http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท17/11/2017
ผู้เข้าชม20,086,850
เปิดเพจ23,686,916

เปิดโปง 4 กลุ่ม ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

        จับตา 4 ก๊วนใหญ่ ไล่ถล่มเว็บไซต์รัฐบาลบิ๊กตู่ เริ่มจากคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ แท้จริงมีเบื้องหลัง วงในด้านไอทีและหน่วยข่าวกรองของรัฐ ประเมินจากยุทธวิธีทั้งการปลอมตัว พรางตัว วิธีการแฮก การ boost post ล้วนแต่เป็นระดับเซียน ตั้งเป้าล้มรัฐบาลด้วยสงครามไซเบอร์ ด้านรัฐรู้ทัน เร่งผลิตหน่วยซีลทางไซเบอร์ แต่ยังไม่สามารถก้าวสู่การเป็นหน่วยรบพิเศษเชี่ยวชาญได้ทัน หวั่นแฮกเกอร์เจาะฐานภาครัฐหมดทุกพื้นที่? รอแค่เวลากดปุ่มโจมตี เชื่อจะส่งผลกระทบต่อประเทศรุนแรง!
       
       ปี 2560 ที่กำลังเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รัฐบาล คสช. ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง จากม็อบการชุมนุมล้มรัฐบาลมาสู่สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) จากกรณีกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกมาโจมตีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการผ่านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการยกระดับโจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
       
       แหล่งข่าวจากจากหน่วยข่าวกรอง ได้แฉให้เห็นถึงเบื้องหลังของกลุ่มดังกล่าวที่ออกมาคัดค้าน พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ด้วยการเชื่อมโยงให้สังคมเกิดความวิตกว่ารัฐมีการสอดไส้ซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) เข้ามา 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
ตัวแทนเครือข่ายพลเมืองเน็ต และแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยื่นรายชื่อประชาชนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่ีรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559
        

        “Single Gateway” ล้มไปแล้ว
       
       ความจริงแล้วสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เป็นร่างแก้ไขเพื่อให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีการเพิ่มฐานความผิดและบทลงโทษให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ เช่น การเจาะทำลายระบบความมั่นคงของประเทศ การให้ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายอาญาอื่นๆ ที่สำคัญจะช่วยคุ้มครองและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศ ที่มุ่งหวังจะพัฒนาไปสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0
       
       “สิ่งที่ทำให้คนลุกขึ้นมาต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพ์กันอย่างรุนแรง เพราะเข้าใจว่ามีข้อกฎหมายบางข้อที่น่ากังวล ซึ่งความจริงแล้วไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง” 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
ทวิตเตอร์ของกลุ่มแนวคิดประชาธิปไตยใหม่แสดงจุดยืนค้านพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
        

        โดยเฉพาะการสร้างกระแสความกังวลว่าจะขาดเสรีภาพในโลกออนไลน์ และรัฐจะมาดักดูข้อมูลของตนได้ โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะใช้อำนาจออกคำสั่งให้มีการถอดรหัสได้ตามที่ต้องการ แต่ในความเป็นจริงนั้นเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถดำเนินการได้โดยพละการ ต้องมีหมายศาลมาเพื่อดำเนินการ เรียกว่าประเด็นนี้จบได้ด้วยคำเดียว คือ “ต้องมีหมายศาล”
       
       หากติดตามความเคลื่อนไหวของหัวหอกในส่วนของฝ่ายต้านที่เรียกร้องชักชวนให้คนออกมาชุมนุมต้าน พ.ร.บ.คอมฯ 2559 นั้น มักจะชูประเด็นที่เป็นการเข้าใจผิด เช่น การขอดูข้อมูลส่วนตัวของประชาชนโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต รัฐจะออกคำสั่งให้ถอดรหัสได้ตามต้องการ ซึ่งในความเป็นจริงเหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อศาลชี้ว่าคุณเป็น “อาชญากร หรือเป็นแฮกเกอร์” เมื่อนั้นจึงจะมีการถอดข้อมูล
       
