http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,112,500
เปิดเพจ23,726,474

ไทยพัฒน์ แนะกิจการขับเคลื่อน 6 ทิศทาง CSR

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

หนุนบทบาทองค์กรธุรกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมาก 
       โจทย์ CSR นับวันก็ยิ่งท้าทายผู้ประกอบการ แนะธุรกิจควรเริ่มทันที เริ่มต้นกับชุมชนที่ธุรกิจตั้งอยู่ก่อนก้าวไปสู่สังคมใหญ่ 
       สถาบันไทยพัฒน์ สรุป 6 ทิศทางมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ เที่ยงธรรม ทั่วถึง เท่าเทียม ท้องถิ่น ท่องเที่ยว และทดแทน 

“ไทยพัฒน์” แนะกิจการขับเคลื่อน 6 ทิศทาง CSR
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ
        องค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องมี CSR 
       ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ เปิดเผยถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมา ว่าเป็นในลักษณะแกว่งไปมาระหว่างขั้วนอกประเทศและขั้วในประเทศ ยุคสมัยหนึ่งเคยเน้นส่งออก มาตรการส่งเสริมต่างๆ ก็เทกันไปในทางที่ให้ความสำคัญกับตลาดนอกประเทศ พอถึงจุดที่ตัวเลขส่งออกปั้นยากก็หวนกลับมาเน้นท้องถิ่น มีการอัดฉีดทรัพยากรลงสู่ชุมชน จังหวัด และภูมิภาค
       “เป็นมาตรการของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ตุ้มน้ำหนักทางเศรษฐกิจสมัยนี้จึงสวิงกลับมาหาตลาดในประเทศอีกครั้ง โจทย์ที่ท้าทาย นอกจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐแล้ว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะทำให้เกิดกำลังซื้อในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจริงหรือ และการลงทุนของภาคเอกชนซึ่งคือหน่วยผลิตจะตามมาจริงหรือไม่”
       ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตหรือหดตัว หรือจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่ บทบาทหนึ่งของภาคเอกชนที่ต้องดำรงอยู่ คือการดำเนินความรับผิดชอบของกิจการ (CSR) โดยเฉพาะความรับผิดชอบในกระบวนการธุรกิจ คือ
       1) การดูแลป้องกันและบรรเทาเยียวยาผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้น และที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการประกอบการ
       2) การส่งมอบผลกระทบทางบวกแก่ผู้มีส่วนได้เสีย โดยเน้นที่การใช้ขีดความสามารถหลักในธุรกิจ และความเชี่ยวชาญของกิจการที่มีอยู่
       ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างให้เกิดการยอมรับของชุมชนท้องถิ่นที่สถานประกอบตั้งอยู่ ก่อนไปสู่สังคมในวงกว้างที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
       
       ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน
       ผอ.สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่าในปีนี้ ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในสถาบันหลักของสังคมไทย นอกจากปัจจัยภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิสังคมโลก ทั้งกระแสการแยกตัวของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป การชูนโยบายประเทศต้องมาก่อนของสหรัฐอเมริกา การอพยพย้ายถิ่นของผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลาง ถือเป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืนของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       ขณะที่บทบาทความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจที่มีเข็มมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ก็มีโจทย์อยู่ที่การนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 ข้อ ซึ่งได้รับการรับรองโดย 193 ประเทศรวมทั้งไทย ในเวทีการประชุมสุดยอดการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ เมื่อ 25 ก.ย.2558 มาผนวกเข้ากับกระบวนการธุรกิจที่ดำเนินอยู่เพื่อการขับเคลื่อนดำเนินงานที่เป็นปกติประจำวัน โดยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกิดเป็นผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ต่อท้องถิ่นที่เป็นสังคมใกล้กับกิจการของตนไปจนถึงผู้มีส่วนได้เสียที่อยู่ในสังคมไกลออกไป
       ปีนี้สถาบันไทยพัฒน์ ทำการประเมินทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 6 ทิศทาง CSR ปี 2560 ก็จะเป็นแนวทางดำเนินงานในทางที่ตอบสนองต่อเป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน 

