http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,110,663
เปิดเพจ23,724,557

ชวนอ่าน 8 หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

       “นักเขียน นักประพันธ์ งานสำคัญก็คือ แสดงความคิดของตนออกมาเป็นเรื่องชีวิต หรือเรื่องแต่งขึ้นมา เพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ คือความรู้บ้าง บันเทิงบ้าง นักแสดงความคิดสำคัญมาก เพราะว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตของมวลมนุษย์ อาจทำให้เกิดความคล้อยตามไป และตัวท่านเขียนดีก็ยิ่งคล้อยตามกันมาก ฉะนั้น นักประพันธ์ต้องมีความรับผิดชอบสูง เพราะท่านเป็นผู้ปั้นความคิดและความบริสุทธิ์ในความคิดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังบทความกลั่นกรองไว้ในสมองว่า สิ่งที่จะเขียนออกมาจะไม่แสลง ไม่ทำลายความคิดของประชากร ไม่ทำลายผู้อื่น และตนเอง คือมีเสรีภาพในการเขียนอย่างเต็มที่ในขอบเขตของศีลธรรม”
       
       พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ณ พระตำนักจิตรดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2515
       
       จากพระบรมราโชวาทข้างต้นเราจะเห็นได้ถึงความสนพระทัยของในหลวงที่ทรงมีต่องานวรรณกรรมในแขนงต่างๆ รวมไปถึงแวดวงของนักวรรณกรรม ซึ่งพระองค์ท่านให้ความสำคัญต่อการแสดงความคิดเห็นของผู้ประพันธ์ที่ถ่ายทอดลงสู่ผลงาน พอๆ กับทรงให้มี“อิสระและเสรีภาพทางความคิด” ในการสร้างสรรค์งานอย่างเต็มที่แต่โดยต้องอยู่ใน“ขอบเขตของศีลธรรม”
       
       และเมื่อเราได้ค้นคว้าข้อมูลจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นบางช่วงบางตอนที่ ดร. วิษณุ เครืองาม บันทึกไว้ใน “เรื่องที่ควรรู้ของในหลวง บันทึกของ ดร.วิษณุ เครืองาม ปี 2013”ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า...
       
       ...เมื่อครั้งยังเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผมเคยได้รับพระมหากรุณาพระราชทานคำแนะนำเรื่องการใช้ถ้อยคำภาษาไทยหลายหน
       
       ครั้งหนึ่งได้ถวาย ‘รายชื่อ’บุคคลให้ทรงแต่งตั้ง รับสั่งถามว่า ตั้งกี่คน ผมกราบบังคมทูลว่าคนเดียว ตรัสว่าคนเดียวเรียกว่า ‘ชื่อ’ถ้า ‘รายชื่อ’ต้องหลายคน
       
       อีกคราวหนึ่ง มีหนังสือกราบบังคมทูลว่า ‘ทูลเกล้าทูลกระหม่อมมาเพื่อทรงพิจารณา’ทรงพระสรวลตรัสว่า “ถ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมก็อยู่บน กระหม่อมยังไม่ถึงฉัน ถ้าจะให้ถึงฉัน ต้องทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายมาเพื่อทรงพิจารณา”
       
       และอีกส่วนหนึ่งจากหนังสือ รวมถึงพระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียงบทความต่างๆ หลายเล่มหลายฉบับก็ทำให้เราตระหนักอย่างชัดเจนได้ว่า “ในหลวงทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านภาษาและวรรณกรรมรวมไปถึงทรงเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องและสละสลวย”
       
       ดังนั้นเราจึงอยากเชิญชวนให้ลองค้นหาและตามอ่าน “8 หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ” พระราชนิพนธ์ตลอดช่วงชีวิตการเป็นนักประพันธ์ของพระองค์ ซึ่งแม้จะทรงงานหนักมาตลอด แต่ในหลวงก็ยังคงปลีกเวลาเพื่อนิพนธ์ผลงานให้ฝากไว้เป็นมรดกด้านวรรณกรรมคู่ผืนแผ่นดินของเรา

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

       1. เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์, 2489
       
       พระราชนิพนธ์เรื่องแรก “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” โดยพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรายเดือน วงวรรณคดี ฉบับประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ.2490 เป็นตอนแรก โดยพระบรมราชานุญาตพิเศษเฉพาะหนังสือเล่มนี้เท่านั้น ในขณะนั้นถือได้ว่าหนังสือวงวรรณคดี จัดว่าเป็นหนังสือที่ดีและมีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าอย่างมากในสมัยนั้น
       
