หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 13/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,996,436
Page Views 23,557,134
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

อคิน รพีพัฒน์..เจ้าที่ทำตัวเป็นไพร่

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ



คำว่า ชนชั้นในสังคมได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งทางการเมือง เรื่องนี้นักมนุษยวิทยารุ่นบุกเบิกที่เป็นเจ้า แต่ชอบทำตัวเป็นไพร่...มีมุมชวนคิ

แม้จะผ่านช่วงวัย 77 ปีมาไม่นาน แต่นักมนุษยวิทยาคนนี้ ยังห่วงใยสังคม และทำงานเพื่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นที่รู้จักในเครือข่ายชุมชนและนักวิชาการเป็นอย่างดี

ท่านเป็นโอรสในหม่อมเจ้าเพลิงนภดล รพีพัฒน์ (พระโอรสใน พระเจ้าเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และหม่อมอ่อน)กับ หม่อมเจ้าหญิงทรงอัปสร กิติยากร ท่านมีฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้า แต่ชอบทำตัวเป็นไพร่

 ปัจจุบันท่านเป็นประธานมูลนิธิชุมชนไท และที่ปรึกษาด้านชุมชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นนักวิชาการรุ่นแรกๆ ที่ทำวิจัยเชิงคุณภาพ เคยทำงานองค์การพัฒนาเอกชนเกี่ยวกับชุมชนและเอดส์ มีผลงานเขียนมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง "สังคมไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ 2325-2416" หนังสือหนึ่งในร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน

ในช่วงที่ท่านอายุมากขึ้น จึงทำงานชุมชนน้อยลง แต่ยังคงทำงานกับคนยากจนอย่างต่อเนื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช บอกว่า ท่านเป็นนักเล่านิทาน เล่าเรื่องสลัมตรอกใต้ นางเลิ้ง ด้วยการตีความตามความเป็นจริง และไม่ชอบพูดภาษาวิชาการที่ฟังดูยากๆ

หากอยากรู้ว่า ทำไมเป็นเจ้าแล้วชอบทำตัวเป็นไพร่ อาจารย์บอกว่า “ลองไปอ่านที่ผมเขียนในหนังสือ ‘มองสังคมผ่านชีวิตในชุมชน’ แล้วจะเข้าใจผม”

หากมีคนพูด ถึงนักวิชาการที่เป็นเจ้า แต่อยากเป็นไพร่ นั่นหมายถึงอาจารย์ใชไหมคะ

ในยุคหนึ่งกลุ่มชนชั้นสูงก็มองว่าผมเป็นแกะดำ เวลาผมอยู่กับชนชั้นระดับเดียวกัน ผมจะรู้สึกวางตัวไม่ค่อยถูก ผมจะคุยกับคนในสลัมได้ดีกว่านายทุนหรือนักธุรกิจ สมัยหนึ่งผมทำงานกับอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ทำให้ผมเข้าใจคนยากคนจน

สมัยเรียนที่อังกฤษ ผมเรียนวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก ตอนนั้นเสด็จปู่ผมก็เรียนที่นั่น มีทั้งพวกผู้ดีอังกฤษ และนักเรียนทุน ถ้าผมเดินมากับเพื่อนนักเรียนทุน กลุ่มเพื่อนที่เป็นผู้ดีจะไม่ทักผม เพราะในอังกฤษมีความต่างทางชนชั้นสูงมาก

เป็นนัก วิชาการที่เข้าใจคนระดับรากหญ้าเป็นอย่างดี ?

ตอนเด็กๆ ช่วงที่พ่อผมเป็นผู้พิพากษา ผมต้องมาคอยพ่อที่ศาลเพื่อกลับบ้านกับพ่อ ผมชอบเดินไปคุยกับนักโทษที่ถูกคุมขัง ผมสนใจชีวิตคนที่มีปัญหา การที่ผมเป็นนักมนุษยวิทยา ผมต้องทำการค้นคว้าที่ลึกซึ้ง โดยให้สนใจชีวิตคนยากไร้ ตอนผมทำวิจัยปริญญาเอกผมทำเรื่องชุมชน ผมยังจำได้ว่า ตอนเข้าไปทำงานสลัมแถวนางเลิ้งสองปี ตอนนั้นบ้านผมอยู่แถวนั้น พอดึกๆ คนในสลัมก็เดินมาส่งผม พวกเขามีน้ำใจมาก แต่คนในสลัมก็กลัวคนข้างนอก

