http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,110,459
เปิดเพจ23,724,345

กกร.หนุนเข้าTPP TDRI ชี้กระทบยา ลามถึงวัคซีนเซรุ่ม

จากประชาชาติธุรกิจ

กร.ซาวเสียงสมาชิกส่วนใหญ่หนุนรัฐบาลเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ แปซิฟิก (TPP) ขณะที่ TDRI ชี้ชัดกระทบยาเกิดสิทธิบัตรไม่มีวันตาย ลามไปถึงชีววัตถุ "เซรุ่ม-วัคซีน" โดนด้วย

ความตกลงหุ้นส่วน ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement หรือ TPP) กลายเป็นประเด็นร้อนแรง

ในช่วงที่การส่งออกของประเทศไทยติดลบมาถึง 3 ปีติดต่อกัน ส่งผลให้ TPP กลายเป็นความหวังใหม่ของการส่งออกสินค้าไทย เนื่องจากประเทศที่เข้าร่วมข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดฉบับนี้มี ถึง 22 ประเทศ สินค้าและบริการร้อยละ 98 จะถูกลดภาษีเป็น 0 ทำให้ประชาชนกว่า 800 ล้านคนในภูมิภาคเข้าถึงสินค้าและบริการ แต่จนกระทั่งบัดนี้รัฐบาลไทยเองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าร่วมความตกลง ฉบับนี้หรือไม่

ส.อ.ท.หนุนไทยเข้าร่วม TPP

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ความคิดเห็นของกลุ่มอุตสาหกรรม 40 กลุ่มใน ส.อ.ท.ปรากฏกว่า 80-90% หรือจำนวน 23 กลุ่ม "สนับสนุนให้รัฐบาลเข้าร่วมการเจรจา TPP"

ขณะที่อีก 12 กลุ่มยังไม่มีความคิดเห็น แต่มี 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วม TPP ดังนั้น กกร.ยังต้องใช้เวลาศึกษาข้อดี-ข้อเสียอีกระยะ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก ข้อตกลง TPP และเสียเปรียบ อาทิ กลุ่มปศุสัตว์, สินค้าเกษตร, ยา โดยอาจใช้เงินกองทุนเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ยังมีอยู่มาเป็นอีกกลไกหนึ่งในแนวทางช่วยเหลือแต่จะเป็นรูปแบบใดนั้นยังไม่ชัดเจน

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนับสนุนให้เข้าร่วมข้อตกลง TPP อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม, เครื่องสำอาง, เหล็ก, ผู้ผลิตไฟฟ้า/พลังงานทดแทน (ยกเว้นเชื้อเพลิงชีวภาพเหลว), อัญมณี/เครื่องประดับ เป็นต้น บางกลุ่มอุตสาหกรรมมีข้อเสนอต่อการเจรจาและมีความกังวล ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปมีข้อกังวลต่อการเข้าร่วมอนุสัญญาต่าง ๆ (อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อุตสาหกรรมหล่อโลหะกังวลเรื่องการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ ได้เสนอให้มีการเจรจาลดภาษีสินค้าและเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าตามข้อเสนอของ อุตสาหกรรม ได้แก่ สินค้าทูน่าและน้ำตาล

ส่วนกลุ่มที่ไม่สนับสนุนข้อ ตกลง TPP ได้แก่ พลังงานทดแทนเชื้อเพลิงชีวภาพเหลว, อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ, เครื่องจักรกล/โลหะการ, แกรนิต/หินอ่อน และอาหาร เนื่องจากอุตสาหกรรมบางประเภทไทยมีปริมาณการผลิตที่น้อยกว่าประเทศสมาชิก TPP มาก บางตัวไม่รวมอยู่ในรายการสินค้า รวมถึงไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน ขาดเงินทุนในการพัฒนาสินค้าเพื่อการส่งออก ทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะไก่และสุกร มีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐจะผลักดันสินค้าปศุสัตว์ราคาถูกเข้ามาขายแข่งกับไทย ได้

ส่วนสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้างทางอากาศไทยมีความเห็นว่า หากประเทศไทยไม่เข้าร่วม TPP จะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ส่งผลให้การส่งสินค้าทาง Air Freight ลดลง เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมปลาป่น-น้ำมันถั่วเหลืองที่ไทยจะเสียเปรียบ เรื่องวัตถุดิบเพราะนำเข้าจากทวีปอเมริกาเหนือและบราซิล รวมถึงธุรกิจโรงแรมธุรกิจประกันชีวิตที่มีประสบการณ์การออกไปลงทุนต่าง ประเทศน้อย "ความไม่พร้อมเรื่องมาตรฐานและต้นทุนคืออุปสรรค"

