http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,121,175
เปิดเพจ23,735,565

3 นโยบายเศรษฐกิจของ คลินตัน-ทรัมป์

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์นอกรอบ โดย ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2559 Simulation จากเว็บไซต์ Fivethirtyeight ทำนายว่า ฮิลลารี คลินตัน มีโอกาสเอาชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ถึง 84% แต่ด้วยความผ่าเหล่าของนโยบายที่ทรัมป์เคยเสนอต่อประชาชน และด้วยกิริยาท่าทาง แนวคิด และคำพูดทั้งในและนอกการดีเบตของเขา ทำให้ "ความเป็นไปได้" ที่ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง ยังเป็นเรื่องที่หลายคนต้องกังวลไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559

แม้ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา นโยบายการเงิน จะเป็นเหมือนพระเอกคนเดียวในการช่วยผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ นักเศรษฐศาสตร์หลากค่าย (และจากธนาคารกลางเอง) มองว่า นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) ที่สั่งตรงจากทำเนียบขาวจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐ ทิศทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกนี้ จะสามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปสู่เศรษฐกิจในประเทศอื่น ๆ อย่างแน่นอนในช่วง 10 ปีข้างหน้า 

บทความนี้คัด 3 นโยบายเศรษฐกิจของผู้สมัครทั้งสอง เพื่อสรุปและวิเคราะห์อย่างสั้น ๆ ว่า เราควรจะคาดหวังว่าสหรัฐจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเขาอย่างไร ในอีก 10 ปีข้างหน้า


คลินตัน 1
กฎหมายภาษีใหม่แบบ "โรบินฮู้ด"


การปฏิรูปนโยบายภาษีเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของคลินตัน โดยมี 2 ใจความหลัก คือ 1.จะมีการขึ้นภาษีของบุคคลที่มีรายได้สูงจากหลายช่องทาง เช่น ภาษีบุฟเฟต์ ที่หากใครมีรายได้ทั้งปีรวมแล้วสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ จะต้องเสียภาษีอย่างต่ำไม่น้อยกว่า 30% ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ไปจนถึงการเก็บ "ภาษีคนมหารวย" แยกเพิ่มเป็นแบบ "a la carte" อีก 4% สำหรับคนที่มีรายได้เกิน 5 ล้านดอลลาร์ต่อปี

2.จะมีการปิดช่องโหว่ภาษีมากมาย เพื่อแก้พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของเหล่าบริษัทที่เคยเลี่ยงภาษีได้อย่างถูกกฎหมายมาก่อน ให้กลับมาเสียภาษีเพิ่มให้กับสหรัฐ ถือเป็นการบังคับให้ภาคเอกชนจ่ายภาษีอย่างยุติธรรมขึ้น 

หากทำทั้งหมดนี้ได้จริง Moody"s Analytics คำนวณแล้วว่า รัฐบาลสหรัฐจะมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นทั้งหมดราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปี และที่สำคัญคือเกือบทั้งหมดนี้จะถูกไฟแนนซ์

โดยกลุ่มครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุด 5% ของครัวเรือนทั้งหมดเท่านั้น ชนชั้นกลางและล่างแทบจะไม่รู้สึกถึงระบบภาษีใหม่ที่คลินตันนำเสนอ

คลินตัน 2
ใช้จ่ายเพื่อส่วนรวมปั้น ศก.อนาคต


คลินตันไม่ได้มุ่งเน้นว่าจะนำเงินภาษีใหม่ที่ได้มาลดการขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit) แต่หวังจะนำเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้ไปลงทุนในการพัฒนาเศรษฐกิจในมิติหลัก ๆ ต่อไปนี้

1.จะนำเงินกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ ไปลงทุนการพัฒนาการศึกษาขั้นปฐมวัยและชั้นก่อนวัยเรียน โดยเฉพาะในรูปแบบของทุนการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 4 ขวบทั้งสหรัฐ และกองทุนช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้กับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา

2.ลงทุนราว 3 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงและสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น ถนนหนทางและการคมนาคมในประเทศ ซึ่งชาวอเมริกันทราบดีว่าถึงเวลารื้อของเก่าแล้ว เพราะคุณภาพสู้เมืองใหม่ ๆ ในเอเชียไม่ได้แล้ว 