       ไม่เพียงเท่านั้น ความเข้าใจผิดบางส่วนยังเกิดจากการไปอ่าน “ร่างกฎหมายเก่า” (พ.ร.บ. 2550) ที่ระบุว่า พนักงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ “มีอำนาจสั่งให้ถอดข้อมูลได้เลย” โดยอาจจะมีหมายศาลหรือไม่มีก็ได้
       
       ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องปัญหาของการสื่อสารที่ผิดไป เพราะฝั่งต้านก็มีความกลัวซิงเกิลเกตเวย์เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ต้องยืนยันว่า ในวันนี้ทุกคนยอมรับว่าซิงเกิลเกตเวย์เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และแนวคิดเรื่องนี้จบไปนานแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลเองก็คงมีบทเรียนจากการต่อต้านครั้งที่ผ่านมา
       
       นอกจากนั้นยังมีความกังวลในกฎหมายบางข้อ ที่เกรงว่าจะมีศูนย์ฯ ที่สามารถสั่งปิดโซเชียล หรือเว็บไซต์ได้ในทันที โดยไม่ต้องขออำนาจศาล ซึ่งไม่สามารถทำได้ ดังนั้นกลุ่มที่ต่อต้านควรต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อ พ.ร.บ.คอมพ์ ปี 2559 ตัวจริงคลอดออกมาแล้ว จะเห็นว่าไม่ได้เป็นดังกระแสที่กระพือกันออกไป หากมีความสงสัย สามารถเข้าไปดู พ.ร.บ. ตัวร่างฯ ก่อนเข้า สนช.ได้ ซึ่งจะเห็นว่าบทสรุปของคณะกรรมาธิการได้เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่าต้องมีคำสั่งศาลเท่านั้น ประเด็นนี้น่าจะทำให้คนที่ต้านส่วนหนึ่งเบาใจลงไปได้
       
       ลิงค์อ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ( ฉบับปรับปรุง) http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext64/64240_0001.PDF 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
        

        3 กลุ่มต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ 
       
       แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ออกมาจุดกระแสสังคมในเรื่องการต่อต้าน พ.ร.บ.คอมฯ ในช่วงนี้ จะเห็นว่าแนวร่วมการต้านประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักๆ คือ
       
       กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มนี้มีแนวคิดเสรีนิยม (Liberal) อย่างมาก ซึ่งจะมีความเชื่อเรื่องสิทธิ์ จึงไม่เห็นด้วย
       
       กลุ่มที่สอง คือ ตามคนหมู่มาก อาจไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่เมื่อมีคนมาชักชวน ก็ร่วมด้วยไปตามๆกัน ซึ่งมีคนที่ลงชื่อค้านหลายคนตอบไม่ได้ว่า พ.ร.บ. 2559 แตกต่างจาก พ.ร.บ. 2550 ตรงไหน
       
       กลุ่มที่สาม นับว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะแม้จะรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ไม่เคยไว้ใจภาครัฐ ไม่ว่ารัฐจะทำอะไรก็เกิดมิจฉาทิฏฐิ ไม่ยอมรับ ซึ่งกลุ่มนี้เบื้องหลังของแกนนำคือกลุ่มเดิมที่หวังผลในทางการเมือง คือการล้มรัฐบาล มีความคิดร่วมกันตั้งแต่การไม่ยอมรับทหาร ไม่ยอมรับมาตรา 112 หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็น “พวกล้มเจ้า”
       
       เมื่อจะมี พ.รบ.ออกมานั้น ดูเหมือนว่ากลุ่มที่ 3 มีความวิตกอย่างมากว่าจะเกิดความเดือดร้อน เพราะหากมีการเข้าไปดักดูข้อมูลจะรู้ว่าเป็นพวกล้มเจ้า กลุ่มคนเหล่านี้ โดยอาชีพคือรับเงินทุนจากต่างประเทศมาเพื่อวิพากษ์สถาบัน โหนเรื่องสิทธิมนุษยชน จึงมีความกลัวในความมั่นคงของรายได้
       