       พระราชนิพนธ์ “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” เป็นบันทึกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชนิพนธ์ขึ้นในช่วงเวลาเสด็จพระราชดำเนินเพื่อกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489 หลังจากที่พระองค์ท่านทรงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 ในราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 พระองค์ได้ทรงบันทึกผ่านพระอักษรเป็นเรื่องราวการเดินทาง แสดงถึงความรู้สึกของพระองค์ ตลอดถึงเหตุการณ์ที่ทรงได้ประสบพบเจอ ดังขออัญเชิญความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เล่มนี้ที่พสกนิกรชาวไทย รู้สึกประทับใจในพระเจ้าอยู่หัวของเรา
       
       “วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2489 - วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว...พอถึงเวลาก็ลงจากรถพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่าง แล้วก็ไปยังวัดพระแก้ว เพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง 200 เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด! เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลาง ราษฎรเข้ามาใกล้ชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงชนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมาได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า ‘อย่าละทิ้งประชาชน’อยากจะร้องบอกเขาส่งไปว่า ‘ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้’แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว”

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

        2. นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ (แปล), 2537
       
       “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” ทรงแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง “A MAN CALLED INTREPID” บทประพันธ์ของเซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน (William Stevenson) เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมและมียอดจำหน่ายกว่าสองล้านเล่ม พระองค์ทรงใช้ระยะเวลาในการแปลถึง 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2520 และเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2523 โดยหนังสือเล่มนี้มีจำนวนถึง 501 หน้า แสดงให้เห็นว่าทรงมีพระราชอุตสาหะในการแปลเป็นอย่างมาก และในเดือนธันวาคม พ.ศ.2536 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2537 โดยมอบรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา
       
       "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนายอินท์ หรือ INTREPID เป็นชื่อรหัสของเซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยราชการลับอาสาสมัครของอังกฤษ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีหน้าที่ล้วงความลับทางทหารของเยอรมัน เพื่อรายงานต่อเซอร์วินสตัน เชอร์ชิลนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และประธานาธิบดีรูสเวลท์ แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันต่อต้านการขยายอำนาจของนาซีหรือแผนร้ายของฮิตเลอร์ที่หวังแผ่อำนาจเข้ามาครอบครองโลกโดยมี “นายอินทร์” และผู้ร่วมในงานนี้เป็นตัวอย่างของผู้กล้าหาญที่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อความถูกต้อง ยุติธรรม เสรีภาพ และสันติภาพ โดยไม่หวังลาภยศสรรเสริญใดๆ

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

       3. ติโต (แปล), 2537
       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลเรื่อง “ติโต” จากต้นฉบับเรื่อง “TITO” ของ Phyllis Autyเมื่อปี พ.ศ.2519 เพื่อใช้ในศึกษาและเรียนรู้บุคคลที่น่าสนใจของโลกคนหนึ่ง รวมถึงผู้สนใจในประวัติศาสตร์ได้รู้จักติโต อย่างกว้างขวางมากขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2537 โดยมอบรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา
       
       เรื่องราวในติโต มีใจความโดยสรุปดังนี้
       
       ติโต รู้จักกันในนามของจอมพลติโต เดิมชื่อโจซิบ โบรซ (Josip Broz) พ.ศ. 2435-2523 นายกรัฐมนตรีคอมมิวนิสต์คนแรก (พ.ศ. 2488) และประธานาธิบดีของประเทศยูโกสลาเวีย (พ.ศ. 2496-2523) เกิดที่เมืองคุมโรเวค โครเอเชีย
       
       ในปี 2491 ติโตได้แยกประเทศออกจากโซเวียต ทำการพัฒนาประเทศและตั้งตนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์อิสระ (ลัทธิติโต) เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ติโตเป็นรัฐบุรุษของประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งประกอบด้วยหลายชนชาติ มีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เมื่อในยามวิกฤตประชาชนกลับมารวมกันเป็นปึกแผ่น สามารถรักษาความสมบูรณ์และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตของเขา ในปี พ.ศ.2523 ติโตเสียชีวิตขณะมีอายุ 88 ปี หลังจากนั้นประเทศยูโกสลาเวียก็ค่อยๆ สลายลง จนกระทั่งมีความแตกแยก จนยากที่จะแก้ไขได้ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
       
