำนั้นมีผลกระทบของการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยยะ (คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการสำหรับผลการดำเนินงาน (MD&A) ไตรมาส 3 ปี 2558) และเป็นที่ชัดเจนว่าผลประกอบการของทั้ง PTT และ PTTEP นี้ล้วนผูกกับราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วยกันทั้งคู่

การที่ผลประกอบการที่ไม่สดใสของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง PTT และ PTTEP มีส่วนทำให้กำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนของทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สำหรับ Q3/2558 (ประกอบกับผลประกอบการที่แย่ลงของกลุ่มธนาคารจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นจากการปล่อยกู้ให้กับ บมจ. SSI) ปรับตัวลดลงถึง 26% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่า P/E Ratio ของSET Index เห็นได้จากค่า P/E Ratio ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจากสิ้นตุลาคม 2558 ที่ 18.47เท่า ไปเป็น 23.77 เท่า ณ สิ้นพ.ย.2558 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 ธ.ค.2558 ค่า P/E Ratio ของตลาดอยู่ที่ระดับ 22.87เท่า ณ ระดับดัชนี SET Index ที่ระดับ 1,306.98

ซึ่งค่า P/E Ratio นี้คือ อัตราส่วนระหว่าง ราคาของหุ้น (Price) ต่อ กำไรสุทธิ (Earning)ซึ่งหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินพื้นฐานในการวิเคราะห์ทางการเงิน โดยสมมุติค่า P/E= 5 ก็แปลว่า นักลงทุนยอมที่จะจ่าย 5 บาท/หุ้น เพื่อเป็นเจ้าของบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 1 บาทต่อหุ้น ซึ่งโดยปกติแล้วสำหรับหุ้นทั่ว ๆ ไป ค่า P/E Ratio ยิ่งต่ำเท่าไร ก็ยิ่งคุ้มค่ากับคนซื้อมากขึ้นเท่านั้น

ผมได้ download ข้อมูล P/E Ratio รายเดือนย้อนหลังจาก www.set.or.th (ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่มีก็คือ ค่า P/E Ratio ณ สิ้นเดือนพ.ย.2558 ที่ 23.77 เท่า) ไปถึงเดือนม.ค.2547 รวมข้อมูลทั้งสิ้น 155เดือน หรือ 12.9ปีย้อนหลัง (ไปใกล้กว่านี้ไม่ได้เนื่องจากข้อมูลตั้งแต่ เม.ย.2518-ธ.ค.2546 ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้นำบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนมาร่วมคำนวณค่า P/E Ratio ไม่สมควรที่จะนำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน) ก็พบว่าตลอด 155 เดือนที่ผ่านมา P/E Ratio ของ SET Index (มีค่าเฉลี่ย หรือ MEAN) เพียง 14.4 ซึ่งไม่ว่าเหตุผลใดก็แล้วแต่ ความจริงมีอยู่ว่าค่า P/E Ratio ณ ปัจจุบัน ที่ 22.87 นั้น เป็นค่าที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่มาก ๆ ซึ่งคงต้องรอดูความชัดเจนใน Q4/2015 ว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ จะออกมาเป็นอย่างไร

เป็นที่รู้กันดีว่า ค่า P/E Ratio จะมีจุดอ่อนในการนำมาวิเคราะห์มากมาย จนต้องมีข้อควรระวังในการนำมาใช้และสมควรนำมาใช้ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินอื่นด้วยเสมอ แต่ก็ต้องยอมรับว่า P/E Ratio เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ถูกนำมาใช้ได้ง่ายที่สุดและแพร่หลายที่สุด

ฉะนั้นการที่ตลาดบ้านเรามีค่า P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดมากขนาดนี้ อาจทำให้ผู้ลงทุนทั่วๆ ไปเกิดความลังเลในการลงทุน แม้จะมีบทความออกมาพูดถึง Forward P/E Ratio ของตลาดซึ่งเป็นการคาดการณ์ว่าในอนาคต Earning จะเป็นเท่านั้นเท่าโน้น

แต่หากปราศจากหลักฐาน หรือสมมุติฐานที่สมเหตุผลช่วยสนับสนุน ก็คงไม่น่าเชื่อถือซักเท่าไร ประกอบกับ ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงก็คือ เมื่อย้อนไปเมื่อปีที่แล้วใครจะเชื่อครับว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวจาก 90 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล ณ ปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของบ้านเราถึงเพียงนี้

แต่ก็ยังโชคดีนะครับที่รายได้ของรัฐบาลไทย เราไม่ได้ผูกติดกับราคาน้ำมันเหมือนอย่างหลาย ๆ ประเทศในตะวันออกกลาง มิฉะนั้นงานนี้คงต้องลุ้นกันเหนื่อยหนักแน่ ๆ ครับ



สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ

view

*

view