“ไทยพัฒน์” แนะกิจการขับเคลื่อน 6 ทิศทาง CSR
        เบื้องหลัง 6 ทิศทาง CSR
       หนึ่งในทิศทาง CSR ที่สำคัญในปีนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการเปิดเผยรายงานของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ กรณีการจ่ายสินบนของบริษัท โรลส์รอยซ์ ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับบริษัทจดทะเบียนไทย กรณีบริษัท เจเนอรัล เคเบิล ผู้ผลิตสายเคเบิลและสายไฟ ที่รับสารภาพว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย และ กรณีบริษัท ไบโอ-ราด แลบบอราทอรี่ส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์ ที่ยอมจ่ายค่าปรับในคดีสินบน ซึ่งระบุว่ามีหน่วยงานในไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ทำให้ปี 2560 เป็นปีแห่งความท้าทายในเรื่องการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลของไทย ทั้งแก่หน่วยงานกำกับ ดูแล และองค์กรผู้ปฏิบัติ ที่ต้องยกระดับการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาล จากการพัฒนาที่เน้นรูปแบบ (Form) มาสู่การให้ความสำคัญกับเนื้อหา(Substance) เพื่อลดช่องว่างระหว่างการมีเจตนาที่ดี (good intentions) ไปสู่การกระทำที่ดี (good actions) ให้เห็นผลจริงในทางปฏิบัติ
       จากการเสวนาเรื่อง SDG Business : Articulating 'Global Goals' to 'Local Impacts' สถาบันไทยพัฒน์ ต้องการเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานของภาคธุรกิจให้มีความเชื่อมโยงกับการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเข็มทิศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG Compass ที่สามองค์กรชั้นนำด้านการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก ได้แก่ องค์กรแห่งความริเริ่มว่าด้วย การรายงานสากล (GRI) ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) และสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (WBCSD) ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น
       
       สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน ในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2548 และเป็นองค์กรสมาชิกของเครือข่ายการแก้ปัญหา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังกัดสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Solutions Network: UNSDSN) ได้ริเริ่มจัดทำ “ดัชนีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับองค์กร” หรือ Corporate SDG Index ของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ด้วยการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของกิจการในประเทศไทย จำนวน 124 แห่ง โดยจากการ ประเมินพบว่า องค์กรส่วนใหญ่ มีการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เป้าหมายด้านการศึกษา มากสุดที่ร้อยละ 57.5 รองลงมาเป็นเป้าหมายด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ร้อยละ 40.1 และเป้าหมายด้านความเท่าเทียมทางเพศ ร้อยละ 31.0 ตามลำดับ 

“ไทยพัฒน์” แนะกิจการขับเคลื่อน 6 ทิศทาง CSR
        

“ไทยพัฒน์” แนะกิจการขับเคลื่อน 6 ทิศทาง CSR
        6 ทิศทาง CSR ปี 2560 
       
       ทิศทางที่ 1: เที่ยงธรรม (Integrity) 
       ธุรกิจต้องลดช่องห่างระหว่างการมีเจตนาที่ดี กับการกระทำที่ดี
       
       องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น Corruption Perceptions Index (CPI) ประจำปี 2559 โดยประเทศไทยได้คะแนน 35 จาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ ตกลงจากอันดับที่ 76 (ปี 2558) และอันดับที่ 85 (ปี 2557) ด้วยค่าคะแนน 38 คะแนนเท่ากันในสองปีที่ผ่านมา
       การสำรวจใช้ข้อมูลจาก 9 แหล่ง (เพิ่มใหม่ 1 แหล่งในปี 2559) โดยแหล่งข้อมูลที่มีคะแนนลดลงมากสุดในสามอันดับแรก คือ การสำรวจมุมมองของการดำเนินการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต (ลดลงถึง 20 คะแนน) และเรื่องสินบนที่ภาคธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้อง ในเรื่องธรรมาภิบาลของผู้ประกอบการ/การเสียภาษี/การขออนุญาต/พิธีการทางศุลกากร (ลดลง 6 คะแนน) และระดับของการรับรู้ของภาคธุรกิจต่อปัญหาการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง (ลดลง 4 คะแนน) จะเห็นได้ว่า ค่าคะแนนที่ลดลงในปี 2559 มาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบสามปีที่ผ่านมา ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
       สำทับด้วยการเปิดเผยรายงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กรณีการจ่ายสินบนของบริษัท โรลส์รอยซ์ ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับบริษัทจดทะเบียนไทย กรณีบริษัท เจเนอรัล เคเบิล ผู้ผลิตสายเคเบิลและสายไฟ ที่รับสารภาพว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย และกรณีบริษัท ไบโอ-ราด แลบบอราทอรี่ส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์ ที่ยอมจ่ายค่าปรับในคดีสินบน ซึ่งระบุว่ามีหน่วยงานในไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยทั้งสามกรณี มิได้เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่รอการพิสูจน์ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในคำให้การของบริษัททั้งสามแห่งที่รับผิดสำเร็จแล้ว
       ในปี 2560 จะเป็นปีแห่งความท้าทายในเรื่องการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ ทั้งแก่หน่วยงานกำกับดูแล และองค์กรธุรกิจผู้ปฏิบัติ ที่ต้องยกระดับการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาล จากการพัฒนาที่เน้นรูปแบบ (Form) มาสู่การให้ความสำคัญกับเนื้อหา (Substance) เพื่อลดช่องว่างระหว่างการมีเจตนาที่ดี (good intentions) ไปสู่การกระทำที่ดี (good actions) ให้เห็นผลจริงในทางปฏิบัติ
       
