http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,121,089
เปิดเพจ23,735,479

เทรนด์พลิกเศรษฐกิจโลก (3) ยามแรงงานต้องแข่งกับหุ่นยนต์

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ มายาการเงิน

โดย สันติธาร เสถียรไทย santitarn.satthirathai@gmail.com

เมื่อไม่นานมานี้ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อ นายลี เซดอล นักเล่นหมากล้อมแชมป์โลกชาวเกาหลี พ่ายแพ้เกมแรกในซีรีส์สำคัญที่คนจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด เพราะผู้ที่ทำแชมป์คนนี้พลาดท่าไม่ใช่ "คน" แต่เป็นหุ่นยนต์ชื่อ AlphaGo พัฒนาโดย Google แม้จะมีเรื่องของ คนแพ้หุ่นยนต์ ในการเล่นเกมอื่น ๆ มาก่อน แต่หมากล้อมนี้ แตกต่างจากเกมทั่วไป เพราะเป็นเกมที่ซับซ้อนจนผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่คิดว่าหุ่นยนต์จะสามารถแทรกเข้ามาเอาชนะคนได้ในเวลาเร็ววันเช่นนี้

ในตอนแรกของบทความเทรนด์พลิกเศรษฐกิจโลกเราดูกันไปแล้วว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมถึงหมดไฟเร็วขึ้นไม่สามารถพา ประเทศกำลังพัฒนา ก้าวไปสู่การเป็น ประเทศรายได้สูง ดังแต่ก่อน ขณะเดียวกันก็เผชิญภาวะถดถอย หรือ de-Industrialization เสียแล้ว



ส่วนในตอนที่สองเราดูกันว่า ภาคบริการ สามารถมาแทน ภาคอุตสาหกรรม ในการเป็น "บันไดเลื่อน" สู่ความเจริญทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ สำหรับวันนี้เราจะมาดูกันเรื่อง โอกาสและความเสี่ยง ที่ทั้งสองภาคเศรษฐกิจต้องผจญเหมือนกัน ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ "แรงงาน" ถูกแทนด้วย "เครื่องจักร หุ่นยนต์"หรือ Software ได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน

อาชีพใดจะถูกแทนที่ก่อน ?

ผู้อ่านคงเห็นตัวเลขน่าขนลุกกันมาไม่น้อย จากการศึกษาต่าง ๆ ว่า ในอนาคต อาชีพที่เรารู้จักกันวันนี้อาจหายไปเป็นสิ่งที่รุ่นลูกหลานเราอาจไม่เคยได้รู้ได้ยินมาก่อน รายงานเรื่อง Future of Jobs ของ World Economic Forum ทำนายว่า การปฏิวัติทางเทคโนโลยีรอบนี้ จะมีผลอย่างรวดเร็วทำให้คน 5 ล้านคนอาจต้องออกจากงานภายใน 5 ปีข้างหน้า

Boston Consulting Group พยากรณ์ว่า หนึ่งในสี่ของงานจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ หรือ Smart Software ภายในสิบปีข้างหน้า และรายงานศึกษาโดยนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Michael Osborne and Carl Frey) สรุปว่า 35% ของงานในสหราชอาณาจักร มีความเสี่ยงจะถูกหุ่นยนต์แทนที่ภายใน 20 ปี

ในรายงานล่าสุดของ World Bank กล่าวว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของงานทั้งหมดมีความเสี่ยงที่คนจะถูกหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์แทนที่ โดยในประเทศไทย กว่า 70% ของงานทั้งหมดตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเลยทีเดียว

แต่ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจกว่าตัวเลขพวกนี้ก็คือ คำถามที่ว่า "อาชีพแบบไหนจะขึ้นหิ้งถูกหุ่นยนต์แทนที่ก่อน" และอาชีพใดจะอยู่ในห้างต่อ เพราะต้องการแรงงานมนุษย์ต่อไป และที่สำคัญคือต่อไปอาชีพเราจะยังอยู่หรือเปล่า ?

