http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,206
เปิดเพจ23,732,516

จาก BREXIT สู่ ABENOMICS 2.0 สัญญาณเตือนเศรษฐกิจฟุบยาว?

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ข่าวการลง คะแนนเสียงประชามติของสหราชอาณาจักร เพื่อขอถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือ BREXIT เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากจะส่งแรงกระเพื่อมไปทั้งในบริบทการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของสหราชอาณาจักรแล้ว กรณีดังกล่าวยังสั่นคลอนความเป็นไปของยุโรปในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
 
ผลกระทบต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมจากกรณีของ BREXIT ในระยะยาว แม้จะยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะสั้นทำให้หลายคนต่างหวั่นวิตก แม้จะพยายามประเมินสถานการณ์ในเชิงบวกว่ากรณี BREXIT อาจไม่กระทบเศรษฐกิจไทยในวงกว้างเท่าใดนักก็ตาม
 
กระนั้นก็ดี นักวิเคราะห์และศูนย์วิจัยหลายแห่ง ต่างประเมินผลกระทบและความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยไว้ว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจาก BREXIT จะกระทบ GDP ของไทยในอัตราร้อยละ 0.07 หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท ในปี 2559 และอาจเพิ่มเป็นร้อยละ 0.2 ในปี 2560 
 
โดยในกรณีที่ไม่ร้ายแรงอาจลดทอน GDP ไทยในปี 2559 เพียง 0.04% แต่ในกรณีที่เลวร้าย ด้วยการส่งผลกระทบลามไปถึงเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ใน EU ด้วย ก็อาจฉุด GDP ของไทยให้หายไปร้อยละ 0.2 ในปี 2559 และอาจขยับไปสู่ระดับร้อยละ 0.75 ในปี 2560
 
ประเด็นที่น่าสนใจจากกรณี BREXIT อยู่ที่กรณีดังกล่าวกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจใน ช่วงครึ่งปีหลัง เพราะนอกจากจะมีผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร และ EU แล้ว ยังมีผลกดดันเศรษฐกิจโลกและราคาโภคภัณฑ์ให้ฟื้นตัวช้าตามไปอีกด้วย
 
ขณะที่บางสำนักระบุว่า ในระยะสั้นเศรษฐกิจอังกฤษจะโตลดลงร้อยละ 1-2 เนื่องจากเศรษฐกิจอังกฤษพึ่งพายุโรปสูงมาก และยังต้องมีการเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกฟื้นตัวช้าลง 
 
ส่งผลกระทบทางอ้อมมายังการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้เติบโตลดลง ร้อยละ 0.1 จากเดิมคาดการณ์ว่าโตร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 2.9 หรือคิดเป็นมูลค่าผลกระทบจากกรณี Brexit ประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท โดยจะกระทบเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังเป็นหลัก ให้ขยายตัวลดลงร้อยละ 0.3 จากเดิมขยายร้อยละ 3.3 เหลือโตร้อยละ 3 ขณะที่การส่งออกติดลบร้อยละ 2 จากเดิมคาดว่าขยายตัวร้อยละ 0.8
 
ความไม่แน่นอนจากกรณี BREXIT ทำให้ทุกประเทศพยายามออกมาตรการประคับประคองระบบเศรษฐกิจภายในประเทศให้ สามารถข้ามฝ่าสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
ตัวอย่างของความพยายามที่มีนัยความหมายอย่างมากกรณีหนึ่งอยู่ที่การ ประกาศมาตรการตามแนวนโยบาย ABENOMICS 2.0 ของ Shinzo Abe นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่พรรค LDP ภายใต้การนำของเขาสามารถกุมชัยชนะในการเลือกตั้งวุฒิสภาและสามารถรวบรวม เสียงในรัฐสภาได้เกินกว่า 2 ใน 3
 
Shinzo Abe อาศัยจังหวะเวลาดังกล่าวประกาศเดินหน้า Abenomics 2.0 ในทันที ส่วนหนึ่งเพื่อตอบสนองต่อความกังวลใจของทั้งประชาชนและระบบธุรกิจญี่ปุ่น เกี่ยวกับผลกระทบจากกรณีของ BREXIT ให้เหลือน้อยที่สุด
 
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งอยู่ที่ พลันที่ผลการลงประชามติ BREXIT ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการก็ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าเพิ่มขึ้นเป็น ประวัติการณ์ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่พยายามหาทางกลับเข้าสู่ กระบวนการฟื้นตัวตามมาตรการ Abenomics ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้
 
ความพยายามของ Shinzo Abe ในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ในนาม Abenomics 2.0 ปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะและมีการคาดการณ์ว่าเขาจะประกาศเดินหน้าเศรษฐกิจ ครั้งใหม่นี้หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม ประเทศ G7 ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
 
ความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ Abenomics 2.0 อาจไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าใดนัก เพราะกรณีเช่นว่านี้ได้รับการเปิดเผยมาแล้ว ภายใต้มาตรการที่ได้รับการกล่าวถึงในนาม “ธนู 3 ดอก” ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ ธนูดอกที่ 3 ว่าด้วยยุทธศาสตร์การเติบโตและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ดำเนินสืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2013 เพียงแต่ในครั้งนั้นดำเนินไปภายใต้บริบทที่เป็นประหนึ่งบทสรุปและทีเด็ดของ Abenomics มากกว่า
 
แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Shinzo Abe ที่ระบุว่าจะหารือกับ Taro Aso รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Nobuteru Ishihara รัฐมนตรีที่ดูแลการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพื่อจัดทำงบประมาณเสริมสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ภายในสิ้นเดือนนี้ ดูจะเป็นความหวังใหม่ให้กับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นขึ้นมาได้บ้าง
 
กระนั้นก็ดี ผู้สังเกตการณ์จำนวนไม่น้อยประเมินว่า ความพยายามของ Abenomics 2.0 ในด้านหนึ่งเป็นประหนึ่งการตอกย้ำว่า Abenomics ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และญี่ปุ่นยังไม่สามารถกลับมาสู่หนทางที่จะเติบโตไปข้างหน้าได้มากนัก
 
โดยเฉพาะกรณีว่าด้วยการปรับขึ้นภาษี Consumption Tax ระลอกแรกจากระดับร้อยละ 5 มาสู่ร้อยละ 8 เมื่อช่วงกลางปี 2014 ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และเป็นเหตุให้ Shinzo Abe ต้องประกาศชะลอการขึ้นภาษีรอบที่สอง ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 10 ออกไปโดยระบุว่าจะมีการใช้อัตราภาษีใหม่ในปี 2017 แต่ดูเหมือนว่าจะมีปรับเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดอีกครั้ง
 
วาทกรรมว่าด้วย Abenomics 2.0 มาพร้อมกับยุทธศาสตร์ “ธนูใหม่อีก 3 ดอก” ที่ประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายที่จะนำพา GDP ของญี่ปุ่นไปสู่ระดับ 600 ล้านล้านเยน ภายในปี 2021 หรือในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้ ควบคู่กับประเด็นทางสังคมว่าด้วยการเพิ่มอัตราการเกิดและคงระดับจำนวน ประชากรไว้ที่ 100 ล้านคน
 
รวมถึงจุดเน้นว่าด้วยการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนในวัยทำงานสามารถดูแลผู้สูงอายุได้โดยไม่ต้องออกจาก งาน ซึ่งหมายถึงการที่รัฐบาลจะต้องเพิ่มสวัสดิการทั้งในมิติของรายได้ การเพิ่มกำลังซื้อในการบริโภค การลงทุนด้านการอนุบาลเด็กเล็กและผู้สูงวัยด้วย
 
ขณะเดียวกัน กรณีดังกล่าวอาจสอดรับกับการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตไปสู่แนวโน้มใหม่ว่าด้วย อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ซึ่งเกี่ยวเนื่องและสอดรับกับความพยายามรื้อสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจของ ญี่ปุ่น เพื่อสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่นตามแนวทางของ Abenomics ที่ดำเนินการมาในช่วงก่อนหน้านี้
 
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยวิพากษ์ Abenomics 2.0 ว่าอุดมด้วยเป้าหมายแต่ยังไม่มีรูปธรรมของมาตรการที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ธนู 3 ดอกแรกของ Abenomics ในช่วงก่อนหน้าก็ไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าเข้าเป้าหมายในการยกระดับ เศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้พ้นจากสภาพภาวะเงินฝืด (deflation) ได้จริงหรือไม่ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ร้อยละ 2 
 
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 10 ล้านล้านเยนในครั้งนี้ จึงอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในห้วงยามที่สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรอบไม่ เอื้ออำนวยนี้ได้มากเท่าใดนัก
 
ความเป็นไปของสถานการณ์ระดับนานาชาติที่เป็นอยู่รอบข้าง ดูเหมือนจะพร้อมฉุดรั้งให้สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยและของโลกอยู่ในภาวะที่ซบ เซาต่อเนื่องยาวนาน หวังเพียงแต่ว่าปัจจัยลบที่แวดล้อมอยู่นี้จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงหรือนำไปสู่ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่
 
เพราะดูเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากมายาคติว่าด้วยประเด็นความมั่นคงทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติแล้ว สังคมไทยโดยส่วนใหญ่จะยังตระหนักและเตรียมความพร้อมไม่มากเพียงพอสำหรับ ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่อาจทรุดตัวลงเช่นนี้เลย

สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : BREXIT ABENOMICS 2.0 สัญญาณเตือน เศรษฐกิจฟุบยาว

view

*

view