เจรจาสิทธิบัตรลามยาถึงชีววัตถุ

ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงสิ่งที่น่าเป็นห่วง 1 ในหลาย ๆ ข้อบทที่ปรากฏอยู่ในความตกลง TPP ก็คือ การให้ความคุ้มครองเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่ "เกินกว่า" ความตกลงในองค์การการค้าโลก (TRIPs Plus) ฉะนั้นหากประเทศไทยจะร่วม TPP อาจต้องปรับแก้กฎหมายสิทธิบัตร มาตรา 9 (1) ซึ่งกำหนดไม่ให้จดสิทธิบัตรสารสกัดจากพืชและสัตว์

แต่ที่สำคัญที่ สุดก็คือ TPP กำหนดขยายความคุ้มครองข้อมูลยา "DATA Exclusivity" ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้จดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการนำยาเข้ามาวางตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปีตามชนิดสินค้า เช่น ให้ความคุ้มครอง 10 ปี สำหรับข้อมูลสินค้าเคมีภัณฑ์การเกษตร หรือ 5 ปีสำหรับยา หรือ 3 ปีสำหรับสูตรการรักษาใหม่หรือวิธีการรักษาใหม่ และ 8 ปีสำหรับเภสัชภัณฑ์ใหม่หรือชีววัตถุ (Biological Prod-uct)

"หากการคุ้มครองให้ TPP ครอบคลุมไปถึงเรื่องของชีววัตถุ ผมว่าน่าห่วงมาก เพราะขอบเขตกว้างมาก ไม่เพียงเฉพาะแต่ยาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเซรุ่ม-วัคซีน กลุ่มสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ในการรักษาหรือป้องกันโรค กลุ่มเซรุ่ม (serum) กลุ่มที่สกัดหรือแยกได้จากเลือดหรือพลาสม่า สารที่ใช้ในการพิเคราะห์โรค ซึ่งใช้โดยตรงต่อร่างกายมนุษย์ นับรวมขอบเขตกว้างและมีมูลค่ามหาศาล ประเด็นนี้จึงไม่เพียงส่งผลทำให้บริษัทยาสามัญ (ผู้ที่ผลิตเลียนแบบยาที่มีสิทธิบัตร) ไม่สามารถจดทะเบียนและวางจำหน่ายได้ แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาการผูกขาดยา ทำให้ราคาสินค้ากลุ่มยาปรับสูงขึ้น กระทบผู้ป่วย ผู้พัฒนาและวิจัย รวมถึงรัฐบาลจะต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพ" ดร.จักรกฤษณ์กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น การเจรจา TPP ในข้อบทนี้จะทำให้เกิดปัญหา การจดสิทธิบัตรที่ไม่วันตาย (Evergreening Partent) มากขึ้น เช่น การนำสารที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีกับการรักษาไปผสมและนำมาจดสิทธิบัตรเป็นยา ตัวใหม่ ซึ่งไม่ได้ให้ผลดีกับการรักษา เพื่อขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรต่อไปอีก 20 ปี และข้อบท 18.37.3 ที่วิตกกันว่า จะมีการเลี่ยงบาลีเพื่อขอจดสิทธิบัตรคุ้มครองวิธีการรักษาใหม่ ซึ่งเดิมกฎหมายสิทธิบัตรไม่อนุญาตให้จด แต่ผู้ผลิตที่มีสิทธิบัตรจะอ้างว่า เป็น Swiss Type Claim เป็นต้น

"ที่น่าสนใจคือ TPP ย้ำไว้ใน 2 ข้อบทคือ 18.41 กับ 18.6 ให้ประเทศสมาชิก TPP สามารถออกประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory Licensing หรือ CL เพื่อผลิตยาราคาแพงที่ถูกคุ้มครองโดยสิทธิบัตร แต่เป็นยาจำเป็นต่อการรักษาโรคและการเข้าถึงยา) และแต่ไม่ยอมระบุว่า การประกาศใช้ CL ผลิตยาที่ติดสิทธิบัตรจะไม่ถูกนักลงทุนฟ้องรัฐบาลในประเด็นนี้ แต่ในทางปฏิบัติที่แท้จริง แม้ว่าจะประกาศใช้ CL แต่สินค้าที่มีสิทธิบัตรอาจจะเข้ามาวางตลาดไม่ได้เพราะติดปัญหาเรื่องการ คุ้มครองข้อมูลยา (Data Exclusivity) เท่ากับถึง TPP ยอมให้มีการประกาศใช้ CL ก็ไม่มีประโยชน์" ดร.จักรกฤษณ์กล่าว