       “คำว่า การต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติบ้านเมือง ต้องหมายตลอดถึงเสรีภาพของชาวโครแอตสโลวีนเซิร์บมาร์เซโดเนียน ชิปต้าร์ มุสลิม พร้อมกันหมด ต้องหมายว่าการต่อสู้จะนำมาซึ่งอิสรภาพ เสมอภาค และภารดรภาพ สำหรับทุกชนชาติในยูโกสวาเวียอย่างแท้จริง นี่คือสารัตถ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ”  ติโตกล่าวในปี 1942 (ติโต พระราชนิพนธ์แปล หน้า 62-63)
       
       ติโตผู้ที่ฟันฝ่าอุปสรรคในทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเป็นไท ให้แก่ประเทศของเขา ข้อสังเกตในการแปลเรื่องนี้ก็คือ ทรงใช้ภาษาที่สามัญชนเข้าใจง่าย รวมทั้งการใช้โวหารเปรียบเทียบที่คมคาย

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

       4. พระมหาชนก, 2539
       
       พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก มีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในเล่มเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลพระมหาชนกชาดกเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2531 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดพิมพ์ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อปี พ.ศ.2539 พระราชนิพนธ์พระมหาชนกนี้ มีภาพวาดโดยศิลปินที่มีชื่อเสียหลายท่าน ที่สำคัญที่สุดคือมีภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาทิเช่น ภาพวันที่เรือล่ม โดยมีแผนที่อากาศแสดงเส้นทางพายุจริงๆ และภาพพระมหาชนกทรงว่ายน้ำ โดยมีนางมณีเมขลาเหาะอยู่เบื้องบน เป็นต้น พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถพิจารณาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคล
       
       โดยพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ได้พิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาผู้อ่านจำนวนมาก จัดพิมพ์โดยบริษัทอัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน) นอกจากเนื้อหาที่ทรงคุณค่าแล้วยังมีภาพวาดประกอบของจิตรกรชื่อดัง 8 คน คือ จินตนา เปี่ยมศิริ, ประหยัด พงษ์ดำ, พิชัย นิรันต์, ปรีชา เถาทอง, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ปัญญา วิจินธนสาร, ธีระวัฒน์ คะนะมะและเนติกร ชินโย
       
       เรื่องราวในพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” มีใจความโดยสรุปดังนี้
       
       พระมหาชนก เป็นกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ “พระอริฏฐชนก” และ “พระโปลชนก” หลังจากพระมหาชนกสวรรคต พระอริฏฐชนกได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ และทรงแต่งตั้งพระโปลชนกเป็นอุปราช ต่อมาได้เกิดเหตุสู้รบกันระหว่างพระอริฏฐชนกและพระโปลชนกอันเนื่องมาจากการยุแหย่ของเหล่าอมาตย์ใกล้ชิด พระอริฏฐชนก ได้สิ้นพระชนม์ชีพในสนามรบ พระเทวีซึ่งเป็นพระอัครมเหสีกำลังทรงพระครรภ์อยู่จึงได้หลบหนีออกจากกรุงมิถิลามุ่งหน้าสู่นครจัมปากะและต่อมาได้ประสูติพระโอรสซึ่งมีวรรณะดั่งทอง พระเทวีได้ขนานนามพระโอรสเหมือนพระอัยกาว่า “มหาชนกกุมาร”
       
       พระมหาชนกทรงทราบเรื่องเกี่ยวกับพระบิดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จึงตั้งพระทัยเสด็จฯ ค้าขายยังเมืองสุวรรณภูมิ เพื่อให้ได้ทรัพย์เพื่อทำการทวงสมบัติคืน จึงทรงนำพวกพาณิชประมาณ 700 คนขึ้นเรือเดินทางออกสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พระโปลชนกทรงประชวร เมื่อเรือแล่นไปได้ 7 วัน ไกลประมาณ 700 โยชน์ ก็เจอคลื่นยักษ์จนเรืออับปาง และวันนั้นก็เป็นวันที่พระโปลชนกสวรรคต
       
       พระมหาชนกทรงว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ 7 วัน เทพธิกาชื่อ “มณีเมขลา” ผู้ดูแลรักษาสัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยคุณความดี ไม่ให้ตามในมหาสมุทรก็ตรวจตราพบ จึงเหาะมาทดลองความเพียรโดยถามพระมหาชนกว่าเมื่อมองไม่เห็นฝั่งแล้วจะพยายามว่ายอยู่ทำไมพระมหาชนกตรัสตอบว่า
       
       “เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์ แห่งความเพียร เพราะฉะนั้นถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร” และ “เราทำความพยามยามแม้ตายก็จักพ้นครหา บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ เทวดา และบิดา มารดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง”
       