เราสามารถตรวจหาคำตอบข้อหลังนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ BBC ที่มีการนำผลการศึกษาของนักวิชาการมหา′ลัย Oxford ที่กล่าวถึงข้างบนมาใช้ โดยแค่ต้องพิมพ์เข้าไปว่า อาชีพเราคืออะไร แล้ว Database จะบอกว่า ความเสี่ยงที่เราจะถูกหุ่นยนต์แทนที่คือกี่เปอร์เซ็นต์

ส่วนตัวผมลองใส่คำว่า "นักเศรษฐศาสตร์" ดูแล้ว ผลออกมาคือ 15% ไม่สูงเท่าไร น่าจะยังพอไปได้ และเพื่อกันพลาดผมก็ลองใส่นักจิตวิทยาที่ภรรยากำลังศึกษาอยู่ ปรากฏว่าออกมา 1% เป็นอาชีพหนึ่งที่โอกาสถูกหุ่นยนต์แย่งงานนั้นต่ำที่สุด ในทางตรงข้าม วิชาชีพที่เสี่ยงต่อการที่คนจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ คือ เจ้าหน้าที่ Sales ผ่านโทรศัพท์ ที่มีความเสี่ยงถึง 99% และ อาชีพเสมียน ก็มีโอกาสสูงไม่แพ้กัน

ดูที่ Task กับทักษะที่ต้องใช้ อย่าดูที่ Job

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอาชีพต้องใช้ทักษะสูงหรือต่ำสักทีเดียว และมีเงินเดือนมากหรือน้อยอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า อาชีพนั้นใช้ทักษะที่หุ่นยนต์ไม่ถนัดหรือเปล่า ผลการศึกษาของนักวิชาการที่ MIT โดยนาย Erik Brynjolfsson และ Andrew McAfee ชี้ให้เห็นว่า หุ่นยนต์มักไม่ถนัดทักษะสามประเภท เช่น งานที่ต้องใช้มนุษยสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) สูง งานที่มีความคิดสร้างสรรค์ หรืองานที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างคล่องแคล่ว

บางครั้งสายงานคล้าย ๆ กัน อาจมีความเสี่ยงต่างกันมาก หากใช้ทักษะพวกนี้ในปริมาณต่างกัน เช่น พนักงานขายของผ่านโทรศัพท์ แต่ถ้าเป็นงานขายที่ต้องพบหน้ากัน ความจำเป็นที่ต้องใช้ความมีมนุษยสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่หุ่นยนต์จะทำได้ยากขึ้น ยิ่งถ้าเลื่อนระดับขึ้นไปขั้น Sales Supervisor โอกาสตกงานจะลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 30% เนื่องจากจะต้องใช้ EQ สูง คอยคุมและจุดไฟให้กับทีม Sales ให้บรรลุยอดขายให้ได้

งานในสำนักกฎหมายที่เรามักจะคิดว่ารายได้และทักษะสูง ก็ยังมีบางหน้าที่ที่เสี่ยงจะถูกหุ่นยนต์แทนที่ได้ เช่น งานเลขาฯหรือผู้ช่วยในสำนักงานกฎหมาย ที่คอยเตรียมและตรวจเอกสารให้ทนายตามผลการศึกษาของ Michael Osborne มีโอกาสถูก Smart Software แย่งงานเกิน 90% คือมีความเสี่ยงมากกว่าเลขาฯส่วนตัวทั่วไปเสียด้วยซ้ำ โดยอาจเป็นเพราะงานเตรียมและตรวจเอกสารมักจะมีรูปแบบซ้ำ ๆ กัน ในขณะที่งานเลขาฯส่วนตัวบ่อยครั้งมักจะหลากหลาย ไม่ตายตัว ซ้ำยังต้องมี EQ ดีไว้รับมือกับเจ้านายที่อาจทำงานเครียดอีก !

รัฐมนตรีเศรษฐกิจและอดีตรัฐมนตรีคลังของสิงคโปร์ Tharman Shanmugaratnamเคยพูดไว้ได้น่าสนใจมาก ว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้เราต้องมาเขียนกรอบของ "อาชีพ" (Job) ต่าง ๆ ใหม่ อย่าไปยึดกับชื่ออาชีพมากเกินไป แต่ควรแจกแจงอาชีพหนึ่งออกมาดูว่า ทำ "งาน" (Task) อะไรบ้าง เช่น ในตัวอย่างข้างบนขึ้นชื่อว่าเลขาฯ งานคือกรอกเอกสาร รวบรวมเอกสาร ตรวจทาน เป็นหลัก หรือต้องคอยติดต่อติดตามนายไปประชุมตามที่ต่าง ๆ เจรจาประสานงานกับหน่วยงานหลายฝ่ายอยู่ตลอดเวลา จนต้องใช้ EQ กับมนุษยสัมพันธ์พอสมควร

การเปลี่ยนมุมมองจาก Job มาดูระดับ Task นี้ อาจช่วยบอกใบ้ให้ได้ว่า การรับมือต่อคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีควรไปในทิศทางใด คนเราในแต่ละอาชีพ ต้องปรับตัวอย่างไรที่จะทำให้หุ่นยนต์มาช่วยเรา ไม่ใช่มาทำงานแทนที่เรา