3.อีก 3 แสนล้านดอลลาร์นำไปสนับสนุน Paid Family Leave นั่นแปลว่าชาวอเมริกันจะสามารถลางานไปเลี้ยงบุตร และยังได้ค่าตอบแทนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของเงินเดือนปกติ โดยคาดว่านโยบายนี้จะสามารถลดต้นทุนของการทำงานและเพิ่มอัตราส่วนการเข้าร่วมแรงงานได้

คลินตัน 3
อ้าแขนรับแรงงานต่างแดน

คลินตันสัญญาว่าจะผลักดันกฎหมายปฏิรูปการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเต็มที่ โดยมีข้อเสนอมากมายเพื่อดึงดูดให้แรงงานที่มีทักษะสูงและเป็นที่ต้องการ (จบปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม หรือคณิตศาสตร์ หรือจบปริญญาเอกสาขาใดก็ได้) เข้ามาทำงานในสหรัฐมากขึ้น และเป็นระยะเวลาได้นานขึ้น บวกกับมีข้อเสนอให้เพิ่มจำนวนบุคคลที่สามารถขอ "กรีนการ์ด" ต่อปีได้มากขึ้นอีกด้วย 

ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการนำระบบเก็บแต้ม (โครงการศึกษาดี พูดอังกฤษได้ดี ได้แต้มมากกว่า) เข้ามาใช้พิจารณาด้วยว่าใครสมควรได้รับสัญชาติอเมริกัน 

นอกจากนี้ คลินตันยังเคยเสนอนโยบาย โอบรับแรงงานไร้ทักษะเพิ่มขึ้นด้วย (แม้จะถูกคัดค้านอย่างรุนแรง) ว่าจะพยายามทำให้แรงงานนอกระบบ ที่ปกติก็ทำงานอยู่ในสหรัฐสามารถเคลียร์ตัวเองเพื่อบรรจุเป็นสัญชาติอเมริกันได้อย่างถูกกฎหมาย

ทั้งหมดนี้จะทำให้สหรัฐมีจำนวนประชากรมากขึ้นทั้งในระยะสั้นและยาว จะมีแรงงานทั้งที่มีทักษะและไร้ทักษะจำนวนมากขึ้น อุปสงค์ก็จะมากขึ้นตามธรรมชาติ อีกทั้งดึงดูดให้แรงงานมีทักษะเข้ามาได้ง่ายเป็นพิเศษก็จะมาเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจสหรัฐได้ในระยะยาว

ทรัมป์ 1
ปฏิรูปนโยบายภาษีเพื่อคนรวย


ในขณะที่คลินตันต้องการขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มกำลังทุนในการลงทุนโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ของรัฐบาล

จากการแถลงนโยบายภาษีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ทรัมป์ต้องการ "หั่น" ภาษีเงินได้ให้กับชาวอเมริกันทุกชนชั้น และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง ซึ่งสถาบันวิจัยเชิงนโยบาย Tax Foundation คำนวณว่า หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง รายได้ของชาวอเมริกันที่ยากจนที่สุด 80% จะเพิ่มขึ้นราว 0.8-1.9% 

ในขณะที่กลุ่มคนมหารวยท็อป 1% จะได้รับเงินหลังภาษี เพิ่มขึ้นราว 10-16% 

ปัญหาอยู่ที่ว่าหากไม่มีเงินภาษีที่เคยเข้าไปหล่อเลี้ยงโครงการที่มีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การศึกษาหรือโครงสร้างพื้นฐาน ผลผลิตของเศรษฐกิจสหรัฐจะลดลงอย่างแน่นอน 

แต่หากทรัมป์ไม่ยอมลดรายจ่ายเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ก็ต้องลดภาษี (ด้วยความกังวลว่าจะกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ) จะมีโอกาสที่ภาวะการขาดดุลการคลังของสหรัฐ จะทะยานทะลุเมฆขึ้นไปอีกที่ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนในตลาดบอนด์ และเราอาจได้เห็นอัตราดอกเบี้ยที่เด้งสูงขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงต่อเจ้าหนี้

นั่นก็คือจากการลดภาษีครั้งนี้ ทรัมป์จะต้องเลือกระหว่างการขยายตัวที่ติดขัดไปหลายปี เพราะรายจ่ายรายการสำคัญลดลง หรือเลือกภาวะความตื่นตระหนกในตลาดบอนด์ที่ยังไม่มีใครทราบว่าจะกลายพันธุ์ไปเป็นอะไรต่อ