       เพราะหากวิพากษ์ไปติดข้อกฎหมายแค่เพียงคำว่าบิดเบือน ก็จะจบอาชีพไปเลย จึงจะเห็นได้ว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อประชาชน แต่ต่อสู้เพื่อตัวเอง ทั้งในเรื่องอาชีพการงานของตัวเอง และมีความเชื่อสุดโต่งเรื่องมนุษย์ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน
       
       ยูเอ็นเอาด้วยออกแถลงการณ์
       
       นอกจากนั้นยังมีการเคลื่อนไหวจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNOHCHR) (วันที่ 19 ธ.ค.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดทางคอมพิวเตอร์ ที่อาจคุกคามเสรีภาพทางออนไลน์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้หลักประกันว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ของไทยจะยึดถือมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน
       
       ซึ่งการที่ ยูเอ็น เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ ที่ผ่านมานั้นมีหลายสถานการณ์ เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 ‘แฟรงค์ ลา รู’ (Frank La Rue) ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออกแห่งสหประชาชาติ ก็เคยส่งแถลงการณ์จากเจนีวา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมเสนอตัวในการ ‘ร่วมมืออย่างสร้างสรรค์’ กับ ‘คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย’ เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
       
       อีกทั้งก่อนหน้านี้ ในช่วงการออกเสียงประชามติ (20 มิ.ย. 59) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. พร้อมแกนนำ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เดินทางมายังองค์การสหประชาชาติ หรือ UN เพื่อรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และมีการเลือกปฏิบัติจากกลไกของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่ นปช.สามารถเปิดได้ 47 ศูนย์ และไม่สามารถเปิดได้ 29 ศูนย์ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุติการคุกคามประชาชน และยืนยันว่า นปช.ไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด แต่เพื่อให้ประเทศเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
เพจที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากหน่วยข่าวของรัฐบาล เนื่องจากมีการ boost post เพื่อเพิ่มยอดการอ่าน ( Sponsored ในกรอบสี่เหลี่ยมสีแดง)
        

        ทำกันเป็นขบวนการโหมจุดกระแสสังคม
       
       แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าจับตาเรื่องการต้าน พ.ร.บ.คอมฯ คือ ยังมีกลุ่มแนวร่วมต่างๆ ที่โหมให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องร้อนระอุ
       
       นับตั้งแต่กลุ่มที่รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนสิทธิพลเมืองออนไลน์ ที่มีเครือข่ายในโซเชียลมีเดียมากมาย (เครือข่ายพลเมืองเน็ต - Thai Citizen Network (https://thainetizen.org/) ทั้ง facebook Page ชื่อต่างๆ (The MATTER) ที่ไม่เคยปรากฏมาในสารบบ กระทั่งเพจของสำนักข่าว (Page The Momentum) ซึ่งถูกหน่วยข่าวกรองของรัฐจับตามองมากที่สุดว่า อาจจะอยู่เบื้องหลังการปลุกระดมคนออกมาคัดค้าน ซึ่งการสงสัยนั้นเป็นเพราะหน่วยงานรัฐมองเห็นความผิดปกติของจำนวนผู้เข้ามาอ่านมากขึ้นแบบผิดปกตินั่นเอง
       
       “ตัวเลขคนอ่านมากขึ้นกว่าปกติที่ผ่านมา ทำให้หน่วยงานรัฐคาดกันว่าอาจมีการ boost post เพื่อเพิ่มยอดการอ่าน และยังมีการไฮไลต์ภาพล้อเลียนนายกรัฐมนตรี เพื่อสื่อให้เห็นว่า บิ๊กตู่ปิดหูปิดตาประชาชน และแอบส่องดูข้อมูลของประชาชน และการ boost post ได้จัดทำอย่างหนัก มีความถี่ บนทิศทาง และเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เห็นถึงปฏิบัติการที่เป็นระบบ มีการจัดตั้ง มีที่มาที่ไป รวมทั้งมีทรัพยากรและการสนับสนุนอย่างชัดเจน เป็นขบวนการที่เชื่อมโยงกัน” แหล่งข่าวอธิบาย และย้ำว่าข้อมูลพวกนี้จึงเป็นที่มาของการจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังดังกล่าว 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
เพจที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากหน่วยข่าวของรัฐบาล เนื่องจากมีการ boost post เพื่อเพิ่มยอดการอ่าน ( Sponsored ในกรอบสี่เหลี่ยมสีแดง)
        