แล้วอาจารย์ มองเรื่องชนชั้นในสังคมอย่างไรคะ

เรื่องชนชั้นพูดยากครับ แล้วคุณหมายความชนชั้นว่ายังไง ตอนนี้มีการเอาเรื่องชนชั้นมาเป็นเครื่องมือ แต่ชาวบ้านคิดอีกแบบ เพราะมีการบิดทางวาทกรรม ผมคิดว่าคำว่า อำมาตย์ ชาวบ้านไม่รู้จักหรอกครับ จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ชอบข้าราชการ อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ แต่มีคนมาเปลี่ยนใช้คำว่า อำมาตย์ เพราะมุ่งประเด็นที่สูงกว่านั้น แม้กระทั่งนักวิชาการก็ให้ความหมายชนชั้นไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้คิดเรื่องชนชั้น แต่มีคนจับเรื่องชนชั้นขึ้นมา เพราะคนร่ำรวยเป็นที่พึ่งไม่ได้ มักจะเอาเปรียบคนจน

แม้กระทั่งคำว่าชนชั้นในสังคมก็ยังตีความต่างกัน ?

คือเรามีนักวิชาการหรือนักการเมืองที่ฉลาดพยายามปั้นแต่งคำเพื่อประโยชน์ ตัวเอง ความขัดแย้งจริงๆ ในระบบชาวบ้าน ไม่ใช่อำมาตย์กับชาวบ้าน ชาวบ้านขัดกับคนสองพวกคือ ข้าราชการกับนายทุน เวลามีปัญหา ข้าราชการมักไปช่วยนายทุน ชนชั้นที่เกิดขึ้นจริงๆ ผมว่าเป็นชนชั้นนายทุนกับชาวบ้าน

ในทัศนะของ อาจารย์ ชนชั้นเป็นปัญหาหรือไม่ เพราะมีการถกเถียงในสังคมมากในเรื่องนี้

สมัยรัตนโกสินทร์มีไพร่ มีเจ้านาย สมัยนั้นมีการแบ่งแยกระหว่างขุนนางกับพระเจ้าแผ่นดิน โดยระบบสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปค้านอำนาจเพื่อไม่ให้ขุนนางที่มีอำนาจกด ขี่ขูดรีดไพร่ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพของประชาชน เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ได้เข้าข้างขุนนาง

แต่พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่พวกเจ้านายก็ยังคุมขุนนางอยู่ จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ขุนนางเริ่มมีอำนาจมากและระบบสถาบันกษัตริย์จะค้านอำนาจพวกอำมาตย์หรือข้า ราชการเหมือนสมัยโบราณไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไร ระบบอุปถัมภ์ก็ยังคงอยู่ในสังคม

คำว่า ชนชั้นในสังคมไทย กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ?

ถ้าชนชั้นหมายถึงคนที่มีฐานะไล่เลี่ยกัน มีความเป็นอยู่คล้ายๆ กัน มีความคิดเห็นร่วมกันว่าเป็นพวกเดียวกัน ส่วนระบบอุปถัมภ์ มีผู้อุปถัมภ์ ผู้เป็นนาย และผู้รับการอุปถัมภ์ รูปแบบนี้เรียกว่าความสัมพันธ์แนวตั้ง แต่ความสัมพันธ์ชนชั้นเป็นความสัมพันธ์แนวราบ

ถ้าเราเป็นสังคมแบบอุปถัมภ์จริงๆ ก็จะไม่มีชนชั้น ถ้าความสัมพันธ์แนวราบมีมาก และความสัมพันธ์แนวตั้งมีน้อย ถึงจะมีชนชั้น เมืองไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่เป็นระบบอุปถัมภ์มาสู่สังคม อีกแบบ เราพบว่า คนที่มีความสัมพันธ์ที่เป็นระดับเดียวกันจะมารวมตัวกันมากขึ้นและต่อต้านคน อีกชั้น ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกแบบนี้มากขึ้น ทั้งๆ ที่สมัยก่อนสังคมไทยไม่มีชนชั้น เพราะเป็นสังคมแนวตั้งมากกว่า แต่ตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน

เป็นช่วงที่ สังคมกำลังเปลี่ยนแปลง ?

ในกรุงเทพฯ มีชนชั้นกลางและพวกทุนนิยมจำนวนมาก คนกรุงเทพฯ มีระบบอุปถัมภ์น้อยกว่า พวกเขาเลือกผู้แทนเพื่อเป็นตัวแทน แต่คนต่างจังหวัดบางแห่ง ไม่ได้เลือกผู้แทน แต่เลือกผู้อุปถัมภ์

จะเรียกว่า สังคมไทยมีการจัดลำดับชนชั้นด้วยอำนาจและเงินจะได้ไหม ?

เมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้ ผมจะเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่ง จะได้ไม่พูดเชิงนามธรรมอย่างเดียว เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ผมทำงานที่กองคดีศาลแขวง มีเศรษฐีคนหนึ่งมาหาหัวหน้ากอง เขาเดินเข้ามาในห้องที่มีตำรวจ ตำรวจพวกหนึ่งยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อีกพวกถอยหลังมา แล้วบอกว่า “จะไหว้มันดีไหม เพราะมันรวยมหาศาล แต่เลวระยำ” สมัยก่อนเรายังจัดลำดับคนด้วยคุณธรรม แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยน คนเห็นเงินสำคัญมากขึ้น

ระบบ อุปถัมภ์ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไรคะ

ระบบอุปถัมภ์สมัยโบราณยังใช้ได้ คนร่ำรวยมีฐานะไม่รู้จะเอาเงินไปใช้ทำอะไร ก็แจกจ่ายแบ่งปันให้คนอื่น และค้ำจุนพุทธศาสนา สมัยก่อนเราวัดคนคุณภาพด้วยความดี และธรรมะ เวลาเลือกคนมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ต้องเลือกคนที่มีคุณธรรม เคยบวชเป็นพระ แต่ตอนหลังเลือกคนมีเงิน จากฐานที่เคยยึดว่าต้องเป็นคนที่มีคุณความดีเปลี่ยนมาเป็นคนมีเงิน เพราะสมัยนี้ระบบทุนนิยมเข้ามาครอบงำ สะสมเพื่อตัวเอง ใช้เงินซื้ออุปกรณ์เพื่อความสุขทุกอย่าง

หลายคนคิด ว่า เรากำลังสู้กับชนชั้นที่ไม่เป็นธรรมในสังคม ?

ผมไม่รู้ว่า พวกที่ออกจากป่าคิดยังไง มีหลายคนเคียดแค้นสถาบัน คิดว่า สถาบันมีส่วนเกี่ยวข้อง มีความแค้นอยู่ในใจ มีความคิดจะต่อสู้ ผมคิดว่า ถ้าเมืองไทยไม่มีสถาบันกษัตริย์จะลำบากมาก คนไทยจะฆ่ากันมากขึ้น เมื่อก่อนสยามประเทศจะมีหลายเผ่าพันธุ์ แต่มาอยู่ร่วมกันเพราะสวามิภักดิ์ต่อสถาบันเดียวกัน

จำได้ว่า หลังสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พวกอเมริกันพยายามมากในการดึงให้คนไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมอยู่ต่างประเทศนานจนมองเห็นความบกพร่องของสังคมตะวันตก ถ้าคุณไปเรียนเมืองนอกนานๆ สิบหรือยี่สิบปี เมื่อคุณกลับมาอยู่เมืองไทย คุณจะเรียนรู้สังคมไทยมากขึ้น แต่ถ้าไปแบบที่อเมริกันพยายามทำ คือไปเรียน 2 -3 ปี ก็เหมือนถูกล้างสมอง จะเห็นอเมริกาวิเศษ จะไม่พยายามเข้าใจคนไทย

แล้วสังคม ไทยมีจุดร่วมตรงไหนคะ

สมัยก่อนจุดร่วมของคนไทยคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ตอนนี้มีคนนำเรื่องสถาบันกษัตริย์มาเล่น ซึ่งในประวัติศาสตร์ไม่เคยปรากฏ สืบเนื่องมาจากความคิดระบบสังคมนิยมหรืออิทธิพลความคิดจากตะวันตก แต่ผมให้ข้อสังเกตว่า สถาบันกษัตริย์ของไทยไม่เหมือนต่างชาติ ซึ่งเรื่องพวกนี้ ผมคิดว่าไม่ได้อยู่ในความคิดของคนรากหญ้า แต่เป็นเรื่องชนชั้นกลาง

ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เมืองไทยก็ไม่ต่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แถบนั้นคนฆ่ากันตายเยอะ ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา ลึกๆ แล้วคนไทยต้องการความสงบและเลื่อมใสพุทธศาสนา แต่องค์กรพุทธศาสนาก็ตกอยู่ในบ่วงทุนนิยม

จะเรียกว่า ผิดพลาดตั้งแต่การเลือกผู้แทนของประชาชนได้ไหมคะ

คนไทยคิดแต่จะเลือกคนมาเป็นที่พึ่ง ผมเคยไปศึกษากลุ่มเกษตรกรที่ปากช่องเจ็ดกลุ่ม ผมเคยออกแบบสอบ แล้วถามว่า การเลือกประธานกรรมการต้องเป็นคนแบบไหน ทุกคนตอบว่า เลือกคนซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ผมก็ไปศึกษาประวัติคนที่พวกเขาเลือกมาปรากฏว่า ไม่มีคนซื่อสัตย์เลย มีแต่คนรวย มีเส้น มีสาย

