http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,621
เปิดเพจ23,733,972

เรื่องของอังกฤษที่แยกตัว จากสหภาพยุโรปไปหยกๆ

จากประชาชาติธุรกิจ

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2518 (41 ปีมาแล้ว) สหราชอาณาจักรหรือที่เราเรียกกันตามภาษาปากว่าอังกฤษ ได้จัดให้มีการลงประชามติทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษ ในเรื่องที่ว่าอังกฤษจะแยกตัวออกจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป(European Economic Community : EEC) ที่อังกฤษเข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ.2516 แบบว่าอังกฤษสมัครเข้าเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได้เพียง 2 ปี ก็เกิดอาการอยากจะออกจากการเป็นสมาชิกภาพขององค์การระหว่างประเทศที่จัดตั้ง ขึ้นเพื่อที่จะทำให้เกิดบูรณาการทางเศรษฐกิจในบรรดาสมาชิกดั้งเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์

พูดง่ายๆ ก็คือการรวมตลาดทั้ง 7 ประเทศเป็นตลาดเดียวกัน จึงเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่าตลาดร่วมยุโรป โดยสินค้าจากอังกฤษสามารถส่งมาขายในเยอรมนีอย่างสะดวกและเสรีไม่ต้องเสียภาษีหลายซับหลายซ้อนนั่นเอง เหมือนอย่างประเทศไทยที่สามารถขนส่งกะหล่ำปลีจากจังหวัดเชียงรายไปขายที่ตลาดในจังหวัดนราธิวาสได้โดยสะดวกและเสรี

ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปจัดตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาโรมพ.ศ.2500 ร่วมกับประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป (ECSC) และประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรป (EURATOM) ความจริงอังกฤษได้สมัครเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปใน พ.ศ.2504 แต่ถูกนายพลเดอ โกล ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในเวลานั้นวีโตไม่ยอมให้อังกฤษเข้ามาเป็นสมาชิก คงเห็นว่าอังกฤษเรื่องมากอย่างว่า

จนกระทั่งนายจอร์จ ปอมปิดู ขึ้นเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสแทนนายพลเดอ โกล อังกฤษจึงยื่นใบสมัครอีกครั้งหนึ่งโดยนายเอ็ดวาร์ด ฮีธ นายกรัฐมนตรีพรรคอนุรักษนิยม (พรรคเดียวกันกับนายเดวิด คาเมรอน ที่ทำเรื่อง Brexit นี่แหละ) จนอังกฤษได้เป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2516

ครับ ! เมื่อพรรคแรงงานได้เข้ามาเป็นรัฐบาลของอังกฤษแทนพรรคอนุรักษนิยมในเดือน มีนาคม พ.ศ.2518 โดยหาเสียงว่าจะไปเจรจากับทางประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเพื่อให้อังกฤษได้รับ ประโยชน์และได้รับข้อยกเว้นมากกว่าเดิมแล้วจึงจะทำประชามติเพื่อให้ประชาชน ทั้งประเทศตัดสินว่าจะยังคงอยู่เป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต่อไปหรือ ไม่(นายเดวิด คาเมรอน ก็หาเสียงในการเลือกตั้งแบบนี้เหมือนกัน) เนื่องจากอังกฤษแต่ไหนแต่ไรมาแล้วถือว่าตนเองไม่ใช่ชาวภาคพื้นทวีปยุโรปและ ไม่ชอบทำอะไรเหมือนชาวภาคพื้นทวีปยุโรปอยู่แล้ว

การจัดการลงประชามติของรัฐบาลพรรคแรงงานของอังกฤษเมื่อ40 กว่าปีมาแล้วนั้น เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักวิชาการทางรัฐศาสตร์เป็นยิ่งนัก เนื่องจากเป็นการลงประชามติเป็นครั้งแรกของอังกฤษที่มีรูปแบบการปกครองที่รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศมานานนักหนาแล้วดังนั้น การที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเองครั้งนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่มากที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการรัฐศาสตร์เลยทีเดียว

ผลของการลงประชามติเมื่อ40 กว่าปีก่อนนั้น ปรากฏว่าชาวอังกฤษได้ลงคะแนนเสียงยังคงอยู่เป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต่อไปด้วยคะแนนเสียง 17,378,581 หรือ 67.2% ส่วนที่ลงคะแนนเสียงให้ออกจากการเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปมีเพียง 8,470,073 คะแนน หรือ 32.8% แบบว่าชนะกันแบบขาดลอยไปเลย