        สาวกธรรมกายร่วมผสมโรงถล่มรัฐบาล
       
       นอกจากนี้ยังปรากฏแนวร่วมเสริมที่เข้ามาโจมตี พ.ร.บ. คือกลุ่มสาวกของวัดพระธรรมกาย สังเกตได้จากแกนนำสาวกรายเด่นๆ ทั้งหลาย มีการออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนักในการสนับสนุนกลุ่มที่ต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ ทั้งการแชร์ข่าวสาร การคอมเมนต์ต่อต้าน และวิจารณ์ พ.ร.บ.อย่างหนักหน่วง รวมทั้งระดมให้คนออกมาโจมตี มีกำหนดนัดหมาย ปลุกระดมให้คนออกมาจับอาวุธสู้ ซึ่งเป็นการสู้ในลักษณะก่อการร้ายทางไซเบอร์ บนจุดประสงค์เพื่อต้องการล้มรัฐบาล
       
       “ต้องไม่ลืมว่าวัดแห่งนี้มีความเข้มแข็งทางด้านไอที เพราะมีการทำการตลาดในแบบดิจิตอลมาโดยตลอด มีทีม IO เป็นของตนเอง (Information Operation) เพื่อปฏิบัติการข่าวสาร สร้างภาพลักษณ์ ปฏิบัติการทางจิตวิทยา เอาบุญมาขายทำให้คนมัวเมา หลงใหลในเรื่องของบุญ จึงสามารถใช้จุดแข็งมาเพื่อเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย”
       
       ถูกแอบอ้างชื่อลงคัดค้าน
       
       ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการรณรงค์ เพื่อรวบรวมรายชื่อคนที่ต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ให้ได้ตามเป้าหมาย 5 แสนคนนั้น พบเหตุการณ์มีผู้ถูกละเมิดสิทธิ์ โดยนำชื่อและอีเมลไปแอบอ้าง เหมารวมว่าเป็นหนึ่งในเสียงที่ร่วมค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง
       
       หลายคนที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างนั้นไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ต้องอาศัยพื้นที่ในโซเชียลเพื่อแสดงจุดยืน ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ร่วมต้าน และไม่รู้ว่าถูกนำชื่อไปใช้ได้อย่างไร
       
       กรณีทวิตเตอร์ของ OneforAll ‏@suebsak1 ได้เขียนว่า “(19 ธ.ค.) อยู่เฉยๆ ไม่ได้บวก ลบ หรือทำอะไร 13:29 ที่ผ่านมา email หลักที่ใช้ประจำได้ถูกแจ้งว่าโดนนำไปใช้ลงชื่อคัดค้าน #พ.ร.บ.คอมพ์ เฉยเลย!!! แบบนี้ก็ได้รึ?” 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
ผู้ถูกแอบอ้าง อาศัยพื้นที่ในโซเชียลชี้แจงถึงข้อเท็จจริงว่า "ไม่ได้ชื่อลงคัดค้านพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ"
        

        จากข้อมูลนี้ special scoop ได้ติดต่อโดยตรงไปยังผู้ที่ถูกแอบอ้าง เพื่อตรวจสอบว่ามีตัวตนจริง และได้รับการยืนยันว่าไม่ได้ร่วมลงชื่อต่อต้าน และไม่ทราบว่ามีรายชื่อ 1 ในจำนวน 360,000 รายชื่อในแคมเปญ “หยุด พ.ร.บ.คอมฯ” ได้อย่างไร
       
       นอกจากนั้นยังมีผู้ถูกแอบอ้างอีกรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า เคยร่วมลงชื่อกับเว็บไซต์เดียวกันนี้ เพื่อการรณรงค์ในประเด็นอื่นๆ ที่ตนเห็นด้วย เช่น การเรียกร้อง พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ ซึ่งขณะนั้นมีการกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ แต่กรณี พ.ร.บ.คอมฯ ที่กำลังเป็นข่าว ยืนยันว่าไม่เคยร่วมลงชื่อแต่ได้รับอีเมลตอบกลับว่า
       