ตัวอย่าง เช่น อาชีพพยาบาล จะถูกมองว่าหุ่นยนต์แทนที่มนุษย์ได้ยาก แต่เทคโนโลยีก็มีการพัฒนาถึงขั้นที่งานบางอย่างสามารถส่งไปให้หุ่นยนต์ทำได้ เช่นในญี่ปุ่น เมืองคานาซาวะ มีการใช้หุ่นยนต์พยาบาลดูแลคนชรา มีชื่อว่า Pepper สร้างโดย Softbank มาช่วยดูแลคนแก่ในบ้านพักคนชรา ทั้งช่วยนำออกกำลังตอนเช้า คอยอัดวิดีโอ คอยฉายวิดีโอให้ผู้ป่วยความจำเสื่อมดูเพื่อฝึกสมอง เป็นต้น ซึ่งหลาย ๆ งานเป็นงานที่ซ้ำซากจำเจ คนอาจไม่อยากทำเอง ก็สามารถส่งไปให้หุ่นยนต์ช่วยได้

ในขณะที่ MIT มีการสร้างหุ่นยนต์บาร์เทนเดอร์ที่ชื่อ Shakr Makr ใส่ในเรือสำราญลำหนึ่งที่วิ่งแถบแคริบเบียน โดยเราสามารถสั่งเครื่องดื่มค็อกเทลได้จากเมนู iPad แต่ผลปรากฏว่า ยังชงได้ไม่อร่อยถูกใจนักข่าว BBC สองคนที่ไปทำข่าวเรื่องนี้ เพราะยังขาดศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในการปรุงรสให้ถูกปากลูกค้าแต่ละคน และแน่นอนว่า ยังไม่สามารถชวนลูกค้าคุยสร้างความเพลิดเพลินระหว่างชงเครื่องดื่มได้ แบบนี้ต่อไปบาร์เทนเดอร์คงจะชงเหล้าตามสูตรแม่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความสามารถในการคุยเล่าเรื่อง และปรับรสเครื่องดื่มตามรสนิยมลูกค้าด้วย

บทบาทของรัฐในการหาทางรับมือคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง

เมื่อปลายปีที่แล้วผมไปสัมมนาจัดโดยมหาวิทยาลัยSingapore Management University (SMU) เรื่องเกี่ยวกับ Skill Gap หรือ ช่องว่างของทักษะ โดยตั้งแต่เริ่ม คณบดีของมหาวิทยาลัยได้ตอบคำถามว่าเราจะเติมเต็ม Skill Gap นี้อย่างไร ซึ่งเขาได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ว่าจริง ๆ เราคงทำได้ยาก เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าต่อไปทักษะที่โลกต้องการคืออะไร และด้วยเหตุที่การศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาว ทำไปโดยดูความต้องการของวันนี้ กว่าจะเห็นผลในวันหน้า ความต้องการโลกอาจเปลี่ยนไปแล้ว

เช่น หากเมื่อสิบปีที่แล้วรัฐทำโครงการฝึกพัฒนาแรงงานให้คนเป็นคนขับแท็กซี่เป็นจำนวนมาก ใครจะรู้ว่าวันนี้มี Uber แท็กซี่ ที่ทำให้มีซัพพลายของรถรับจ้างมากขึ้นมหาศาล ต่อไปหลายเมืองอาจเริ่มมีรถขับอัตโนมัติ (Autonomous Car) ไม่ต้องมีคนขับอีก

สิ่งเดียวที่เราพอจะเดาได้ก็คือ ในยุคที่เรามีอายุยืนอยู่นานขึ้น และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วพังทลายกรอบของ "อาชีพ" ที่เรารู้จักกันวันนี้ คนเราคงจะต้องมีการเปลี่ยนอาชีพหลายครั้งในหนึ่งชีวิต เพราะฉะนั้น นอกจากจะต้องมีทักษะพื้นฐานแกร่ง เช่น การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การวางแผน การบริหารจัดการแล้ว ยังต้องสามารถเข้าถึงสถานศึกษาให้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ลับฝีมือบางอย่างที่ทื่อลง ซึ่งอาจจำเป็นสำหรับงานใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิต

