http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

Games

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก
Gold charts on InfoMine.com

อัตราเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินและการลงทุนในปี 2018

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ทีมจัดการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

ในปี 2018 ถึงแม้ว่าเรายังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนใตราสารทุน (Equity) มากกว่าตราสารหนี้ (Fixed Income) จากปัจจัยหนุนจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเติบโตในระดับที่น่าพอใจที่ 3.8% ในปี 2018 การฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนที่ทำให้ Earnings ของบริษัทจดทะเบียนยังคงอยู่ในช่วงของการขยายตัว อีกทั้งนโยบายการเงินที่อัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้เราเชื่อว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุนมีแนวโน้มที่จะดีกว่าตราสารหนี้อยู่มาก 

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ภาพความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในปี 2018 อาจจะไม่เหมือน 2 ปีที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาขึ้นมาตลอด จากสภาพคล่องที่ล้นมาจากการทำ QE ของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก แต่ในปี 2018 เรามองว่าในช่วงครึ่งแรกของปีปัจจัยบวกต่างๆ ในปีที่แล้วจะยังคงเอื้อต่อการลงทุนในตลาดหุ้น แต่ในช่วงครึ่งปีหลังเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของนโยบายทางการเงินที่จะเริ่มตึงตัวขึ้นทีละน้อย ผ่านทั้งจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการลดขนาดงบดุลของสหรัฐฯ การปรับลดขนาดการทำ QE (QE Tapering) ของยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นที่สูงขึ้น 

ทั้งนี้ นโยบายทางการเงินที่จะตึงตัวขึ้นในปี 2018 จะเกิดมากหรือน้อยกว่าคาด ปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดคือ อัตราเงินเฟ้อ โดยในปี 2018 เรามองว่าอัตราเงินเฟ้อที่จะปรับสูงขึ้นจะมาจากสองส่วนด้วยกัน คือ ค่าจ้างแรงงานที่จะปรับสูงขึ้น จากที่ตลาดแรงงานในหลายประเทศเริ่มตึงตัว Unemployment Rate อยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่อาจจะปรับขึ้นได้จากอุปสงค์ที่มากขึ้นด้วยเหตุสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ผลของการปรับสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อจะทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้เร็วและแรงมากขึ้น

ผลกระทบจากการปรับดอกเบี้ยที่แรงและเร็วกว่าคาด จะมีผลทำให้ 1) อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับสูงขึ้น ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ และตราสารทุน 2) ต้นทุนทางการเงินของบริษัทจะปรับสูงขึ้น ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้อัตรากำไร (Profit Margin) ของบริษัทลดลงและจะเป็นแรงกดดันต่อผลกำไรของบริษัท 3. PER Valuation จะถูกปรับลดลง (De-rate) จาก Earnings Growth ที่ชะลอลง นอกจากนี้ การลดขนาดงบดุลของสหรัฐฯ ซึ่งได้เริ่มทำไปแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 และมีแผนที่จะทำการปรับลดเพิ่มขึ้นในปี 2018 อีกทั้งการทำ QE Tapering ของยุโรปและญี่ปุ่น จะทำให้สภาพคล่องส่วนเกินนั้นลดลง 

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ข้อความจากการประชุม Fed ครั้งล่าสุดในวันที่ 12-13 ธ.ค. 2017 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงให้ความเห็นว่า ถึงแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวดีกว่าคาดการณ์เดิมในปี 2018 โดยมีการ Revise up GDP (g) ขึ้นมาจาก 2.1% ในคาดการณ์ครั้งที่แล้วมาที่ 2.5% จากการรวมผลกระทบเชิงบวกจากการทำ Tax Reform ของประธานาธิบดี Donald Trump เข้ามา อีกทั้งคาดการณ์ว่า Unemployment Rate จะปรับลดลงมาที่ระดับ 3.9% ในปี 2018 จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 4.1% ซึ่งจะทำให้อัตราค่าจ้างแรงงานปรับสูงขึ้น แต่กระนั้น Fed ยังคง Target Inflation ที่ให้ไว้ในการประชุมครั้งที่แล้วที่ 1.9% 

ด้วยการคาดการณ์ดังกล่าวข้างต้น Fed จึงยังคงทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามแผนเดิม คือจะปรับขึ้น 3 ครั้งในปี 2018 มาที่ 2.25% ณ สิ้นปี 2018 และอีก 2 ครั้งในปี 2019 ซึ่งหากเป็นไปตามนี้จะเหมือนกับที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพการลงทุนที่เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนใน Equity มากกว่า Fixed Income ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นแรงกว่าที่ Fed คาดไว้ อาจจะทำให้ Fed จำเป็นต้องขึ้น Fed Fund Rate เกินกว่า 3 ครั้ง และจะทำให้ธนาคารหลายๆ ประเทศจะต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิด Correction ในตลาดหุ้นได้ ซึ่งเราคาดว่าหากจะเกิดขึ้นอาจจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่สภาพคล่องส่วนเกินจากการทำ QE จะลดลงจากการทำ QE tapering ของยุโรปและญี่ปุ่น และการลดขนาดงบดุลของสหรัฐฯ


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : อัตราเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลง นโยบายทางการเงินและการลงทุน ปี 2018

view

*

view