หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 13/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,993,054
Page Views 23,553,541
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

สหรัฐไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร

ในที่สุดเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้ที่เฝ้ารอว่านางเยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา หรือที่อเมริกาเขาเรียกว่า ประธานระบบธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ก็ได้ออกมาประกาศว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ MPC ของสหรัฐมีมติวาระ 4 : 3 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม คือ 0.25 เปอร์เซ็นต์ เหลือการประชุมพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยคราวต่อไปในเดือนธันวาคมปีนี้ ถ้าเดือนธันวาคมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐมีมติไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็เท่ากับว่าปี 2559 ทั้งปีธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาไม่ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเลย แต่ถ้าเดือนธันวาคมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่ากับว่าปีนี้ธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงครั้งเดียว

เหตุที่คนทั่วโลกสนใจติดตามนโยบายการเงินของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายดอกเบี้ย ก็เพราะขณะนี้ระบบการเงินทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด ไม่มีประเทศใดจะปิดตลาดการเงินของตนไม่ให้เชื่อมโยงกับตลาดการเงินของโลกได้ แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลที่ทั่วโลกใช้เป็นเงินตราของโลก ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างประเทศ เป็นเงินตราที่ธนาคารกลางและบริษัทเอกชนถือไว้เป็นทุนสำรอง รวมทั้งถือไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรสินค้า รวมทั้งเก็งกำไรเงินตราสกุลอื่น ๆ ด้วย

การขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์สหรัฐ ย่อมกระทบกระเทือนต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เป็นเงินดอลลาร์เข้าและออกจากสหรัฐอเมริกา จากภูมิภาคและประเทศต่าง ๆ อันจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของเงินท้องถิ่นของประเทศต่าง ๆ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินตราสกุลสำคัญ ๆ ต่าง ๆ เช่น เงินยูโร เงินปอนด์สเตอร์ลิง เงินเยน หรือเงินหยวน

การประกาศยืนอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม ทำให้นายธนาคารใหญ่ ๆ ในสหรัฐหลายแห่งต้องหน้าแตก เพราะนายธนาคารใหญ่เหล่านี้ต่างก็ออกมาให้ความเห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางสหรัฐจะให้กับธนาคารพาณิชย์สหรัฐที่นำเงินมาฝาก หรือคิดเอากับธนาคารพาณิชย์หากธนาคารพาณิชย์มากู้ยืมเงินจากธนาคารกลาง อันจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด และราคาตราสารทางการเงินทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรของรัฐบาล หุ้นกู้ของบริษัทเอกชน หุ้นสามัญและหุ้นชนิดอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ราคาตราสารเหล่านี้จะมีราคาลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินเพิ่มขึ้น และเนื่องจากคนรวยและคนชั้นกลางที่ออมเงินก็มักจะนำไปลงทุนในตลาดตราสารทางการเงิน นอกจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

สาเหตุที่นักการเงิน นักการธนาคารชั้นนำของสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ผิดหมด ก็เพราะนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันคาดการณ์ผิดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของอเมริกา นักการเงิน นายธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งกระทรวงการคลัง ซึ่งมักจะเชื่อถือนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เนื่องจากตนเองไม่มีความชำนาญในการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจเท่านักเศรษฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนอเมริกันก็โจมตีข่าวว่าเศรษฐกิจอเมริกันกำลังจะร้อนแรงเกินไปจนเป็นเชื้อให้กับอัตราเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อในอเมริกานั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอัตราค่าจ้างแรงงาน ค่าจ้างแรงงานนั้นขึ้นอยู่กับอัตราการจ้างงาน ถ้าการจ้างงานมีมากขึ้นก็จะเป็นแรงกดดันให้สหภาพแรงงานขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในสภาพ "กับดักสภาพคล่อง" ผู้คนพากันออมทรัพย์นำเงินไปฝากธนาคาร แต่ธนาคารปล่อยสินเชื่อไม่ออก เพราะการลงทุนเพิ่มขึ้นบ้างแต่ในอัตราต่ำ จนไม่ทำให้เกิดตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น ค่าจ้างแรงงานจึงอยู่กับที่ เป็นอันตรายต่อภาวะเงินเฟ้อระยะยาว

ในขณะเดียวกัน มองไปข้างหน้าภาวะเศรษฐกิจอเมริกันน่าจะถึงจุดที่อัตราการขยายตัวอยู่ในระดับสูงสุดแล้ว ต่อไปข้างหน้าเศรษฐกิจอเมริกันน่าจะเป็นเศรษฐกิจขาลง เพราะแรงส่งจากการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ การขุดเจาะน้ำมันใต้พิภพที่ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ที่ทำให้อเมริกาสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานได้ทั้งหมด ได้เริ่มหมดแรงลงแล้ว

เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นก็ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะฟื้นตัว แม้จะมีการใช้นโยบาย "ผ่อนปรนทางเชิงปริมาณ" หรือคิวอี โดยธนาคารกลางของยุโรปและญี่ปุ่นเพิ่มปริมาณเงินยูโรและเงินเยนเข้ามาในระบบ โดยหวังว่าค่าเงินของตนจะอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐก็ไม่เป็นผล เพราะในยามที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ "กับดักสภาพคล่อง" นโยบายที่จะได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างก็น่าจะเป็นนโยบายการคลัง โดยการให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมากขึ้น โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอื่น ๆ ของรัฐบาล แต่นโยบายขาดดุลงบประมาณก็มักจะถูกต่อต้านโดยฝ่ายการเมือง ประชาชน และสื่อมวลชน เหลือเพียงนโยบายการเงินที่ไม่มีประโยชน์ที่ธนาคารกลางทำได้ การเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในตลาดโดยการซื้อพันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรเอกชนจากธนาคารพาณิชย์ จนทำให้หนี้ของรัฐบาลหรือหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ

หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ก็กลายเป็นภาระรัฐบาลที่จะต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้จ่ายดอกเบี้ยและเงินคืนผู้ถือพันธบัตรที่จะครบกำหนด วนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้เรื่อยมา

เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม ไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างที่หลายคนคาดการณ์กันเอาไว้ ก็เท่ากับว่ากรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐเห็นว่าเงินเฟ้อคงไม่เป็นปัญหา ถ้าเงินเฟ้อไม่เป็นปัญหาเราก็คงคาดการณ์ได้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันและราคาพลังงานคงจะไม่ขึ้น ขณะเดียวกัน แม้ว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะยังสามารถคงระดับการจ้างงานไว้ในระดับเดิมได้ แม้ว่าตำแหน่งงานจะไม่มีเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานก็ยังอยู่ในระดับต่ำตามเดิม

เหลือแต่ปัจจัยภายนอก กล่าวคือ ภาวะเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นก็คงจะไม่ฟื้นตัว ก็เหลือแต่เศรษฐกิจของจีนเท่านั้น เพราะจีนเคยได้รับสมญานามว่าเป็น "โรงงานของโลก" จะเป็นหัวรถจักรคอยพยุงเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปไว้ได้ เพราะจีนก็เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐและยุโรปเช่นกัน แต่เศรษฐกิจของจีนที่มองไปข้างหน้าก็ไม่สดใส แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวในอัตราที่สูงที่สุดในโลก แต่ก็ขยายตัวในอัตราที่ช้าลงมากจนการปรับตัวของธุรกิจหลายอย่างในจีนมีปัญหา ดัชนีราคาหุ้นของจีนทั้งที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้จึงปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและมีความผันผวนค่อนข้างมาก หากสถานการณ์ดำเนินต่อไป เศรษฐกิจของจีนก็จะเป็นเศรษฐกิจขาลงอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ในการประชุมคราวต่อไปของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ MPC ของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนธันวาคม คณะกรรมการนโยบายการเงินจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างที่สื่อมวลชนอเมริกันคาดกันไว้หรือไม่ รวมทั้งคำพูดของนางเยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ ที่เคยบอกว่าในปี 2559 นี้คงต้องมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถ้าแนวโน้มเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและยุโรปยังเป็นอย่างที่เห็น เศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวอยู่ในอัตราที่ต่ำลงไปอีก และก็คงจะต่ำลงไปอีกเพราะยังไม่เห็นสัญญาณอะไรที่จะแสดงว่า การผลิตและการส่งออกจะหยุดที่จะชะลอตัว แม้จีนจะกระตุ้นให้ครัวเรือนเร่งในการจับจ่าย สนับสนุนให้ชาวจีนเดินทางออกมาท่องเที่ยวในต่างประเทศ เพื่อให้จีนเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง ค่าเงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักจะได้อ่อนลง การบริโภคและการลงทุนจะได้ฟื้นตัวแต่ก็คงไม่ได้ผล ทุกประเทศก็แข่งขันกันลดค่าเงิน

เมื่อเป็นอย่างนี้คงพยากรณ์ได้เลยว่า ในการประชุมรอบต่อไปของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐในเดือนธันวาคมนี้ ก็คงประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม คือ 0.00 ถึง 0.25 เปอร์เซ็นต์

ขอเขียนแปะฝาไว้เลย


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : สหรัฐ ไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view