ทรัมป์ 2
ปิดรับแรงงานต่างถิ่น

ในขณะที่คลินตันต้องการดึงดูดแรงงานต่างถิ่นเข้ามาเสริมทัพเศรษฐกิจ ทรัมป์ต้องการปิดกั้นและลดจำนวนแรงงานต่างถิ่น ผ่านทางสองช่องทางหลัก

คือ 1.มาตรการ "ไม้แข็ง" ตรวจจับแรงงานผิดกฎหมายเพื่อส่งกลับประเทศ

2.ทำให้ภาคเอกชนจ้างแรงงานต่างถิ่นถูกกฎหมาย (เช่น ผู้ถือวีซ่า H-1B) ได้ลำบากขึ้น โดยการเพิ่มความยากในการพิสูจน์ให้ได้ว่าบริษัทอเมริกันหาชาวอเมริกันมาทำงานนี้ไม่ได้จริง ๆ ก่อนเปิดตำแหน่งให้แรงงานต่างถิ่น

สถาบันวิจัยเชิงนโยบาย American Action Forum คำนวณไว้ว่า นโยบายแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูงมากในการไล่จับและขับไล่แรงงานนอกระบบกว่า 10 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐจะสูญเสียแรงงานไปในจำนวนมาก ซึ่งสถาบันวิจัยนี้คาดว่าในระยะ 20 ปี จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐสูญเสียแรงงานไปราว 11 ล้านคน และลดจีดีพีลงไปกว่า 5.7%

ทรัมป์ 3
เปิดสงครามการค้าจีน-เม็กซิโก

ในมิติของการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างมีความชัดเจนว่า ทรัมป์ต่อต้านการเจรจา NAFTA และ TPP มากกว่าคลินตัน (แม้ว่าเธอกล่าวอยู่เสมอว่า เธอไม่เห็นด้วยกับ TPP ในลักษณะที่เป็นอยู่ขณะนี้) 

และต้องการปกป้องแรงงานอเมริกัน ด้วยการสั่งสอนประเทศจีน หรือประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ที่เคยดำเนินนโยบายการค้าแบบตุกติก

"การสั่งสอน" นั้น มีตั้งแต่การเจรจา NAFTA ใหม่ เพื่อขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศเม็กซิโกไปที่ 35% กดดันประเทศจีนไม่ให้ทำให้ "เงินหยวน" อ่อนค่าเกินจริง เพิ่มกำลังพลทหารในน่านน้ำทะเลจีนใต้ และขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศจีนไปที่ 45%

จริงอยู่ที่งานวิจัยล่าสุดพบว่า การค้ากับประเทศจีนเคยทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตตกงานไปกว่า 1 ล้านคน ภายในแค่ระหว่าง ค.ศ. 2000 กับ ค.ศ. 2007 

แต่สิ่งที่ทรัมป์คิดจะทำนั้น ผ่าเหล่า เกินไป และจะย้อนศรมาทำลายเศรษฐกิจสหรัฐ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

1.เมื่อทรัมป์เริ่มเปิดสงครามการค้า ประเทศจีนกับเม็กซิโกจะโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเหมือนกัน บริษัทอเมริกันทั้งหลายที่ทำการค้ากับสองประเทศนี้จะถูกกระทบเพราะขาด Access ต่อตลาดส่งออกสำคัญ อาจถึงขั้นต้องโละแรงงานชาวอเมริกันที่ทรัมป์ต้องการจะช่วย เศรษฐกิจคู่ค้าของสหรัฐเองก็ถูกกระทบ จึงไม่แปลกที่เงินเปโซเม็กซิกันและแคนาดาดอลลาร์ถึงอ่อนไหวต่อทุกความเคลื่อนไหว ที่สะท้อนถึงโอกาสที่ทรัมป์จะเอาชนะคลินตันได้ 

2.เศรษฐกิจภาคอื่น ๆ ที่ไม่ได้ส่งออกเลยสักนิดก็ยังสามารถถูกกระทบอีกต่อหนึ่งได้ด้วย เพราะการนำเข้าวัตถุดิบจะมีราคาสูงขึ้น อีกทั้งแรงงานในภาคส่งออก จะเริ่มไม่มีรายได้ไปอุดหนุนธุรกิจอื่น ๆ ในประเทศ อุปสงค์จะแผ่วลงในหลาย ๆ ส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐ

