สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

พระบารมีคลายวิกฤตการเมือง รัชกาลที่ 9 ดั่งหยาดน้ำทิพย์ชโลมใจคน

จากประชาชาติธุรกิจ

สัมภาษณ์พิเศษ

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองในเหตุการณ์ “มหาวิปโยค” 14 ตุลาคม 2516 เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาคนไทยทั่วทั้งผอง

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ อดีตนักศึกษาใน “เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ” ถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังความปลาบปลื้มปีติ-ไร้คราบความเจ็บปวดในใจ

Q : พระมหากรุณาธิคุณในการคลี่คลายวิกฤตเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มี 2 เหตุการณ์ ที่ทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้กับตัวเองและครอบครัว

ครั้งแรก เกิดขึ้นหลังการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ประมาณ 2 วัน หลังจากถูกยิงด้วยกระสุนบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์

พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมายังเตียงนอน เนื่องจากบาดเจ็บและเข้าเฝือกขาซ้ายจากการถูกยิง จึงไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงเพื่อรับเสด็จ จึงได้แต่พนมมือด้วยความตกใจ พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งที่ข้างเตียง ทรงจับมือและตรัสว่า คุณประพัฒน์เจ็บมากไหม เพราะเป็นเด็กบ้านนอกและตกใจจนนึกคำราชาศัพท์ไม่ออก จึงตอบไปว่า เจ็บมากครับ พระองค์ท่านทรงแย้มพระสรวล

อีก 1 เหตุการณ์ ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ขณะเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 รองคณบดีคณะวนศาสตร์ ได้ร่วมกันร่างหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามสกุลขึ้นไป ไม่นานมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลใหม่ จาก แซ่ฉั่ว เป็น ปัญญาชาติรักษ์

Q : เชื่อทันทีสนิทใจหรือไม่ว่าพระราชดำรัสในค่ำวันที่ 14 ตุลาคม 16 รัฐบาลจอมพลถนอมจะลาออก

(ตอบทันที) เชื่อ เพราะเป็นรับสั่งจากพระองค์ท่าน ตอนนั้นเหตุการณ์คงจะไม่มีทางออกอื่นใดแล้วเพราะว่าสุกงอม การใช้อำนาจในการบริหารประเทศหมดยุคแล้ว ประชาชนตื่นตัวและอยากจะมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ

ขณะเดียวกันพัฒนาการทางสังคม เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องเปลี่ยน ไม่มีทางออกอื่น แต่การเปลี่ยนผ่านแต่ละประเทศบ้างเกิดสงครามกลางเมือง เกิดการล้มตายกันนับไม่ถ้วน เกิดโศกนาฏกรรมยาวนาน ประเทศไทยถึงแม้จะเกิดการปะทะกันแต่ไม่ถึงกับเกิดกลียุค ไม่เกิดสงครามกลางเมือง ไม่ตายกันเป็นหมื่น เพราะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

Q : สิ่งที่เกินความคาดหมายคือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้เหตุการณ์คลี่คลาย

ใช่ ตอนนั้นเหมือนกับไฟในใจคนที่กำลังโหมพร้อมที่จะลุกขึ้นมา สร้างแรงปะทะรุนแรง จนกระทั่งพระองค์ท่านทรงมีรับสั่ง จึงเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในใจคน ทำให้ประชาชนคนไทยเย็นลง พระองค์ท่านทรงทำหน้าที่ประมุขของชาติ สมพระเกียรติ กราบไหว้ศิโรราบพระองค์ท่านโดยไม่มีข้อแม้

Q : พระราชดำรัส พระบรมราโชวาทองค์ใด ที่นำมาเป็นหลักชัยในการทำงานด้านเกษตร

พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านการเกษตรและมีความสนใจวิถีชีวิตของเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่พระองค์ท่านรับสั่งเรื่องเกษตรจะเงี่ยหูฟังทุกครั้ง

พระองค์ท่านอยากเห็นเกษตรกรในประเทศพึ่งตัวเองได้ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เพราะรัฐบาลในอดีตผลักดันเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมสุดโต่ง

พระองค์ท่านทรงคำนึงถึงพิษภัยของเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีสุดโต่ง จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ตามไม่ทันและตกขบวนรถไฟประวัติศาสตร์ หลายสิบปีที่ผ่านมาประชาชนกลุ่มใหญ่ถูกระบบเสรีทุนนิยมทำร้าย ทอดทิ้ง พึ่งตัวเองไม่ได้

