http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,139
เปิดเพจ23,732,445

ปมปริศนา ทรัมป์-อุษาคเนย์

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ ASEAN SECRET โดย ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ในวันที่ 20 มกราคมนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับภูมิภาคต่าง ๆ รอบโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นเขตอิทธิพลหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

กระนั้นก็ตาม การที่ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงนัยสำคัญของรัฐอุษาคเนย์มากนักในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จึงทำให้ภาพปฏิสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียนกลายเป็นปมปริศนาที่ยากจะเฟ้นหาคำตอบในเร็ววัน จากกรณีดังกล่าว ผู้เขียนได้รวบรวม 2 ปมปริศนาหลักและ 2 ปมปริศนาย่อยที่น่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียนหรือแม้กระทั่งกับเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.รูปแบบนโยบายต่างประเทศสหรัฐ : การเปลี่ยนขั้วอำนาจจากรัฐบาลโอบามาไปสู่รัฐบาลทรัมป์ ย่อมส่งผลต่อลักษณะนโยบายต่างประเทศสหรัฐที่มีต่อภูมิภาคอาเซียน

สะท้อนให้เห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างบริหารและประเพณีกำหนดนโยบายต่างประเทศ

การตั้งทีมที่ปรึกษาการทูตความมั่นคงชุดใหม่ บวกกับมุมมองและพื้นความรู้ของประธานาธิบดีคนใหม่เกี่ยวกับภูมิภาคต่าง ๆ

ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนโยบายต่างประเทศ ทว่า หลักการดำรงความเป็นหนึ่งทางการเมืองโลกของสหรัฐที่ถูกสานต่อจากระบบการทูตยุคหลังสงครามเย็นจนถึงช่วงรัฐบาลโอบามา ก็อาจแสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่องของนโยบายที่ช่วยกระตุ้นให้รัฐบาลทรัมป์ที่แม้จะมีแนวทางโดดเดี่ยวนิยมหรือมีแผนที่จะลดบทบาทสหรัฐลงในบางภูมิภาค อาจจำเป็นต้องดำเนินกุศโลบายบางอย่างเพื่อคงอิทธิพลสหรัฐสืบต่อไป โดยเฉพาะในเขตภูมิศาสตร์ที่มีความเปราะบางทางยุทธศาสตร์หรือมีนัยสำคัญต่อผลประโยชน์สหรัฐ

ต่อกรณีดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้ที่นโยบายต่างประเทศสหรัฐจะสะท้อนให้เห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดจากการริเริ่มของประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมทีมที่ปรึกษาชุดใหม่ และความสืบเนื่องของนโยบายที่เป็นมรดกตกทอดจากผลงานการทูตของรัฐบาลชุดก่อน ๆ เช่น ยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot of Asia) ที่อาจถูกลดระดับความสำคัญลงไปบ้างตามแนวทางอนุรักษนิยมของทรัมป์ แล้วหันมา

สร้างความเข้มแข็งภายในให้กับสหรัฐ แต่กิจกรรมการทูต-ความมั่นคงของสหรัฐเอง ก็อาจถูกเก็บรักษาไว้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งนี้ก็เพื่อคงอิทธิพลสหรัฐมิให้ถูกตีทะลวงจากมหาอำนาจชาติอื่นในระดับที่ทำให้ขีดอำนาจสหรัฐต้องห่างชั้นจากรัฐคู่แข่งมากนัก

2.การแข่งขันกับจีนและโครงสร้างอำนาจในเอเชียอาคเนย์ : แม้สหรัฐจะรั้งตำแหน่งเอกอภิมหาอำนาจโลก (Supreme Power) แต่บนสนามแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อำนาจสหรัฐกลับถูกท้าทายด้วยความใกล้ชิด

ทางภูมิศาสตร์และขีดกำลังที่รุกทะยานขึ้นมาของจีน จนพอเห็นเค้าลางได้ว่าจีนเริ่มก้าวเข้ามาแทนที่สหรัฐ แปลงสภาพขึ้นเป็นเจ้าแห่งภูมิภาคเพียงหนึ่งเดียวที่สิงสถิตอยู่บนยอดสูงสุดของพีระมิดอำนาจในเอเชียอาคเนย์

หรือจีนอาจจะพอใจให้สหรัฐมีสถานภาพเป็นเจ้าแห่งภูมิภาคเบอร์สองที่มีอิทธิพลในอุษาคเนย์ลดหลั่นรองลงมาจากจีน หากแต่ยังอยู่ในช่วงชั้นที่สูงกว่าญี่ปุ่น อินเดีย และอาเซียน หรืออย่างมากก็ปล่อยให้เกิดระบบทวิขั้วอำนาจ คือ ให้สหรัฐอยู่บนระดับเดียวกันกับจีนจนกลายเป็นมหาอำนาจคู่ที่คอยถ่วงดุลซึ่งกันและกัน (แต่จะไม่ยอมปล่อยให้สหรัฐคงสภาพเป็นรัฐมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียว) เพราะฉะนั้น การตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างประเทศของทรัมป์จึงมีผลลึกซึ้งต่อจีนและโครงสร้างดุลอำนาจภายในภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น หากทรัมป์ประกาศยกเลิกกรอบหุ้นส่วนพหุภาคีข้ามแปซิฟิก หรือ TPP ขึ้นมาจริง ๆ แล้วคงอิทธิพลเศรษฐกิจเอาไว้แต่เพียงเฉพาะกรอบการค้าทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน

ผลกระทบที่ตามมา คือ สหรัฐยังสามารถรักษาอิทธิพลการค้าไว้ได้บางส่วน การขาดหายไปของกรอบ TPP อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดการโยกตัวทางเศรษฐกิจของรัฐอาเซียนที่มีลักษณะโน้มเอียงไปที่การร่วมมือกระชับความเข้มแข็งภายในองค์กรภูมิภาคผ่านกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือแม้กระทั่งการหันเข้าไปร่วมวงผ่านข้อตกลงพันธมิตรการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) ที่ประกอบด้วยความร่วมมือการค้า

ระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ บวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (ไม่มีสหรัฐอเมริกา) โดยถือเป็นยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากจีน

นอกจากนั้น การที่ทรัมป์เริ่มแสดงท่าทีต้านพลังเศรษฐกิจจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจนำไปสู่สภาวะตึงเครียดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเขตผลประโยชน์ของทั้งจีนและสหรัฐ จนทำให้จีนอาจหันเหสลัดออกจากกรอบโมเดลอำนาจคู่ที่จีนกับสหรัฐปรากฏตัวครองอำนาจร่วมกันบนยอดพีระมิด แล้วหันเข้าไประดมสรรพกำลังและทรัพยากรต่าง ๆ ในอัตราที่เข้มข้นขึ้น เพื่อผลักดันให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภูมิภาคแต่เพียงผู้เดียว ถือเป็นประเด็นการแข่งขันที่ต้องจับตามองกันต่อไป ทั้งนี้เพราะ ขณะที่

ทรัมป์กำลังแสดงความก้าวร้าวกับจีนอยู่นั้น

ทรัมป์ยังไม่เคยแสดงให้เห็นว่าสหรัฐมีความปรารถนาที่จะเข้ามาแผ่อำนาจเพื่อครองความเป็นผู้นำในอุษาคเนย์ เหมือนอย่างที่รัฐบาลโอบามาเคยแสดงออก ซึ่งย่อมส่งผลบวกต่อการรวบอำนาจของจีนในเอเชียอาคเนย์ หากไม่มีการรุกตอบโต้ในระดับที่สูสีจากรัฐบาลสหรัฐ

นอกเหนือจาก 2 ประเด็นปริศนาที่กล่าวไปเบื้องต้นแล้ว ยังมีปมคำถามอื่น ๆ

ที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเมือง การทูต และความมั่นคงภายในภูมิภาค อาทิ

1.การที่ทรัมป์ประกาศให้เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเตรียมพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเกาหลีเหนือและจีน พร้อมถือเป็นการลดกำลังพลและค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐลง จะส่งผลต่อภูมิทัศน์

ความมั่นคงของเอเชียอาคเนย์อย่างไรบ้าง เช่น หากมีการปล่อยให้รัฐอาเซียนอย่างเวียดนาม ที่เริ่มเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์กับสหรัฐที่แนบแน่นขึ้น แต่กลับต้องเผชิญหน้าทางทหารกับจีนเรื่องเขตแดนทะเลจีนใต้จนอาจต้องหันไปใส่ใจกับกิจกรรมพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยแนวคิดเรื่องนิวเคลียร์ของทรัมป์ บวกกับความจำเป็นในการป้องกันตนเองของรัฐอาเซียนบางรัฐ จะส่งผลต่อหลักสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEANWFZ อย่างไร หรือแม้กระทั่งมีแรงสั่นสะเทือนแค่ไหนต่อการถกเถียงเรื่องนิวเคลียร์และการปรับวิธีการสร้างสมแสนยานุภาพทางทหารในกรอบเวทีความมั่นคงอย่าง ARF ที่มีทั้งสหรัฐ จีน รัสเซีย และอาเซียนเป็นสมาชิกรวมอยู่ด้วย

2.ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำแบบอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม ซึ่งได้รับความชื่นชมจากผู้นำบางประเทศหรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับสไตล์บริหารปกครองของผู้นำบางท่านในเอเชียอาคเนย์ เช่น สมเด็จฮุน เซนในกัมพูชา และดูเตอร์เตในฟิลิปปินส์ นอกจากนั้น แนวคิดการจัดระเบียบความมั่นคงของทรัมป์ เช่น การสร้างกำแพงเขตแดนระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก การเนรเทศแรงงานผิดกฎหมายออกจากสหรัฐ หรือการต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายมุสลิมอย่างจริงจัง ก็ล้วนทำให้เกิดแนวโน้มคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่าทีของทรัมป์ในกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยหรือกระบวนการบริหารจัดการความขัดแย้งและการต่อต้านการก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กล่าวโดยสรุป สัมพันธภาพระหว่างสหรัฐกับอาเซียนใต้ การคืบคลานเข้ามาของศักราชทรัมป์ ถือเป็นจุดทางแพร่งที่เต็มไปด้วยสภาวะคลุมเครือพร่ามัวจนยากต่อการทำนายทายทัก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะบุคลิกภาพของทรัมป์ที่ดูจะ "Unpredictable"

และส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะท่าทีของรัฐอาเซียนเองหรือแม้กระทั่งจีนที่ต้องการดำเนินนโยบายแบบ "Wait and See" ไปก่อนจนกว่าจะมีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนออกมาจากทางวอชิงตัน ดี.ซี.

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ ก็คือ อุษาคเนย์ยังคงมีสภาพเป็นเขตอิทธิพลและเขตผลประโยชน์ของสหรัฐสืบต่อไป เพียงแต่ว่า รัฐบาลทรัมป์จะมองเห็นคุณค่าทางยุทธศาสตร์ของกระดานอาเซียนได้ชัดเจนแค่ไหน หรือรัฐบาลทรัมป์จะบริหารความสัมพันธ์กับรัฐเอเชียอาคเนย์เพื่อถ่วงดุลกับจีนได้เหมาะเจาะเพียงไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็น

ปมปริศนา "ทรัมป์-อุษาคเนย์" ที่คงต้องมีการสืบสวนหาคำตอบกันต่อไป


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ปมปริศนา ทรัมป์-อุษาคเนย์

view

*

view