http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,113,982
เปิดเพจ23,728,044

ร.๓ ขอย้ายไปรอสวรรคตนอกพระที่นั่งทรงประทับ! ด้วยเกรงพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่อาจรังเกียจ

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

โดย โรม บุนนาค

ร.๓ ขอย้ายไปรอสวรรคตนอกพระที่นั่งทรงประทับ! ด้วยเกรงพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่อาจรังเกียจ!! (๒)
พระเมรุมาศรัชกาลที่ ๔ ซึ่งอลังการสูงใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย
        พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๓ ได้บันทึกความตอนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรอาการมาก เห็นจะเป็นโรคใหญ่เหลือกำลังแพทย์จะเยี่ยวยา ทรงมีกระแสพระราชดำรัสถึงผู้สืบราชสมบัติไว้ดังนี้
       
       “...กรุงเทพมหานครศรีอยุธยาขอบขัณฑเสมาอาณาจักรกว้างขวาง พระเกียรติยศก็ปรากฏไปทั่วนานาประเทศ ถ้าทรงพระมหากรุณาพระราชทานอิสริยยศมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งซึ่งพอพระทัย ให้เสวยราชสมบัติแทนพระองค์ต่อไป แต่ตามชอบอัธยาศัยในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวนั้น เกลือกเสียสามัคคีร้าวฉาน ไม่ชอบใจไพร่ฟ้าประชาชนและคนมีบรรดาศักดิ์ทำราชกิจทุกพนักงาน ก็จะเกิดอุปัทวภยันตรายเดือดร้อนแด่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์จะได้รับความลำบาก เพราะมิพร้อมใจกัน ด้วยกำลังทรงพระมหากรุณาเมตตากับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นอันมาก ทรงพระราชดำรัสให้จดหมายกระแสพระราชโองการปฏิญาณยกพระนามพระรัตนตรัยสรณคมน์เป็นประธานพยานให้เห็นจริงในพระราชหฤทัยแล้ว ทรงพระราชดำรัสยอมอนุญาตให้เจ้าพระยาพระคลังซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหม พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา พระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายก กับขุนนางทั้งปวง จงมีความสโมสรสามัคคีปรึกษาพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิปรีชา รอบรู้ราชานุวัตร เป็นศาสนูปถัมภก ยกบวรพุทธศาสนา และปกป้องไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร รักษาแผ่นดินให้เป็นสุขสวัสดิ์โดยยิ่ง เป็นที่ยินดีแก่มหาชนทั้งปวงได้ ก็สุดแต่จะเห็นดีประนีประนอม พร้อมใจกันยกพระบรมวงศ์องค์นั้นขึ้นเสวยมไหสวรรยาธิปัตย์ถวัลยราช สืบสันตติวงศ์ดำรงราชประเพณีต่อไปเถิด”
       
       ปกติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันออก ครั้นทรงประชวรหนักทรงพระราชปรารภว่า ถ้าสวรรคตลง ณ ที่นั้น พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ต่อๆไปอาจรังเกียจ จึงโปรดให้เชิญพระองค์ออกไปบรรทมรอวันสวรรคตทางองค์ตะวันตก ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป แล้วพระองค์ก็เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิมานองค์ตะวันตก หลังจากพระราชทานพระราชดำรัสให้นำออกส่งแก่เสนาบดีไม่ถึง ๒ เดือน ในวันพุธที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๔ สิริรวมพระชนมายุ ๖๓ พรรษา ๒ วัน สถิตในราชสมบัติ ๒๖ ปี ๘ เดือน ๑๒ วัน
       
       เจ้าพนักงานถวายพระเครื่องต้นทรงตามขัตติยราชประเพณี เชิญพระศพเข้าสู่พระบรมโกศทองคำจำหลักลายกุดั่นประดับพลอยนวรัตน์ ตั้งกระบวนแห่ออกประตูสยามราชกิจ ไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
       
       พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ กล่าวถึงงานพระบรมศพไว้ว่า
       
       “ลุศักราช ๑๒๑๔ ปีชวด (พ.ศ.๒๓๙๕) จัตวาศก เป็นปีที่ ๒ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เร่งทำการพระเมรุให้ทันในฤดูแล้ง เจ้าพนักงานจับการทำพระเมรุมาศขนาดใหญ่สูงตลอดยอด ๒ เส้น มียอดปรางค์ ๕ ยอด ยอดภายในมีพระเมรุทองสูง ๑๐ วา ตั้งเบญจารองพระบรมโกศ มีเมรุทิศทั้ง ๘ มีราชวัติ ๒ ชั้น มีฉัตรเงิน ฉัตรทอง ฉัตรนาค รายตามราชวัติชั้นใน ฉัตรเบญจรงค์ รายตามราชวัติชั้นนอก มีโรงรูปสัตว์รายรอบไปในราชวัติฉัตรเบญจรงค์ มีระทาดอกไม้สูง ๑๒ วา ๑๖ ระทา มีเครื่องประดับประดาในพระบรมศพครบทุกสิ่งทุกประการ ตามเยี่ยงอย่างประเพณีพระบรมศพมาแต่ก่อน มีการวิเศษออกไปกว่าพระเมรุมาศแต่ก่อนคือ เจาะผนังเป็นช่องแกลทำเป็นซุ้มยอดประกอบติดกับผนัง ทำเรือนตะเกียงใหญ่ในระวางมุขทั้ง ๔ เป็นที่ประกวดประขันกันอย่างยิ่ง ขอแรงในพระบวรราชวัง ซุ้ม ๑ ในสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ ซุ้ม ๑ ในสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ซุ้ม ๑ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซุ้ม ๑ ซุ้มตะเกียงนั้นสูง ๓ วา มีเครื่องประดับประดาและเรือนไฟเป็นการช่างต่างๆ มีรูปลั่นถันสูง ๖ ศอกข้างประตูทุกประตู มีศาลาหลวงญวนทำกงเต๊ก ๗ วัน ๗ คืน และโปรดให้เจ้าสัว เจ้าภาษี ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปคำนับพระบรมศพตามอย่างธรรมเนียมจีน มีเครื่องเซ่นทุกวัน นอกจากนั้นจะพรรณาไปก็ยืดยาวนัก ด้วยของมีตำราอยู่แล้ว จับการทำเมรุมาศตั้งแต่เดือน ๑๑ มา ๘ เดือนจึงสำเร็จ”
       
       งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
       พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรเป็นไข้ป่าการจากเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยปราคา ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรงคำนวนสุริยปราคาได้แม่นทั้งเวลาและสถานที่ที่จะเห็นสุริยปราคาครั้งนี้ได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยขจรขยาย และนักดาราศาสตร์ของโลกต่างเทิดพระเกียรติยอมรับว่าพระองค์ทางเป็นนักดาราศาสตร์สำคัญของโลกพระองค์หนึ่ง แต่สิ่งนี้พระองค์ต้องทรงแลกมาด้วยพระชนม์ชีพ ได้รับเชื้อไข้ป่ามาจากแดนธุรกันดาร ทำให้สิ้นพระชนม์หลังจากที่เสด็จกลับมาพระนครได้เพียง ๓๗ วัน
       
       ขณะทรงประชวรหนัก พระองค์ก็ยังมีพระสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และรู้พระองค์ว่าใกล้จะถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพแล้ว จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาแจ้งแก่พระราชวงศ์และเสนาบดีที่กำลังประชุมกันถึงผู้สืบสันตติวงศ์ พระราชทานพระบรมราชานุภาพให้ปรึกษาจงพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าผู้ใดปรีชาสามารถที่จะรักษาแผ่นดินไว้ได้ ก็ยกให้ผู้นั้น สุดแต่จะประชุมพิจารณาเห็นชอบพร้อมกัน พระองค์จะไม่ทรงมอบหมายเจาะจงให้ผู้ใดเป็นผู้สืบราชสมบัติ
       
       ต่อมาได้พระราชทานพระธำมรงค์เพชรบูชาพระพุทธบุรุษรัตน์ และพระราชทานเครื่องยศสิ่งของมีค่าและเงินตราแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเป็นอันมาก โปรดให้จดคาถาเป็นคำมคธขอขมาสงฆ์ และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่เข้าเฝ้าถึงที่ทรงประชวร ทรงขอขมาและแจ้งกำหนดให้ทราบว่า พระองค์จะเสด็จสวรรคตในวันนั้น
       
       เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ออกจากที่เฝ้าไปแล้ว โปรดให้พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ พยุงพระองค์พลิกพระเศียรทับพระพาหา เหมือนท่าพระไสยาสน์ ตรัสว่าเขาตายกันดังนี้
       จากนั้นก็ทรงเจริญพระกรรมฐานสมาธิภาวนานิ่ง จนเสด็จสู่สวรรคต
       
       วันอันสุดแสนวิปโยคนั้น ตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม จุลศักราช พ.ศ.๒๔๑๑ นับทางจันทรคติตรงกับพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นวันมหาปวารณา เหมือนเสด็จพระราชสมภพ สิริรวมพระชนมายุ ๖๓ พรรษา ๑๑ เดือน ๑๓ วัน อยู่ในราชสมบัติ ๑๖ ปี ๕ เดือน ๒๘ วัน
       
       ครั้นรุ่งขึ้นวันศุกร์ เจ้าพนักงานจัดเตรียมการสรงสักการะพระบรมศพ เตรียมขบวนแห่ และที่ประดิษฐานพระบรมศพพร้อมเสร็จ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยประชุมพร้อมกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคม (หลังเก่า) แต่เช้า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงให้พระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ไปเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าฟ้าฯกรมขุนพินิตประชานาถ ที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ก็ประชวรด้วยไข้ป่าจากการตามเสด็จพระราชบิดาเช่นกัน พระกำลังอ่อนเพลีย เมื่อทรงทราบการสวรรคตของพระราชบิดาก็ทรงโศกศัลย์จนไม่สามารถจะทรงพระราชดำเนินได้ ต้องเชิญเสด็จด้วยพระเก้าอี้หามขึ้นไปที่พระที่นั่งภานุมาศจำรูญ ที่สรงพระบรมศพ พอทอดพระเนตรเห็นพระบรมศพพระบรมชนกนาถ พอยกพระหัตถ์ขึ้นถวายบังคมก็ทรงสลบแน่นิ่งไป หมอหลวงที่ตามเสด็จแก้ไขพอฟื้นคืนได้สมปฤดี แต่พระกำลังยังอ่อนแอไม่สามารถจะเคลื่อนพระองค์ลงจากพระเก้าอี้ได้ จึงมีรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนปราบปรปักษ์ ถวายน้ำสรงทรงเครื่องพระบรมศพแทนพระองค์ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่เห็นว่าจะให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่นั่นต่อไป เกรงว่าพระอาการจะกำเริบ จึงสั่งให้เชิญเสด็จไปยังพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย ซึ่งจัดไว้เป็นที่ประทับจนกว่าจะได้ทำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร
       

       สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนบำราบปราบปรปักษ์ สรงน้ำทรงเครื่องพระบรมศพแล้วเชิญลงพระลองเงิน แห่พระบรมศพเป็นกระบวนมาออกประตูสนามราชกิจ เชิญพระโกศขึ้นตั้งบนพระยานมาศสามลำคาน ประกอบพระโกศทองใหญ่ มีพระมหาเศวตฉัตรกั้นแห่กระบวนใหญ่ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นประดิษฐานเหนือแว่นฟ้าทองคำในมหาปราสาทด้านตะวันตก ตั้งเครื่องสูง เครื่องราชูปโภค ตั้งเตียงพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ๒ เตียง และมีนางร้องไห้ มีเครื่องประโคมตามอย่างพระบรมศพแต่ก่อน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่เสด็จถวายบังคมพระบรมศพและบำเพ็ญพระราชกุศล สนองพระเดชพระคุณด้วยประการต่างๆทุกวัน
       
       การทำพระเมรุมาศถวายพระเพลิง มีจดหมายเหตุว่าด้วยการเกณฑ์เครื่องทำพระเมรุมาศตอนหนึ่งว่า
       
       “โปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ผู้น้อยและท่านเสนาบดี จัดการทำพระเมรุมาศตามอย่างพระเมรุมาศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทันกำหนดถวายพระเพลิงพระบรมศพในฤดูหนาว เดือนสาม ปีมะเส็ง เอกศก และเจ้าเมือง ผู้รั้ง กรมการหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือซึ่งขึ้นมหาดไทย กลาโหม กรมท่า ก็ได้ทรงพระมหากรุณาให้ทำราชการฉลองพระคุณต่างพระเนตรพระกรรณ รักษาพระราชอาณาเขต ณ เมืองเอก โท ตรี จัตวา มีบรรดาศักดิ์ตามตำแหน่งทั่วกัน ควรฉลองพระเดชพระคุณให้สมแก่ชื่อเสียง โดยทรงกรุณาชุบเลี้ยงมาในการครั้งนี้จนทุกเมือง”
       