พระองค์ท่านไม่ได้หมายความว่าการทำเศรษฐกิจพอเพียงต้องไม่สร้างรายได้ ต้องไม่มั่งคั่ง สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้ แต่ต้องรู้เท่าทันและมีสติ ประมาณตัวเอง ระบบคิดของนักเศรษฐศาสตร์หลายคน หลายสำนักในโลก พระองค์ท่านสวนกระแสในปี 2517 ทรงรับสั่งครั้งแรกเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ขณะนั้นประเทศไทยกำลังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เมื่อปี 2505 กำลังบ้าคลั่งเรื่องเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี

บัดนี้เป็นความจริง ยิ่งผลักดันทุนนิยมเสรีโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ไม่มีมาตรการปกป้องและเยียวยาคนที่แข่งขันไม่ได้ จะทอดทิ้งให้คนไทยยากจนไปอีก

ช่องว่างความเหลื่อมล้ำกว้างขวางและรุนแรงมากขึ้น หากผู้มีอำนาจโดยเฉพาะรัฐบาลยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งไว้ พระองค์ไม่ได้ขัดข้องในการทำเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี แต่ต้องเดินคู่ขนาน ไม่สุดโต่ง

ปัจจุบันมีคนล่มสลายทางเศรษฐกิจจำนวนมาก เกษตรกรพึ่งตัวเองไม่ได้ มีหลายล้านครอบครัวรอวันล้มละลาย ขณะนี้อยู่ได้เพราะเงินยังชีพจากรัฐบาล

Q : พระวิสัยทัศน์อันยาวไกลทรงทอดพระเนตรถึงพิษภัยระบบเสรีทุนนิยมสุดโต่ง

พระองค์ท่านรับสั่งเตือนสติว่า อย่าสุดโต่ง อย่าหลงระเริงว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 ยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องดูแล ขณะที่ประเทศกำลังเห่อกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำลังนำเศรษฐกิจเสรีนิยมสุดโต่งมาใช้นักเศรษฐศาสตร์ในประเทศนี้ โดยเฉพาะผู้กุมอำนาจรัฐในสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ไม่เข้าใจแก่นแท้เศรษฐกิจพอเพียง เรียนมาจากสำนักเดียวกัน พูดถึงแต่เรื่องตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) พูดถึงเรื่องอุตสาหกรรม เกษตรเป็นภาระของชาติ

สมัยเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกลายเป็นเรื่องตลก พูดถึงความเหลื่อมล้ำ พูดถึงดัชนีความยากจน ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน

นักเศรษฐศาสตร์ในสภาพัฒน์เชื่อมั่นในสิ่งที่ร่ำเรียนมา วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจจากบนลงล่าง ทำให้คนข้างบนรวยขึ้น คนจนถูกเอาเปรียบมากขึ้น

ถึงแม้ว่าระยะหลังสภาพัฒน์จะพยายามทำเรื่องความเหลื่อมล้ำแต่ไม่เคยสัมฤทธิผล เพราะหลักใหญ่ ๆ ในประเทศนี้ใช้หลักคิดเดียว ไม่เคยใช้หลักคิดคู่ขนาน ใครทำตามพระราชดำริของพระองค์ท่านอยู่รอดทั้งนั้น ไม่เป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมเสรี

ควรมีสำนักเศรษฐศาสตร์นำทฤษฎีของพระเจ้าอยู่หัวมาวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน ไม่เช่นนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำจะรุนแรง การเมืองจะแตกร้าวมากขึ้น

Q : ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ลดความแตกแยกทางการเมือง

คนมีเงินกับชนชั้นกลางมีความแตกต่างทางสังคมมาก มีค่านิยมและทัศนคติในการมองการเมืองแตกต่างกันมาก ถ้าไม่สามารถทำให้คนชนบทพึ่งตัวเองได้ ไม่เพียงความแตกต่างในเรื่องรายได้เท่านั้น แต่จะทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมือง

รัฐบาลต้องทำเศรษฐกิจคู่ขนาน ด้านหนึ่งในเมืองทำเศรษฐกิจสุดโต่ง แข่งขันกับต่างชาติ ขณะที่เศรษฐกิจชุมชนในชนบทต้องเป็นเศรษฐกิจอีกระบบ รัฐบาลต้องปกป้อง อย่าใช้ระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก หากรวมกลุ่มกันจะกลายเป็นกลุ่มการเมือง สร้างการแตกแยกในช่วงเลือกตั้ง