       “คุณลงชื่อสนับสนุนการรณรงค์ครั้งนี้ ช่วยต่อให้เรื่องนี้ได้ผู้สนับสนุนถึง 500,000 คน - สนช. : หยุด#พ.ร.บ.คอมพ์ หยุดกฎหมายล้วงข้อมูลส่วนบุคคล”
       
       จากที่มีการแอบอ้างสวมรอยชื่อในเรื่องนี้ ทำให้กลุ่มคนที่ต้องการข้อเท็จจริง ติดต่อยื่นเรื่องให้เว็บไซต์ที่เป็นโต้โผจัดการเรื่องล่ารายชื่อผู้ต่อต้าน พ.ร.บ.คอมฯ ขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลคนที่มาลงชื่อ แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ ต่อมาจึงมีการเจรจาต่อรองเพื่อขอเข้าไปดูรายชื่อที่สำนักงานของเว็บไซต์ดังกล่าว โดยยืนยันจะไม่พกพาเครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์ใดที่สามารถสำเนาหรือบันทึกข้อมูลได้ แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ได้รับความร่วมมือให้เข้าไปตรวจสอบแต่อย่างใด 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
เพจพลเมืองต่อต้านSingle Gateway สอนวิธีการโจมตีเวบไซด์เป้าหมาย
        

        หน้ากากพรางตัว เป้าใหญ่ล้มรัฐบาลด้วยสงครามไซเบอร์
       
       แหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรอง กล่าวว่า เรื่องนี้โดยหลักแล้วไม่ใช่การต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ แต่เป็นการอ้างเพื่อหาเรื่องล้มรัฐบาล และนำไปสู่สงครามไซเบอร์ ซึ่งวันนี้รัฐมีจุดอ่อนในการรับมือ เพราะประเทศเรามีผู้เชี่ยวชาญอยู่ไม่มาก ไม่ถึง 100 คน แต่กลุ่มโจมตีหรือแฮกเกอร์มีเป็นหลักล้าน เหมือนจลาจลที่ทุกคนมีปืนทางดิจิตอลในมือ แล้วเอากระสุนมายิงใส่กันเอง
       
       จะเห็นว่า เมื่อมีการนัดชุมนุมค้าน พ.ร.บ.คอมฯ กันที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมนั้น มีบางส่วนที่ไม่ไปร่วมชุมนุม แต่ถนัดการออนไลน์เป็นนักรบนิรนาม รัว F5 ถล่มเว็บราชการล่ม ตามที่มีการสอนกัน ตั้งแต่วิธีการปลอมตัว พรางตัว วิธีการแฮก กด F5 นัดหมายเวลาโจมตีพร้อมกัน เป้าหมายเพื่อให้เกิดโกลาหลเพื่อล้มรัฐบาล และที่น่าวิตกคือความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา เป็นการลองของ ทดลองยิง เมื่อมามองในเชิงยุทธศาสตร์ เป้าหมายต่อไปน่าจะใหญ่ถึงการส่งผลกระทบเสียหายรุนแรงระดับประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก 

เปิดโปง “4 กลุ่ม” ผนึกกำลังถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริงใช้สงครามไซเบอร์ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่!
ที่มา : เพจพลเมืองต่อต้าน Single Gateway
        

        “การโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานราชการ ผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องการคือการล้มรัฐบาล จากที่แพ้ในแนวรบมาโดยตลอด เบื้องหลังเรื่องนี้ก็คือกลุ่มคนเสื้อแดง กับแนวร่วมสาวกของวัดพระธรรมกาย” แหล่งข่าวและหน่วยข่าวรัฐระบุตรงกัน
       