       จดหมายเหตุอีกตอนกล่าวว่า
       
       “อนึ่ง ให้มหาดไทย กลาโหม กรมเมือง นายอำเภอ บอกข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายทหารพลเรือน ฝ่ายหน้าฝ่ายในพระราชวังหลวง พระราชวังบวร เสมียน ทนาย สม ทาส เชลย ราษฎร ไพร่ โกนศีรษะแต่ ณ วันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ ให้พร้อมกันจงทุกหมู่ทุกกรม เมื่อวันถวายพระเพลิงนั้นไม่ต้องโกนอีก หมายบอกให้รู้กันจงทุกหมู่กรม”
       
       ครั้นถึงเดือน ๔ ปีมะเส็ง เอกศก จึงโปรดฯให้ถวายพระเพลิงพระบรมศพ
       
       งานพระเมรุมาศพระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
       นอกจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานกระแสพระราชดำริเป็นพระราชหัตถเลขา ให้ลดขนาดพระเมรุมาศที่จะถวายพระเพลิงพระบรมพระองค์เองลง ปลูกแต่พอถวายพระเพลิง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ตามธรรมเนียมเก่า จนเป็นแบบแผนมาจนถึงทุกวันนี้
       
       นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงตามประเพณีเก่าอีก ดังประกาศ คือ
       
       “มีรับสั่งสมเด็จพระบรมโอรสธิราชซึ่งได้สำเร็จราชการแผ่นดิน ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประชวรพระโรคพระธาตุพิการมาแต่ ณ วันที่ ๑๖ ตุลาคม พระโรคกลายไปในทางพระวักกะพิการ แพทย์ได้ประกอบพระโอสถถวาย พระอาการหาคลายไม่ ถึง ณ วันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม เสด็จสวรรคตเวลา ๒ ยามกับ ๔๕ นาที จะได้เชิญพระบรมศพสู่พระโกศ แห่จากพระราชวังดุสิตไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม
       
       ความเศร้าโศกสาหัสอันบังเกิดขึ้นในพระบรมมหาราชวังครั้งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงแน่พระราชหฤทัยว่า จะเป็นความเศร้าโศกแก่ประชาชนทั้งหลายทั่วไปในพระราชอาณาจักร เพราะเหตุที่สมเด็จพระบรมราชชนกาธิราชได้ทรงพระกรุณาทำนุบำรุงมาทั่วกัน
       
       อนึ่ง ตามโบราณราชประเพณี ในเวลาพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ราษฎรทั้งหลาย ต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วทั้งพระราชอาณาจักร แต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงมีพระราชดำรัสสั่งไว้ว่า การไว้ทุกข์ดังเช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นอันมาก ให้ยกเลิกเสียเถิด
       
       ประกาศมา ณ วันที่ ๒๓ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๙
       
       นอกจากนี้ยังมีประกาศของเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงนครบาล อีกฉบับ ว่า
       
       “ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า ได้สังเกตเห็นราษฎรทั้งหลายไม่เลือกว่าชั้นใด ชาติใด เมื่อได้ทราบข่าวว่าสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเสียแล้ว ต่างพากันเศร้าโศกอาดูรด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จนถึงเวลาเมื่อเชิญพระศพมาสู่พระราชวัง ก็ยังอุส่าห์พากันมาร่ำร้องไห้เสียงเซ็งแซ่ตลอด ๒ ข้างทาง บางหมู่ก็พากันเดินตามพระบรมศพมาจนถึงพระบรมมหาราชวัง เจ้าพนักงานจะห้ามปรามสักเท่าใดๆ ก็ไม่ฟัง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเห็นความสวามิภักดิ์อันหนักแน่นลึกซึ้งของราษฎรทั้งหลายมาปรากฏเฉพาะพระพักตร์เช่นนี้ มีพระราชหฤทัยเต็มตื้นไปด้วยความสงสาร และทรงแน่พระราชหฤทัยว่า ราษฎรทั้งหลายคงจะมีความปรารถนาอยู่เป็นอันมากที่จะได้มากราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยความกตัญญูกตเวทีและความเสน่หาอาลัย
       
       เพราะฉะนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า ถ้าราษฎรทั้งหลายไม่เลือกว่าชั้นใด ชาติใด ภาษาใด ชายหรือหญิง แม้มีความประสงค์จะมาแสดงความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้ามาได้เดือนละครั้งตามกำหนดเวลาดังนี้
       
       วันที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ เดือนพฤศจิกายน ตรงกับวัน ที่ ๓ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ วันที่ ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ วันที่ ๕ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ วันที่ ๖ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ วันที่ ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงจนไปถึงเวลาบ่าย ๕ โมงครึ่ง ส่วนเดือนธันวาคมและเดือนต่อๆ ก็คงมีกำหนดวันที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ เวลาเดียวกัน จนกว่าจะได้ถวายพระเพลิง แต่ผู้ที่จะมากราบถวายบังคมพระบรมศพนั้น ควรแต่งตัวอย่างเรียบร้อยตามธรรมเนียมไว้ทุกข์ คือผู้ชายนุ่งขาว สวมเสื้อขาว ผู้หญิงนุ่งขาว สวมเสื้อขาว ห่มขาว ถ้าเป็นชาติที่มีธรรมเนียมไว้ทุกข์ดำ ก็แต่งกายตามลัทธิแห่งตน และถ้าจะมีดอกไม้ธูปเทียนหรือพวงมาลัยมากระทำสักการะบูชาด้วยก็ยิ่งดี จะมีเจ้าพนักงานคอยเป็นธุระจัดการให้ผู้ที่มานั้น ได้กราบถวายบังคมพระบรมศพตามความปรารถนา”
       
       ต่อมาในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเป็นประธานในการประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี ปรึกษาหารือในเรื่องการทำพระเมรุมาศถวายพระเพลิง ตกลงกันโดยหัวข้อใจความดังนี้
       
       พระเมรุท้องสนามหลวงงด ซ่อมพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นถาวรวัตถุที่ประดิษฐานพระบรมโกศ
       ทำพระเบญจาทองคำรองพระโกศ เพราะได้ทรงเก็บทองคำไว้สำหรับมีอยู่แล้ว
       
       เลิกการฉลองต่างๆ คือ ดอกไม้เพลิงและการมหรสพต่างๆ และไม่ต้องมีการตั้งโรงครัวเลี้ยง
       เลิกต้นกัลปพฤกษ์ เปลี่ยนเป็นพระราชทานของแจก
       
       สังเค็ดนั้น มีสังเค็ดเอกชั้นเดียว แต่แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือสำหรับบุคลอย่างหนึ่ง สำหรับอารามอย่างหนึ่ง สำหรับทานสถานต่างๆ คือ โรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นต้นอย่างหนึ่ง ส่วนสำหรับอารามนั้น จะได้พระราชทานไปยังอารามทุกศาสนา คือ วัดญวน วัดบาทหลวง สุเหร่าแขก และศาลเจ้ากวางตุ้ง เป็นต้น
       ทำพระเมรุบุษบกน้อย ณ ท้องสนามหลวงเป็นที่ถวายพระเพลิง มีพระที่นั่งทรงธรรมหลังหนึ่ง มีโรงที่พักและเครื่องสูง ราชวัติ ฉัตร ธง ประดับประดาตามพระเกียรติยศ
       
       การถวายพระเพลิงนั้น เชิญพระโกศพระศพจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปเข้ากระบวนที่หน้าวัดพระเชตุพน มาตั้งพระบรมโกศที่พระเมรุท้องสนามหลวง เวลาเย็นถวายพระเพลิง รุ่งขึ้นเวลาเช้าแห่พระบรมอัฐิเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง
       
       พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้กระทำที่พระเมรุมาศท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ ๑๖
       มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๓ 

ร.๓ ขอย้ายไปรอสวรรคตนอกพระที่นั่งทรงประทับ! ด้วยเกรงพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่อาจรังเกียจ!! (๒)
งานพระเมรุมาศรัชกาลที่ ๔
        

ร.๓ ขอย้ายไปรอสวรรคตนอกพระที่นั่งทรงประทับ! ด้วยเกรงพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่อาจรังเกียจ!! (๒)
ระทาดอกไม้ไฟ เป็นครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ ๔ เช่นกัน

สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ร.๓ ขอย้ายไปรอ สวรรคตนอกพระที่นั่งทรงประทับ พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ อาจรังเกียจ

view

*

view