       นางมณีเมขลายังได้กล่าวทดลองความเพียรของพระมหาชนกอีกหลายประการ จนได้ประจักษ์ในความเพียรของพระองค์ จึงได้อุ้มพาเหาะไปในอากาศจนถึงเมืองมิถิลา
       
       ด้วยความเพียรและปัญญา ทำให้พระมหาชนกสามารถตอบปัญหา 4 ข้อ ที่พระโปลชนกทิ้งไว้ก่อนสวรรคตได้ และได้อภิเษกกับ “สีวลีเทวี” พระธิดาองค์เดียวของพระโปลชนก ตลอดจนได้ครองกรุงมิถิลา และต่อมาได้ทรงตั้งสถาบันการศึกษาขึ้น ชื่อว่า “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” (วรนุช อุษณกร. ในหลวงผู้ทรงพระอัจฉริยภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ. 2544,โอเดียนสโตร์, กรุงเทพ)

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

       5. พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน, 2542
       
       ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี พ.ศ.2542 พระองค์ทรงโปรดฯ ให้จัดพิมพ์พระมหาชนกเป็นฉบับการ์ตูนเพื่อสะดวกแก่การศึกษาทำความเข้าใจของเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังมีการจัดพิมพ์เป็น ฉบับอักษรเบรลล์ เพื่อเผยแพร่แก่คนตาบอดอีกด้วย
       
       พระมหาชนกฉบับการ์ตูนนี้ผู้เขียนการ์ตูนประกอบคือ ชัย ราชวัตร ซึ่งจะเห็นได้ว่าทรงมีพระราชดำริในการให้ใช้ลายเส้นแบบไทยๆ เพื่อแสดงถึงความเป็นไทย

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

        6. เรื่องทองแดง, 2545
       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงพระราชนิพนธ์ “เรื่อง ทองแดง” (The Story of Tongdaeng) เผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษในเล่มเดียวกัน เรื่องทองแดงเป็นหนังสือพระราชนิพนธ์ที่ติดอันดับขายดีที่สุดของประเทศในปี พ.ศ.2545
       
       เกี่ยวกับ "คุณทองแดง" สุนัขธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะมีลักษณะพิเศษทั้งด้านกายภาพและอุปนิสัย แสนรู้ เฉลียวฉลาด เป็นสุนัขตัวโปรดของพระองค์ท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ประทับใจของประชาชนชาวไทยทุกคน คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงตัวที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่ติดตามถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกครั้ง ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด
       
       เนื้อหาหลักเป็นเรื่องความกตัญญูรู้คุณของคุณทองแดง รวมทั้งความจงรักภักดี ความมีมารยาท และการสั่งสอนลูกของคุณทองแดง และในพระราชนิพนธ์ได้ทรงยกย่องคุณทองแดงในเรื่องความกตัญญูรู้คุณของคุณทองแดงที่มีต่อแม่มะลิ
       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า “ทองแดง” เป็นสุนัขธรรมดาที่ไม่ธรรมดา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันนับว่ากว้างขวางมีผู้เขียนเรื่องทองแดงก็หลายเรื่องแต่น่าเสียดายว่าเรื่องที่เล่ามักมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และขาดข้อมูลสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะเกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณของคุณทองแดงที่มีต่อ “แม่มะลิ” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องว่า“ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัวและดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต่ำต้อย”
       
       สำหรับหนังสือพระราชนิพนธ์ "เรื่อง ทองแดง" เล่มนี้ จัดพิมพ์เป็นหนังสือปกแข็ง หนา 84 หน้า ขนาด 17 คูณ 26 ซ.ม. พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดี ภาพประกอบ 4 สีตลอดเล่ม

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

       7. เรื่องทองแดง ฉบับการ์ตูน, 2547
       
       พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2547  ในรูปแบบลายเส้นการ์ตูนโดยใช้ชื่อ "ทองแดงฉบับการ์ตูน" ลายเส้นในเรื่องได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพการ์ตูนโดยฝีมือจิตรกรระดับชาติ คือ ชัย ราชวัตร และทีมจิตรกรอีก 3 ท่าน คือ คุณโอม รัชเวทย์, คุณสละ นาคบำรุง และคุณทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ โดยมีอาจารย์พิษณุศุภนิมิตร เป็นที่ปรึกษาและออกแบบศิลป์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดผลงานออกมาได้อย่างสวยงามสมจริง ไม่ผิดความจากต้นฉบับ ดังพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาในคำนำหนังสือ “เรื่องทองแดง” ฉบับการ์ตูนนี้ที่ว่า
       