       ขณะเดียวกันแหล่งข่าวบอกอีกว่า รัฐบาลอยากให้สังคมและผู้ที่ใช้โซเชียลทุกคน ได้เข้าไปสังเกตจากการกระพือข่าวจากสำนักข่าวเจ้าเดิมๆ ที่สนับสนุนเสื้อแดง และการโจมตีนั้นทำโดยแฮกเกอร์ในบ้าน ผสมกับการโจมตีจากต่างประเทศที่เป็นการว่าจ้าง โดยที่ผ่านมานั้น คนที่เป็นแกนหลักผู้เดินยุทธศาสตร์ ก็มีการประกาศล้มรัฐบาลด้วยไซเบอร์มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ว่ารัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมตัวรับสงครามไซเบอร์อย่างเพียงพอ
       
       “ตอนนี้เป็นที่น่าสงสัยว่า ฝ่ายตรงข้ามทำอย่างต่อเนื่องมาตลอด 1-2 ปี จึงน่ากังวลว่าการแฮกนั้นทำได้หมดทุกส่วนงานแล้วหรือไม่ เพียงแค่รอจังหวะโจมตีตามกระแสเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น”
       
       ทั้งนี้ การรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ หรือสงครามไซเบอร์ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้หน่วยรบพิเศษมาจัดการ ซึ่งมีความพยายามในการเตรียมรับมือของหน่วยงานภาครัฐ โดยการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก แต่วันนี้ถือว่ายังฝึกไปไม่ถึงระดับหน่วยรบพิเศษ หรือหน่วยซีลทางไซเบอร์ เชื่อว่าในอนาคตหากมีการฝึกอย่างต่อเนื่องสามารถไปถึงระดับนั้นได้
       
       “แต่ด้วยสถานการณ์ในวันนี้หน่วยรบของกองทัพยังเรียกว่าอยู่ในระดับนายร้อยจบใหม่ ยังไม่ใช่ระดับหน่วยรบพิเศษที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ” แหล่งข่าวระบุ 

ผ่าแนวต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ใหม่ หวัง “น้ำผึ้งหยดเดียว” โค่น คสช.

โดย ผู้จัดการรายวัน

ผ่าแนวต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ใหม่ หวัง “น้ำผึ้งหยดเดียว” โค่น คสช.
กลุ่มนักศึกษารวมตัวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ซึ่งที่ประชุม สนช.พิจารณาลงมติในวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 168 ไม่เห็นด้วย 0 งดออกเสียง 5 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป.

        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ “...อยากให้ สนช.ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แม้ว่าพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาของสภาแล้ว แต่สิ่งเห็นคือยังมีประชาชนจำนวนหลายแสนคนที่เรียกร้อง อยากให้มีการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้ หรืออย่างน้อยรัฐบาลต้องชี้แจงในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพราะสิทธิเสรีภาพของคนเรายังมีความจำเป็น แม้จะมีเหตุผลในเรื่องของความมั่นคง แต่ต้องมีขอบเขตและมาตรฐานที่จะเข้าไปศึกษาข้อมูลต่างๆเหล่านี้ให้เป็นสากล ใช้กลไกของศาลยุติธรรมในการที่จะตัดสินก่อนที่จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูล ทั้งนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องของความเชื่อมั่นของต่างประเทศในการที่จะเข้ามาลงทุน และต้องใช้ข้อมูลต่างๆตรงนี้ ทุกคนก็จะมีความเป็นห่วงในข้อมูลของตนเอง แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลนั้นจะเอาไปใช้เพียงวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่งตามที่ผู้บังคับใช้กฎหมายระบุ และไม่นำไปใช้ผิดวิธี...” 
       
       คือความเห็นของ “คุณหนูปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่...) หรือ “พ.ร.บ.คอมพ์” ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบแล้ว
       
       น่าจะเป็นความอัดอั้นเต็มทีจน “คุณหนูปู” ผู้ไม่ประสีประสาทางการเมือง ออกมาคอมเมนต์ประเด็นร้อนเช่นนี้ ตอกย้ำเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าทางฝั่ง “เพื่อไทย - เสื้อแดง” หมายมั่นปั้นมือว่า กระแสต่อต้านร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่จะกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่จะมาขย่มบัลลังก์อำนาจของ “รัฐบาล คสช.”
       