ในขณะเดียวกัน นักเรียนก็จะต้องเป็นนักเรียนต่อเนื่อง เพราะถ้าห่างจากตลาดงานไปนาน ๆ ก็เสี่ยงที่จะ "ลงทุนผิด" หรือไปได้ทักษะที่โลกความเป็นจริงไม่ต้องการแล้ว ก็อาจกลายเป็น "ขาดทุน" ทางการศึกษาไป

รัฐจึงควรช่วยสร้างระบบนิเวศที่ เส้นกั้นระหว่างนักศึกษากับคนทำงานนั้นบางลงนักเรียนก็ต้องถูกผลักดันออกไป ฝึกงานหาประสบการณ์ข้างนอกห้องเรียนอยู่ตลอดในขณะที่คนทำงานมากว่ายี่สิบปี ก็สามารถขวนขวายเรียนทักษะความรู้ใหม่ได้ตลอด เหมือนยังเป็นนักเรียนอยู่เสมอ

แนวทางรับมือของรัฐบาลสิงคโปร์

นโยบายหนึ่งของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ใช้แนวคิดนี้คือโครงการSkills Future ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำทางด้านนโยบายบริหารและพัฒนาการทรัพยากรมนุษย์ โครงการที่ว่ามีหลายโครงการย่อย ที่จะช่วยตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนจนถึงหลังจากทำงานแล้วหลายปี
เช่น Individual Learning Portfolio ที่เป็นเว็บออนไลน์แพลตฟอร์มให้ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ ให้เรามีโปรไฟล์ข้อมูลตัวเอง เว็บจะมีตั้งแต่การทำการวัดเชิงจิตวิทยา (Psychometric Test) ให้รู้จักตัวเองมากขึ้น แนะแนวว่าเรายังขาดทักษะอะไรสำหรับอาชีพที่เราอยากมี และมีคอร์สออนไลน์หรือตามมหาวิทยาลัยอะไรบ้าง รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงาน ช่วยให้ว่าที่นายจ้างลูกจ้างหากันเจอ หากเป็นนักเรียนในวิทยาลัยเทคนิค ก็จะสามารถสมัครเข้าโปรแกรม Learn and Earn Program ที่มีการฝึกงานมีการดีไซน์ขึ้นพิเศษประมาณ 12-18 เดือน กับบริษัทที่อยู่ในสายงานที่เรียน และนอกจากจะได้ประสบการณ์และเงินเดือนแล้ว ยังจะได้รับรางวัลเงินสดอีก 5,000 เหรียญสิงคโปร์

สุดท้ายที่ถกเถียงกันมาก คือ Skills Future Credit 500 เหรียญ ที่ชาวสิงคโปร์อายุเกิน 25 ปีจะได้ เพื่อไปใช้ในการเรียนคอร์สฝึกทักษะใหม่ ๆ โดยผ่านสถาบันการศึกษาที่รัฐบาลอนุมัติ ซึ่งโดยรวม ๆ แล้วจะมีพวกคอร์สออนไลน์ (Massive Open Online Course หรือ MOOC) เช่น Courseraและ Udemy โดยเครดิตนี้จะได้รับการเติมจากรัฐบาลต่อไปในอนาคต เป็นทุนสะสมสำหรับการศึกษาในอนาคตของพลเมืองสิงคโปร์

โดยส่วนตัวผมมองว่าโครงการนี้อาจจะยังต้องพบความท้าทายอีกหลายอย่างในภาคปฏิบัติหากจะทำให้ระบบLife Long Learning หรือการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีพได้ผลจริง แต่ก็คงต้องยอมรับว่าอย่างน้อยก็เป็นการมองปัญหาได้ถูกต้อง และริเริ่มหาทางรับมือตั้งแต่เนิ่น ๆ เหมือนเตรียมผลิตและแจกจ่าย "กระดานโต้คลื่น" ให้คนสิงคโปร์ เตรียมโต้คลื่นแห่งเทคโนโลยีที่มีแต่จะโหมกระหน่ำหนักขึ้น แม้กระดานอาจยังไม่สมบูรณ์ และคนอาจยังจะต้องฝึกโต้คลื่นอีกพอสมควรก็ตาม

ประเทศไทยเอง ก็คงต้องเริ่มคิดว่าคนของเรามีกระดานพร้อมจะโต้คลื่นนี้กันหรือยังตอนหน้ามา ดูกันว่าโลกนี้จะเป็นอย่างไรสำหรับคนที่ไม่มีกระดานโต้คลื่นนี้


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เทรนด์พลิกเศรษฐกิจโลก (3) ยามแรงงานต้องแข่งกับหุ่นยนต์

view

*

view