หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 19/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,998,413
Page Views 23,560,777
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

ศาลแพ่งยกฟ้องพร้อมพงศ์กล่าวหานายกฯ-สุเทพสั่งปิดพีทีวี

จาก โพสต์ทูเดย์

ศาลแพ่งยกฟ้องเพื่อไทยคดีกล่าวหารัฐออกพรก.ฉุกเฉิน-ปิดพีทีวีชี้ นายกฯมีอำนาจตามกม.

เมื่อเวลา 16.00 น. ศาลแพ่งมีคำสั่งยกฟ้องคดีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี ( ครม.)  , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1 – 3  เรื่องละเมิด ที่ออกคำสั่งตัดสัญญาณสถานีโทรททัศน์พีทีวีชาแนล

ศาล พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ( ครม.) ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตท้อง ที่ได้ตามความจำเป็นในสถานการณ์ ซึ่งในมาตรา 4 ให้ความหมายของ“สถานการณ์ฉุกเฉิน”ว่าสถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความ สงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรืออาจทำให้ประเทศ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรือการสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนรวมหรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสีย หายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง

ดังนั้นการที่ ครม.จำเลยที่1ให้การเห็นชอบแก่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 7 เม.ย.53 ย่อมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามบท บัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ  ศาลไม่อาจก้าวล่วงไปพิจารณาหรือทบทวนการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารได้

นอกจากนี้ การที่นายอภิสิทธิ์ นายก ฯจำเลยที่ 2 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ พิเศษ 1/2553  ให้นายสุเทพ รองนายก ฯ จำเลยที่ 3 เป็นผอ. ศอฉ.โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว และคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ พิเศษ 2/2553 ให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จำเลยที่ 2 - 3 ย่อมมีอำนาจตามความใน ม.9 (2) และ (3) แห่ง พ.รก.ดังกล่าว ที่จะใช้มาตรการอันจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม.45 วรรคสี่ ที่ว่าการห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็น ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของ รัฐ

ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษา ยกเลิกคำสั่งของจำเลยที่ 2 – 3 ที่ยุติการแพร่ภาพสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล และมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองสั่งห้ามหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยอ้างว่าเป็น การละเมิดสิทธิรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นจริงตาม รธน.ปี 2550 มาตรา 61นั้นเห็นว่า เจตนารมณ์บทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะได้รับ ข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริโภคตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ไม่ใช่เป็นการรับทราบข้อมูลข่าวสารทั่วไป

โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายหรือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิการกระทำของจำเลยที่ 2 - 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view