       “ในครั้งนี้คุณชัย ราชวัตรเขียนการ์ตูนทูลเกล้าฯ ถวายประกอบเรื่องพระราชนิพนธ์ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพตามเรื่องพระราชนิพนธ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพราะคุณชัยได้ไปดูพื้นที่จริง และเขียนภาพหลายภาพที่ไม่มีภาพถ่ายตีพิมพ์ในเล่มเดิม ภาพการ์ตูนซึ่งเป็นภาพสีสดใสเหล่านี้ดูมีชีวิตชีวาเหมือนเคลื่อนไหวได้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทองแดงและสุนัขทรงเลี้ยงอื่น ๆ แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงค้นคว้าเรื่องสุนัข และภาพทิวทัศน์ในตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต และวังไกลกังวลหัวหิน”
       
       พระราชนิพนธ์ “เรื่องทองแดง” ฉบับการ์ตูน จัดพิมพ์เป็นหนังสือปกอ่อน หนา 172 หน้า ขนาด 17 X 26 ซ.ม. ลายเส้นหรือการ์ตูน พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดี ภาพพิมพ์ 4 สีตลอดเล่มพิมพ์ด้วยระบบการพิมพ์ที่ทันสมัย สีสันสดใส ราคาเล่มละ 149 บาท วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 สำนักพิมพ์อมรินทร์

ชวนอ่าน  8  หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

       8. พระราชดำรัส เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ
       
       พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนพรรษาของทุกปี เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ พระองค์ทรงเริ่มแปลพระราชดำรัสเรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 พระราชดำรัสในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสหประชาชาติ และมีความประสงค์จะได้รับฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระมหากรุณาธิคุณแปลพระราชดำรัสเอง และจากพระราชดำรัสดังกล่าว ทำให้รัฐบาลมีมติให้ประกาศให้วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีเป็นวัน “วันสิ่งแวดล้อมไทย” หลังจากนั้นก็ทรงแปลพระราชดำรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเรื่อยมา
       
       พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2532 จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการประชาสัมพันธ์สิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
       
       นอกจากนั้น พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 เรื่องเกี่ยวกับ “รู้รักสามัคคี” จัดพิมพ์เผยแพร่โดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
       
       งานพระราชนิพนธ์ของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของในหลวงของเรา พร้อมด้วยพระวิริยอุตสาหะอันแรงกล้าในการทรงงาน กล่าวได้ว่า ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาอย่างแท้จริง ไม่เพียงเท่านี้ พระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกร โดยได้มีการจัดพิมพ์พระราชนิพนธ์ฉบับการ์ตูนเพื่อเด็กและเยาว์ชน ฉบับอักษรเบรลล์เพื่อคนตาบอด สำหรับพระราชนิพนธ์พระมหาชนก และเรื่อง ทองแดง นอกจากนี้พระองค์ไม่ทรงมองข้ามความเป็นไทย อาทิเช่น ภาพประกอบ ในรูปแบบลายเส้นการ์ตูนแบบไทย และแม้แต่กระดาษที่ใช้ในการจัดพิมพ์ ทรงโปรดให้ใช้กระดาษที่ผลิตในประเทศ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของประชาชนชาวไทย เน้นความเป็นไทย มีความภูมิใจในความเป็นไทย และใช้ของไทย
       
       จะเห็นได้ว่าหนังสือพระราชนิพนธ์เหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่า ซึ่งเหล่านักอ่านนักเรียนรู้ทั้งหลายควรจะหาเวลาได้อ่านสักครั้งในชีวิต เพราะในทุกๆ เล่มมีทั้งข้อคิดเตือนใจและความเพลิดเพลินที่ทำให้เราได้ขบคิดและตั้งคำถามต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี


เรียบเรียง : วรชัย  รัตนดวงตา
       เรียบเรียงข้อมูลจาก
       http://www.vcharkarn.com/varticle/38236
       
       อ้างอิง
       วรนุช อุษณกร. ในหลวงผู้ทรงพระอัจฉริยภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ. 2544, โอเดียนสโตร์, กรุงเทพhttp://www.bangkokbiznews.com
       
       ที่มารูป
       http://www.oknation.net/blog/print.php?id=169420
       http://mblog.manager.co.th/NELUMBO/tag/พระราชนิพนธ์
       http://www.vcharkarn.com/vcafe/136375/3
       http://lifestyle.campus-star.com/scoop/37299.html
       www.dbook2.com
       http://th.wikipedia.org


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ชวนอ่าน หนังสือพระราชนิพนธ์ของพ่อ

view

*

view