Q : นโยบายรัฐบาลปัจจุบันให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่เป็นพี่เลี้ยงผ่านกลไกประชารัฐ

หลักคิดประชารัฐเป็นหลักคิดทั่วไปที่เชื่อว่าคนรวยรวยแล้วจะช่วยคนจน ในประวัติศาสตร์คิดมาตั้งแต่มีแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 2 3 ช่องว่างความเหลื่อมล้ำมีมาตั้งแต่ปี 2518

ประเทศไทยถูกออกแบบให้มีภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เป็นหัวขบวนรถจักรทางเศรษฐกิจ ภาคเกษตรกรรมเป็นโบกี้ ถ้าหัวรถจักรยิ่งเดินหน้าไปไกลจะลากนำโบกี้ข้างหลังตามไปด้วย เป็นแรงลากจูงทางเศรษฐกิจ

ผ่านมาแล้ว 40-50 ปี ปรากฏว่าหัวรถจักรเดินหน้าไปไกลถึงพระจันทร์แล้ว แต่โบกี้ยังตกรางอยู่ข้างหลัง หลักคิดเอาคนรวยมาช่วยคนจนเป็นหลักคิดไร้เดียงสามานานแล้ว

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีต้องสร้างกำไรสูงสุด เป็นโบนัส เป็นผลประกอบการ

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ดีดขึ้น จึงสวนกับความเป็นจริง ได้แต่หวังว่าประเทศนี้จะมีปรากฏการณ์ที่พิเศษ มีเศรษฐีมั่งคั่งจำนวนหนึ่งมีจิตวิญญาณอยากจะสงเคราะห์คนจนจริง

Q : ฝากความหวังไว้กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้มากน้อยแค่ไหนในการแก้ปัญหาความยากจน

ยุทธศาสตร์ชาติที่ดีต้องรู้เขารู้เรา เข้าใจสถานการณ์โลก ขณะนี้เราไม่เข้าใจอะไรเลยแล้วมากำหนดยุทธศาสตร์…เสี่ยงมาก ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ต้องเข้าไปทำให้กฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์มากที่สุดและเป็นโทษน้อยที่สุด

การวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องมี แต่ต้องวิเคราะห์ว่า โลกในอีก 20 ปีข้างหน้าจะไปทางไหน ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าจะประสบปัญหาอะไร อะไรต้องแก้ไขบ้าง

ความหวัง คือ เกษตรกร คนจน 14-15 ล้านคนในประเทศ ต้องมีแผนพัฒนาอย่างชัดเจน พึ่งตัวเองได้ภายใน 10 ปี หลุดออกจากความยากจน ลืมตาอ้าปากได้ ไม่พึ่งพารัฐอีกต่อไป ภายใน 20 ปี พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

คนจนมากขนาดนี้ไม่ได้เกิดจากชะตากรรม ไม่ได้เกิดจากฟ้าลิขิต แต่เกิดจากระบบการวางแผนที่ผิดพลาด เพราะฉะนั้นหากทำระบบให้ถูกต้อง คนจนส่วนใหญ่จะฟื้นขึ้นมาได้ กฎหมายไม่เป็นธรรมต้องแก้ไข ไม่ให้คนจนถูกรังแก

Q : นำพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท มาใช้ในการพัฒนาประเทศ

พระราชดำรัสองค์หนึ่งที่นำมาขยายผลสมัยเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ คือ ต้องทำอย่างมีหลักวิชาการ ไม่พึ่งฟ้าพึ่งฝนอย่างเดียว และสมัยอยู่กระทรวงทรัพยากรฯ พระองค์ท่านดำรัสว่า คนต้องมีส่วนร่วม การพยายามเอาคนออกจากป่า ป่าออกจากคน แยกคนจากป่า แยกป่าจากคน ไม่ใช่วิธีการฟื้นฟูป่า ต้องแก้ไขกฎหมายให้ต้นไม้หลายชนิดสามารถมีสิทธิ์ปลูกและขายได้ แก้ไขด้วยคน ปลูกป่า ปลูกต้นไม้ในใจคน


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : พระบารมี คลายวิกฤตการเมือง รัชกาลที่ 9 ดั่งหยาดน้ำทิพย์ชโลมใจคน

view