Peterson Institute for International Economics พบว่า การใส่นโยบายการค้าของทรัมป์เข้าไปในโมเดลเศรษฐกิจจำลอง ทำให้อัตราว่างงานพุ่งขึ้นถึงเกือบ 9% และเศรษฐกิจของสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โตแค่ -0.1% ภายในแค่ 3 ปี หลังการเลือกตั้ง


โดยสรุป นโยบายเศรษฐกิจของคลินตันและทรัมป์ แตกต่างกันมากถึงขั้นที่ยากจะเชื่อว่าผู้สมัครสองคนนี้กำลังหาเสียงในประเทศเดียวกัน 

ทรัมป์มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐด้วยนโยบายที่พูดง่าย ถูกต้องในบางมิติ แต่สมการเศรษฐกิจไม่บาลานซ์และเป็นนโยบายที่ทำแล้วมีโอกาสบานปลายไปทั่วทุกมุมโลก 

โดยรวมแล้วทุกฝ่ายฟันธงว่า เศรษฐกิจสหรัฐดิ่งลงเหวแน่นอน

ส่วนคลินตัน มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว และต้องการลดความเหลื่อมล้ำไปด้วยในขณะเดียวกัน โดยพลังของการขับเคลื่อนของนโยบายการคลังเกือบทั้งหมด จะมาจากการ "ปล้นคนรวยเพื่อใช้จ่ายให้กับคนส่วนมาก" ซึ่งผลโดยรวมของนโยบายหลัก ๆ คือจะทำให้คนส่วนมากมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีทักษะเพิ่มขึ้น บ้านเมืองมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น อีกทั้งยังจะมี "แรงงานหน้าใหม่" เข้ามาสมทบอีกด้วย 

กลุ่มคนรวยแม้จะมีรายได้ลดลง แต่ผลกระทบต่อการบริโภคโดยรวมไม่น่าเป็นห่วงนัก หากนโยบายที่สัญญาไว้ทำได้อย่างมีคุณภาพจริง มีการคาดไว้ว่านโยบายของคลินตันจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้ในอัตราที่เร็วขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยในช่วง 10 ปีข้างหน้า

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าสองผู้สมัครจะสามารถเนรมิตนโยบายของตนออกมาเป็นความจริงได้ โดยไม่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคในสภาคองเกรสเลย 

เครื่องยนต์เศรษฐกิจชิ้นสำคัญที่สุดของคลินตัน คือ การปฏิรูประบบภาษี ซึ่งขัดกับอุดมการณ์ของพรรครีพับลิกันที่คุมสภาอยู่ 

หากทำไม่ได้ ก็แปลว่าจะไม่มีเงินทุนพอที่จะดำเนินนโยบายทั้งหมด และถึงแม้ว่าทั้งหมดนี้จะผ่านสภาได้ ก็ยังมีความไม่แน่นอนด้วยว่าครัวเรือน ท็อป 5% และผู้มีอิทธิพล จะยอมแบกภาระประเทศให้คลินตันจริง โดยไม่หาช่องทางขัดขวาง โยกย้ายเงิน เลิกลงทุนในสหรัฐ หรือย้ายถิ่นฐานไปเสียก่อน 

ส่วนทรัมป์เองก็ไม่ใช่ว่าจะได้อย่างใจในทุกเรื่อง เนื่องจากแคมเปญของทรัมป์ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดรอยร้าวและศัตรูภายในพรรครีพับลิกันเช่นกัน เว้นแต่ในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ 

ซึ่งนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์มองว่า ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจโดยไม่ถูกขัดขวางจากสภาคองเกรสได้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ ฉะนั้น หากรูปการณ์ในวันนี้ ประกอบกับอคติของชาวอเมริกันต่อการค้าเสรียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป 

สิ่งเดียวที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ คือ สหรัฐอเมริกา หลังวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 จะเป็นสหรัฐที่จะไม่สามารถดำเนินนโยบายการค้าแบบ Outward-looking (มองไปยังโลกภายนอก) ได้อย่างสะดวกเท่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไป


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : 3 นโยบายเศรษฐกิจ คลินตัน-ทรัมป์

view

*

view