บิ๊กตู่บินโรดโชว์สหรัฐ

ล่าสุดมีรายงานเข้ามาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าร่วมคณะผู้นำอาเซียนไปโรดโชว์สหรัฐระหว่างวันที่ 14-21 กุมภาพันธ์นี้ มีวาระที่จะเข้าหารือร่วมกับตัวแทนรัฐบาลสหรัฐในเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริม การค้าการลงทุนในภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรีไทยจะกล่าว General Statement เกี่ยวกับความสำเร็จในการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา และแสดงวิสัยทัศน์ทิศทางการเดินหน้าอาเซียนในระหว่างปี 2016-2025

ส่วนการหารือกับสหรัฐในแบบทวิภาคีเกี่ยวกับการเจรจาความ ตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก นั้น ได้มีกำหนดจะหารือในรอบการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลง ทุนไทย-สหรัฐ (TIFA JC) ในวันที่ 20-22 เมษายน 2559 โดยฝ่ายไทยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาข้อตกลง TPP ที่เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นที่อาจมีข้อสงสัยก็สามารถนำไปหารือได้ในเวที TIFA แต่ยังไม่ถึงขั้นการขอเจรจาเพื่อเข้าร่วมข้อตกลงฉบับนี้ เป็นเพียงการหารือเพื่อแสดงความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับเรื่องหาข้อบทต่าง ๆ


เอฟทีเอ ว็อทช์เตือน'ประยุทธ์' อย่าเข้าร่วม'ทีพีพี'

โดย :

"เอฟทีเอ ว็อทช์" เตือน"ประยุทธ์" อย่าหลงคารมสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น เข้าร่วม"ทีพีพี" ชี้กกร.และสถาบันวิจัยบางแห่งปั่นตัวเลขเกินจริง

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ระบุว่า ตามที่จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15-17 ก.พ.นี้ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมประชุมด้วยนั้น เชื่อว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ผู้นำสหรัฐฯจะใช้เป็นโอกาสสำคัญในการโน้มน้าวให้ประเทศอาเซียนที่เหลืออีก 7 ชาติ รวมทั้งประเทศไทยให้เข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) เพื่อให้บรรลุนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐ คือการกลับมาปักหมุดในเอเชียและปิดล้อมจีน ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งแบบเบ็ดเสร็จให้กับบรรษัทข้ามชาติซึ่ง จำนวนมากมีฐานอยู่ในสหรัฐ ขณะที่ประโยชน์ที่จะตกกับประเทศไทยไม่ชัดเจน    

"หลังจากที่การเจรจา TPP จบลง ผู้นำสหรัฐฯประกาศว่า นับจากนี้ สหรัฐจะเป็นผู้กำหนดกติกาการค้าในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นการลดอำนาจของอาเซียนที่เพิ่งรวมกลุ่มกันเป็นประชาคม เศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน บรรษัทต่างชาติของสหรัฐจะมีอำนาจเหนือรัฐบาลในการแสวงหากำไรสูง สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำลายระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาและค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น จากการผูกขาดตลาดยา การห้ามต่อรองราคายา และจำกัดไม่ให้รัฐบาลออกนโยบายสาธารณะในการคุ้มครองผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพราะรัฐบาลเกรงว่าจะถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องล้มนโยบาย-เรียกค่าเสียหาย จากงบประมาณแผ่นดินผ่านกลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ไทยต้องเปิดรับสินค้าจีเอ็มโอ ต้องยอมรับการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืช ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งเกษตรกรต้องแบกค่เมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 4-6 เท่าตัว" 

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าขณะนี้มีเสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการในไทยจำนวนหนึ่งใน นามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) และนักลงทุนจากญี่ปุ่นให้ไทยเข้าร่วมเจรจา แต่ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อทช์ ย้ำว่า การตัดสินใจว่าจะเข้าหรือไม่เข้าร่วม TPP ประเทศไทยต้องใช้ข้อมูลความรู้และงานวิจัยอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน 

"เท่าที่ทราบ งานศึกษาที่สถาบันปัญญาภิวัฒน์และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการ พัฒนา ทำให้กับกระทรวงพาณิชย์ ที่ว่าหากไทยเข้าร่วม TPP จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 0.77% และหากไทยเข้าร่วม TPP และมีสมาชิกอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.06% ซึ่ง กกร.นำมาอ้างอิงให้รัฐบาลเข้าร่วมเจรจา TPP นั้น คณะกรรมการตรวจรับส่งให้กลับไปแก้ไขหลายเรื่องโดยเฉพาะความไม่สมเหตุสมผลใน หลายจุด ขณะที่ในส่วนราชการต่างๆกำลังเร่งศึกษาข้อบทและวิเคราะห์ผลกระทบ จึงอยากให้งานศึกษาต่างๆเสร็จสมบูรณ์ ผู้นำรัฐบาลด้านนโยบายเศรษฐกิจไม่ควรไปกดดันให้เร่งสรุปหาทางเยียวยา เพราะนั่นเท่ากับเป็นการตั้งธงให้ข้าราชการชงข้อมูลที่เป็นเท็จ" 

จากงานวิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชุดโครงการความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งสนับสนุนโดย สกว. ชี้ว่า แม้ประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA จำนวนมาก แต่ที่ผ่านมา FTA ไม่ได้กระตุ้นการส่งออกมากนัก หากพิจารณาจากสถานการณ์การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2558 ตลาดที่ไทยลงนาม FTA ด้วยมักมีอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกติดลบ นอกจากนั้น อัตราการใช้ประโยชน์จาก FTA ก็ยังมีจำกัด กล่าวคือ มูลค่าการขอใช้สิทธิ FTA (ทุกๆ กรอบรวมกัน) ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกรวม (ใช้และไม่ใช้สิทธิ FTA) ตัวเลขการใช้สิทธิ FTA ทางด้านการนำเข้าก็อยู่ในระดับตํ่า เพียงไม่ถึง 1 ใน 5 ของมูลค่าการนำเข้ารวม ขณะที่การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นคงทำได้ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะแต้มต่อภาษีที่จะได้จาก FTA ไม่มากพอที่จะชดเชยต้นทุนส่วนเพิ่มจากการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด และต้นทุนธุรกรรมในการขอใช้สิทธิ

"ดังนั้น เราคงต้องย้อนถามว่า การลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีเหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่ ทั้งในแง่งบประมาณ บุคลากร และเวลาที่ใช้ไปกับการเจรจา ก่อนที่จะเร่งเดินหน้าเจรจาและลงนามต่อไป เวลานี้นับเป็นช่วงเวลาที่ดีเพราะขณะนี้ประเทศไทยขาดความพร้อมที่จะเดินหน้า เจรจา FTA ใหม่ๆ โดยเฉพาะ New Normal FTA อย่าง Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่เรียกร้องให้ลดภาษีสินค้าจำนวนมากให้เป็นศูนย์ทันที และการเจรจาต้องครอบคลุมประเด็นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะประเด็นที่ยังไม่ตกผลึกอย่างข้อตกลงที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ" งานวิจัย สรุป

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ขนขบวนเข้ามาโน้มน้าวรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ ก่อน ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อทช์ มองว่า ล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ตนเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของไทย ผู้นำรัฐบาลจึงต้องใช้สติปัญญาอย่างมากในการพิจารณาแยกแยะ 

"หากนักลงทุนญี่ปุ่นจะมีการย้ายฐานการผลิตจริงดังที่สถาบันวิจัยบาง แห่งกล่าวอ้าง อุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าคงย้ายไปนานแล้ว เพราะมีความพยายามเป็นระยะ แต่ที่ย้ายไม่ได้เพราะเครือข่ายโรงงานและห่วงโซ่อุปทานฝังรากลึกในประเทศไทย และเป็นคลัสเตอร์ที่ใหญ่มาก ดังนั้น สภาพขณะนี้จึงเป็นการช่วยกันตีปีป ‘กลัวตกขบวน’ ของภาคเอกชนในและต่างประเทศบางส่วนร่วมกับสถาบันวิจัยบางแห่งโดยไม่มีความ ชัดเจนว่าไทยจะได้ประโยชน์จริงจากการเข้า TPP ซึ่งมีข้อบทที่ซับซ้อนและปฏิบัติเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยากมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจริงกับประชาชนทั้งประเทศหากไม่มีการพิจารณาอย่าง รอบคอบ ที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ เคยหลงเชื่อกับการตีปีบเช่นนี้ จนลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA เปิดทางให้นำเข้าขยะสารพิษมาทิ้งที่ประเทศไทยเต็มบ้านเต็มเมือง นี่จึงเป็นบทเรียนที่ต้องจดจำ"     

นอกจากนี้ เมื่อวันวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา องค์การหมอไร้พรมแดน (MSF) ได้ส่งจดหมายถึงผู้นำอาเซียน 10 ชาติที่จะไปร่วมการประชุมสุดยอดกับผู้นำสหรัฐ ให้ปฏิเสธการเข้าร่วมและให้สัตยาบันกับความตกลง TPP ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อระบบสาธารณสุขทั้งภูมิภาค ขณะที่ทุกรัฐบาลกำลังมุ่งหน้าเพื่อให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและก้าว เข้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน “หลายล้านชีวิตกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงนี้


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : กกร. หนุนเข้าTPP TDRI กระทบยา ลาม วัคซีนเซรุ่ม

view

*

view