       ตลอดเดือนที่ผ่านมามีคนตาดีเห็นพลพรรคเพื่อไทยระดับบิ๊กเนมหลายคนโผล่ไปตั้งวงประชุมที่ตึกโอเอไอ ย่านเพชรบุรี ไม่เว้นแต่ละวัน ข่าวว่านอกเหนือจากวิเคราะห์การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน รายละเอียดของร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังมีเรื่องร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ เป็นประเด็นฮอตฮิตที่ขาดไม่ได้ในแต่ละวัน
       
       อย่างไรก็ตามทั้งวงประชุมเห็นพ้องว่า ไม่ควรให้คนที่พะยี่ห้อ-ปะโลโก้พรรคไปแสดงความเห็นหรือสนับสนุนกลุ่มต้าน อยากให้มีความเป็น “ธรรมชาติ” มากที่สุด เช่น 3 แสนรายชื่อที่ไปยื่นให้กับ สนช.โดยอ้างว่าเป็นการรวบรวมจากภาคประชาชนเอง เพราะ “วอร์รูมเพื่อไทย” รู้ดีว่าหากถูกลากไปไปเป็น “เกมการเมือง” เรื่องนี้ก็จะถูตีตกไปโดยง่าย แต่ก็ไม่วายมอบหมายให้แต่ละคนไปเดิน “เกมใต้ดิน” แอบหนุนบรรดาโต้โผเรื่องนี้ในทางลับ ซึ่งเมื่อดูจากหน้าตาตัวตั้งตัวตี หรือสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว ก็เชื่อมโยงกับนักการเมืองค่ายนี้ได้ไม่ยาก รวมทั้งหาทางเชื่อมโยงกับประเด็น “ซิงเกิลเกตเวย์” อันละเอียดอ่อนให้ได้ โดยใช้ “สื่อสีแดง” ช่วยในการประโคมข่าว
       
       เห็นจะมีก็แต่เพียง “เดอะป๊อป” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ที่อาศัยคราบอดีต รมว.ไอซีที พรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน พร้อมกระตุ้นให้รัฐบาล คสช.แสดงความจริงใจ ยับยั้งกระบวนการออกกฎหมายนี้ โดยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวติดเบรกไว้ก่อน ซึ่งสอดรับกับ กลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway เพจใหญ่ในเฟซบุ๊คที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างหนัก ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ความว่า จะยกระดับการโจมตีเว็บไซต์ของรัฐบาลยิ่งกว่าเดิม เพราะข้อเสนอไม่ได้รับการตอบสนอง พร้อมชี้ว่า ทุกอย่างจะหยุดลง หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 ยกเลิกมติการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คอมพ์อย่างท่วมท้นด้วยเสียง 168 ต่อ 0 เสียง
       
       ตีความง่ายๆคือทำอย่างไรก็ได้ให้การประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ของ สนช.เป็นโมฆะ

       ในขณะเดียวกันก็ยังคงเล่นเกมแรงโดยการนัดหมาย “ถล่ม” เวบไซต์ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งด้างว่าได้แนวร่วมระดับประเทศอย่างกลุ่ม Anonymous หรือผู้ไม่ประสงค์ออกนาม กลุ่มแฮกเกอร์ชื่อดังที่เคยมีผลงานถล่มเว็บไซต์เกาหลีเหนือ และประกาศสงครามโลกไซเบอร์กับทางกลุ่ม ISIS รวมทั้งเจาะระบบเวบไซต์ Facebook ที่ได้ชื่อว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยชั้นสูงมาแล้ว
       
       โดย Anonymous ได้ประกาศผ่าน Twitter ว่า สามารถเจาะระบบ หรือแฮกข้อมูลจากเวบไซต์หน่วยงานของรัฐบาลไทยได้แล้ว โดยยกตัวย่างว่า ได้ข้อมูลผู้ลงทะเบียนในเวบไซต์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของไทยไปแล้วถึง 9,000 ราย พร้อมส่งข้อความท้าทายถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นภาษาอังกฤษแปลความเป็นไทยได้ว่า “...คิดจะให้ตำรวจปกป้องและควบคุมข้อมลสารสนเทศในอินเทอร์เน็ต แต่ตำรวจของคุณยังปกป้องข้อมูลตัวเองไม่ได้เลย แล้วแบบนี้ข้อมูลของประชาชนจะยังปลอดภัยอยู่เหรอ?” พร้อมโชว์ข้อมูลที่ได้จากเวบไซต์ ตม.ดังกล่าวเป็นการเหยาะเย้ย
       