เมื่อประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได้พัฒนาขึ้นเป็นสหภาพยุโรป (European Union: EU) ด้วยสนธิสัญญามาสทริชท์ สถาปนาสหภาพยุโรปภายใต้ชื่อปัจจุบันใน พ.ศ.2536 เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบด้วยรัฐสมาชิก 28 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป การแก้ไขหลักพื้นฐานรัฐธรรมนูญล่าสุดของสหภาพยุโรปล่าสุด สนธิสัญญาลิสบอน มีผลใช้บังคับใน พ.ศ.2552 สหภาพยุโรปดำเนินการผ่านระบบองค์การอิสระเหนือชาติและการตัดสินใจที่เจรจาระหว่างรัฐบาลโดยรัฐสมาชิก สถาบันสำคัญของสหภาพยุโรปมีคณะกรรมาธิการยุโรป คณะมนตรีสหภาพยุโรป สภายุโรป ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป และธนาคารกลางยุโรป พลเมืองสหภาพยุโรปเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปทุกห้าปี สหภาพยุโรปได้พัฒนาตลาดเดี่ยวผ่านระบบกฎหมายที่เป็นมาตรฐานซึ่งใช้บังคับในรัฐสมาชิกทุกรัฐ

ในพื้นที่เชงเกิน(รวม 22 รัฐสหภาพยุโรป และ 4 รัฐนอกสหภาพยุโรป) มีการยกเลิกการควบคุมหนังสือเดินทาง นโยบายสหภาพยุโรปมุ่งประกันการเคลื่อนย้ายบุคคล สินค้า บริการและทุนอย่างเสรี ตรากฎหมายในกิจการยุติธรรมและมหาดไทย และคงไว้ซึ่งนโยบายการค้า เกษตรกรรม การประมงและการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน ยูโรโซน ซึ่งเป็นสหภาพการเงิน ได้รับการจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ.2542 และประกอบด้วยรัฐสมาชิก 17 ประเทศ

สหภาพยุโรปได้พัฒนาบทบาทในความสัมพันธ์ภายนอกและการป้องกัน ผ่านนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงร่วมมีการสถาปนาคณะผู้แทนทางทูตถาวร ทั่วโลก มีผู้แทนของสหภาพยุโรปที่สหประชาชาติ องค์การการค้าโลก จี8 และ จี20

สหภาพยุโรป (รวมอังกฤษด้วย) มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน หรือ 7.3% ของประชากรโลก ใน พ.ศ.2554 สหภาพยุโรปมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในรูปตัวเงินใหญ่ที่สุดในโลก กว่า 17.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 20% ของจีดีพีโลก

ปรากฏว่าในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 พลเมืองสหราชอาณาจักรได้ลงประชามติให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากการเป็น ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วยคะแนนเสียง17,410,742 หรือ 51.89% ส่วนคะแนนเสียงที่ต้องการอยู่เป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไปมีคะแนนเสียง 16,141,241 หรือ 48.11% จัดว่าใกล้เคียงกันมากไม่เหมือนการลงประชามติครั้งแรก แต่ที่แน่นอนก็คือตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและการ เงินของโลกคงต้องปั่นป่วนกันไปอีกระยะยาวเนื่องจากจีดีพีของสหภาพยุโรปที่ รวมทั้งอังกฤษด้วยเมื่อ พ.ศ.2558 นั้นคิดเป็นเงิน 16,220,370 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ในขณะที่อังกฤษใน พ.ศ.2558 มีจีดีพี 2,849,345 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นที่ 5 ของโลก โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีจีดีพีเป็นอันดับ 3 ของโลกเมื่อ พ.ศ.2558 อยู่ที่ 10,982,829 ล้านเหรียญสหรัฐ

ครับ ! สหภาพยุโรปกับอังกฤษก็เหมือนกับคน 2 คนที่แต่งงานกัน พอหย่าขาดจากกันแล้วจะไม่วุ่นวายและยากจนลงก็เป็นเรื่องแปลกละครับ แล้วเรื่องที่จะไม่กระทบกระเทือนกับเศรษฐกิจโลก (ไทยด้วย) มากนักอย่างที่ปลอบใจกันนั้น เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ตั้งรับเอาไว้ให้ดีๆ ก็แล้วกัน

ไหนนะครับ? จีดีพีอันดับหนึ่งของโลก ปี 2558 ก็คือสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 17,947,000 ล้านเหรียญสหรัฐครับ


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เรื่องของอังกฤษ แยกตัว สหภาพยุโรป หยกๆ

view

*

view