       ทิศทางที่ 2: ทั่วถึง (Inclusive)
       ธุรกิจต้องยกระดับการพัฒนาให้เติบโตก้าวไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
       
       หนึ่งในภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล คือ การมุ่งให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากความเจริญและการพัฒนา เปลี่ยนความมั่งคั่งและโอกาสที่กระจุก เป็นความมั่งคั่งและโอกาสที่กระจาย เป็นสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน (Inclusive Society) เน้นการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของการเติบโตไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (No one left behind)
       ความจำเป็นของการสานพลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เชื่อมโยงและเกื้อกูล ให้เกิดเป็น “ห่วงโซ่” ที่ไม่อาจแยกคิดแยกทำได้ ห่วงโซ่ทุกห่วงต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน โดยความแข็งแรงของโซ่ จะวัดจากจุดที่อ่อนแอที่สุด จึงเป็นที่มาของวลีที่ว่า “เราไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลัง” แต่ต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน และพัฒนาเคียงบ่าเคียงไหล่ไปพร้อม ๆ กัน
       การประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงชุมชนในระดับฐานราก ด้วยการสร้างงานแก่คนในท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย การมอบโอกาสให้แก่สมาชิกชุมชนในการเป็นผู้ส่งมอบ ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก ผู้ให้บริการในห่วงโซ่ธุรกิจ และการพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตามกำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับฐานราก ให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นหนทางหนึ่งที่ภาคเอกชนสามารถดำเนินการ ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “ธุรกิจที่ไม่ปิดกั้น” (Inclusive Business)
       ในปี 2560 จะเห็นความร่วมไม้ร่วมมือของภาคธุรกิจกับภาคส่วนอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับการนำขีดความสามารถหลักและความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมาใช้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน รวมถึงการใช้โครงข่ายธุรกิจที่ตนเองมีอยู่ มาสนับสนุนการทำงานของชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มเป้าหมาย
       
       ทิศทางที่ 3: เท่าเทียม (Equality) 
       ธุรกิจต้องใช้ศักยภาพในตลาด จัดหาบริการให้กับส่วนตลาดที่ยังมิได้รับการตอบสนอง
       ประเทศไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการขาดแคลนแรงงานและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพของแรงงานไทยที่พัฒนาช้ากว่าเทคโนโลยีการผลิตของโลกและขีดความสามารถในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในภาพรวม ธุรกิจใหม่ของไทยยังขาดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขอนามัยของประชาชน และความเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล ฯลฯ
       การปรับโมเดลเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนำประเทศออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมคุณค่า เพื่อผลิตกำลังคน สร้างพลังสังคม กระจายความมั่งคั่งและโอกาสอย่างถ้วนทั่วและเป็นธรรม ยกระดับการให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เป็นสิ่งจำเป็นที่ประเทศไทยต้องดำเนินการเพื่อลดระดับความไม่เสมอภาคในทิศทางที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
       ภาคธุรกิจ จะเข้ามามีบทบาทในการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการเข้าร่วมพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยากไร้ การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาส การสร้างบริการสำหรับส่วนตลาดลูกค้าที่ยังมิได้รับการตอบสนอง และการเข้าลงทุนในโครงการที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นต้น
       นับจากปี พ.ศ.2560 เป็นต้นไป ประเด็นการจ้างงานคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมในที่ทำงานและที่อยู่อาศัย นิเวศเพื่อการทำงานและการอยู่อาศัย เพื่อให้มีสภาพที่เข้าถึงได้ (Accessibility) จะเป็นโจทย์ที่ภาคธุรกิจในแต่ละสาขาอุตสาหกรรม จำเป็นต้องนำมาพิจารณาดำเนินการเพื่อตอบสนองในทิศทางที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการปรับเปลี่ยนจากมุมมองที่เป็นภาระ (Liability) มาเป็นโอกาส (Opportunity) ในธุรกิจ
       
       ทิศทางที่ 4: ท้องถิ่น (Local)
       ธุรกิจต้องสร้างการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับภาครัฐ ในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
       
       การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลได้ประกาศว่า จะเร่งแก้ไขปัญหาจากฐานราก และสร้างความเข้มแข็งจากภายใน มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในลักษณะการพึ่งตนเอง
       ที่น่าจับตา คือ การจัดทำแผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยได้มีการเสนอโครงการตามแผนพัฒนาภาค 6 ภาค ประกอบด้วยภาคเหนือ (17 จังหวัด) /ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (20 จังหวัด) /ภาคกลาง (19 จังหวัด) /ภาคตะวันออก (6 จังหวัด) /ภาตใต้ (9 จังหวัด) และภาคใต้ชายแดน (5 จังหวัด) ตามแผนงบประมาณรายจ่ายปี 2561 วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท หลังจากที่ได้จัดสรรวงเงินงบกลางปี 2560 จำนวน 1.15 แสนล้านบาท ผ่านโครงการของกลุ่มจังหวัดตามแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งข้อสังเกตว่า มีลักษณะเป็นการจ้างงานแบบเบี้ยหัวแตก และหลายโครงการเป็นกิจการเฉพาะหน้า มากกว่าการคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน
       ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน 18 กลุ่มจังหวัด วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคให้ขยายตัวได้ เนื่องจากมีหลายภาคส่วนร่วมกันพิจารณาและเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งด้านการเกษตร ท่องเที่ยว การค้า และโลจิสติกส์
       ในปี 2560 ธุรกิจในภูมิภาค คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากงบพัฒนากลุ่มจังหวัดตามแนวทางการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่กระจายลงไปผ่านแต่ละกลุ่มจังหวัด การสร้างการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับภาครัฐต่อการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น จะเป็นทิศทางที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและความได้เปรียบทางการแข่งขัน
       
       ทิศทางที่ 5: ท่องเที่ยว (Tourism)
       ธุรกิจต้องสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
       องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ได้ประกาศให้ ปี พ.ศ.2560 เป็นปีสากลแห่งการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพื่อการพัฒนา เพื่อยกระดับการรับรู้ในบทบาทของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ที่มีต่อการพัฒนา รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่ม เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวปลุกเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางบวก
       ในปีสากลแห่งการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพื่อการพัฒนา มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบายสาธารณะ การดำเนินงานของภาคธุรกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภค ในอันที่จะจรรโลงให้เกิดภาคส่วนของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน รองรับกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
       บทบาทของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพื่อการพัฒนา ผลักดันให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและทั่วถึง ด้านความครอบคลุมในทุกภาคส่วนของสังคม การจ้างงาน และการลดความยากจน ด้านประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านค่านิยมทางวัฒนธรรม ความหลากหลาย และมรดกประเพณี และด้านความเข้าใจกัน สันติภาพ และความมั่นคง
       ในปี 2560 เป็นที่คาดหมายว่า ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในปีสากลแห่งการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพื่อการพัฒนานี้ ทั้งในมิติของการผลักดันและยกระดับการรับรู้การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน การสร้างและกระจายองค์ความรู้การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน การริเริ่มนโยบายการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน การสร้างขีดความสามารถและการให้ความรู้การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
       
       ทิศทางที่ 6: ทดแทน (Renewable) 
       ธุรกิจต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
       การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดทั้งภาวะโลกร้อน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ภัยแล้งและการขาดน้ำ ทั้งน้ำเพื่อการเกษตรและน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกร กระทบต่อแหล่งอาหารของโลก ตลอดจนทำให้เกิดความขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เกิดความยากจน ความขัดแย้ง และเป็นการเพิ่มภาระให้กับประเทศกำลังพัฒนา ที่รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรที่ราคามีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก
       โดยที่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของโลกและมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ประชาคมโลกมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการดูแลรักษามิให้หมดสิ้นไป โดยเฉพาะความพยายามจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 หรือ 2 องศา โดยยึดหลักความเป็นธรรม ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับการพัฒนาที่แตกต่าง โดยต้องคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละประเทศ
       ในส่วนประเทศไทย ได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใน พ.ศ. 2573 ที่ร้อยละ 20 ถึง 25 คือพยายามลดการปล่อยลงจาก 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ให้ได้ 111-139 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า มุ่งลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล โดยใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลดการขนส่งทางถนนโดยเพิ่มการขนส่งทางราง การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศให้มากขึ้น ขจัดการบุกรุกป่า และจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ
       ในปี 2560 ธุรกิจที่มุ่งตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีแบบแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มีการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ตลอดจนเป้าหมายการลดปริมาณของเสียที่นำไปฝังกลบจนเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) 

สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ไทยพัฒน์ แนะกิจการ ขับเคลื่อน 6 ทิศทาง CSR

view

*

view