       ต้องยอมรับว่าสาเหตุที่ทำให้กระแสต่อต้าน “พ.ร.บ.คอมพ์” ลุกลามบานปลายนั้น ก็มาจากการขาด “เจ้าภาพ” ในการชี้แจงข้อเท็จจริงและตอมข้อสงสัยต่อสังคม เนื่องจากมีการปรับการทำงานจาก กระทรวงเทคโนโลยีสานสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาเป็ฯกระทรวงดีอี ส่งผลให้รัฐมนตรีไอซีทีต้องลาออกจากตำแหน่งไป แต่ก็ยังไม่มีการตั้งรัฐมนตรีดีอีคนใหม่อย่างเป็นทาง และให้ พล.อ.อ.ประจินนั่งรักษาการไปพลาง เมื่อไม่มีนายท้ายการทำงานของกระทรวงดีอีจึงเข้าโหมด “เกียร์ว่าง” กระแสการต่อต้านที่ใช้พื่นที่สังคมออนไลน์ปลุกขึ้นมาจึงจุดติดโดยง่าย เพราะไม่มีฝ่ายรัฐ หรือ “ฝ่ายสนับสนุน พ.ร.บ.คอมพ์” ไปนำเสนอข้อมูลโต้แย้งกลุ่มต้านเลย
       
       ในขณะที่ข้อมูลของกลุ่มต้านนั้นช่วงแรกมีการนำเสนอ “ข้อห่วงใย” หลายจุดของร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ “ตามเนื้อผ้า” อาทิ อำนาจที่กว้างเกินไปของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น ในการตรวจสอบหรือทำการปิดเวบไซต์ที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนความไม่ชัดเจนเกี่ยวคำนิยามในร่างกฎหมาย เช่น คำว่าศีลธรรมอันดี เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อความสนใจได้ขยายวงกว้างมากขึ้น ก็มีบางส่วนที่ฉวยโอกาส “บิดเบือน” สาระของร่างกฎหมายไปไกลจนเกินกว่าความเป็นจริง ซึ่งก็เชื่อว่ามีนัยที่หวังผลทางการเมือง หรือย่างน้อยก็ต้องการ “ดิสเครดิต” รัฐบาล คสช.ให้มากที่สุด
       
       จึงไม่แปลกที่ภารกิจแรกของ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ต้องออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อสงสัยการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.คอมพ์รวดเดียว 13 ประเด็น หลังจากเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะการเน้นย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ไม่ได้ให้อำนาจรัฐในการจัดตั้งซิงเกิลเกตเวย์ หรือมีเนื้อหาอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องซิงเกิลเกตเวย์แต่อย่างใด รวมทั้งอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อินเทอร์เนตในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายฉบับเดิม และไม่ได้ให้อำนาจรัฐสอดแนม โดยยืนยันว่าไม่มีการเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของประชาชนโดยไม่ผ่านอำนาจศาลอย่างแน่นอน
       
       อีกข้อหนึ่งที่รัฐบาลควรใช้ในการชี้แจงต่อประชาชน คือเหตุผลและความจำเป็นในการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ โดยต้องเน้นย้ำว่ากฎหมายฉบับเดิมบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 โดยไม่มีการแก้ไขเลย ซึ่งย้อนแยงกับภัยคุกคามผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นแทบทุกวินาที ดังนั้นกฎหมายประเภทนี้ควรมีการทบทวนและแก้ไขบ่อยครั้ง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของโลกไอทีด้วยซ้ำ
       
       แต่ครั้นจะ “ลักไก่” เพิ่มอำนาจรัฐ จนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็ระวังจะกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” เข้าจริงๆ.


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เปิดโปง 4 กลุ่ม ผนึกกำลัง ถล่ม พ.ร.บ.คอมพ์ เป้าจริง สงครามไซเบอร์ ล้มรัฐบาลบิ๊กตู่

view

*

view