เรื่องนี้ผมมีคำอธิบายคือ ผมไม่ได้เรียกคนเหล่านั้นว่า คนโกหก พวกเขาตอบแบบสอบถามตามแบบอุดมคติ ไม่ได้ตอบตามความจริง ผมกลับไปถามพวกเขา พวกเขาหัวเราะแล้วบอกว่า ต้องเลือกคนที่เราพึ่งได้ คนรวยๆ นี่แหละ แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านเลือกคนพวกนี้ ก็ต้องมานั่งยองๆ ยกมือไหว้

แล้วจะแก้ไข อย่างไรคะ

ต้องทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองให้ได้ ในความคิดของผม ถูกหรือผิดผมไม่ทราบ ประชาชนในภาคเหนือ อีสานและภาคใต้ไม่เหมือนกัน คนภาคใต้เป็นนักสู้ เวลาข้าราชการกดขี่ข่มเหง พวกเขาจะสู้เลย แต่คนภาคอีสานจะเป็นคนสุภาพ ซื่อสัตย์ กตัญญู ความคิดในการพึ่งคนอื่นมีมากกว่า จะเคารพคนมีสูงศักดิ์ และเคารพข้าราชการมาก พวกเขาจึงเสียใจมากที่ถูกดูถูกว่า โง่ จน เจ็บ ทำให้รู้สึกผิดหวังกับระบบ

กลุ่มเครือ ข่ายที่มูลนิธิชุมชนไททำงานด้วย มีทางออกกับปัญหาให้คนรากหญ้าอย่างไรคะ

เราจะรวมกลุ่มคนทำงานเพื่อชุมชน และได้พบกับนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยมีนักวิชาการอาวุโส นักธุรกิจเพื่อสังคม ผู้แทนเครือข่ายชุมชน นักพัฒนา เพราะนักการเมืองมุ่งที่จะต่อสู้กันเอง เพื่ออำนาจและกลุ่มตัวเอง น่าจะมามุ่งเพื่อปฏิรูปสังคมและการเมือง อยากให้นายกรัฐมนตรีปฏิรูปประเทศไทยจริงจัง เราจะจัดให้มีการพูดคุยกับชาวบ้านว่าปัญหาคืออะไร ชาวบ้านจะเป็นฝ่ายไหนผมไม่รู้ แต่พวกเขาเดือดร้อน เราต้องดึงจากปัญหาการเมืองมาสู่การแก้ปัญหาสังคม พวกชุมชนหรือเครือข่ายก็จะคุยกันเรื่องการสร้างสังคมใหม่ที่น่าอยู่ ชาวบ้านหลายแห่งก็คุยกันเรื่องนี้ อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก

แต่พอมาเถียงกันว่ายุบสภาหรือไม่ยุบสภา ผมว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบ เพราะแต่ละฝ่ายไม่มีเหตุผล ต้องแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน แล้วใครล่ะจะแก้ปัญหานี้  ผมอยากให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง คนกลุ่มนี้ต้องมีพลัง ..


รู้คนคนรู้

จาก โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2553 เวลา 06:00 น.

พึงรู้ว่า ม.ร.ว.อคิน ระพีพัฒน์ กับ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งมีชื่ออยู่ในขบวนการปฏิรูปประเทศไทยนั้นเป็นญาติกัน

“พ่อ” ม.ร.ว.อคิน คือ ม.จ.เพลิงนภดล ระพีพัฒน์ “แม่” คือ ม.จ.ทรงอัปสร กิติยากร

ม.จ.เพลิงนภดล เป็นพระโอรสของ กรมหลวงราชบุรีฯ พระบิดานักกฎหมายไทย

กรมหลวงราชบุรีฯ มีพระโอรสและพระธิดา 4 พระองค์ คือ ม.จ.เพลิงนภดล ม.จ.วิพันธุ์ไพโรจน์ ม.จ.ดวงทิพโชติแจ้งหล้า ม.จ.ทิตยาทรงกลด

ม.จ.ทิตยาทรงกลด สมรสกับ ม.จ.คัสตาวัส จักรพันธุ์ มีธิดาคือ ม.ร.ว.สดศรี ภริยาของ อานันท์ ปันยารชุน

พูดง่ายๆ พ่ออาจารย์อคินเป็นลุงของภริยาคุณอานันท์ ฝ่ายท่านแม่อาจารย์อคินคือ ม.จ.ทรงอัปสรนั้นเป็นน้องของ ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร

อาจารย์อคินเป็นม.ร.ว.ที่รู้เรื่องคนจนดีที่สุด เพราะทำวิจัยและคนค้ากับคนจนในสลัม

เป็นคนรู้เรื่องคนจนแบบไม่แอ๊บไพร่ อิๆ


ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ จาก 'ดงเจ้า' เข้าสู่ 'ดงการเมือง' อำนาจ-เงิน-ฟ้าและภาระหัวรถจักรประเทศไทย

จากประชาชาติธุรกิจ


สัมภาษณ์พิเศษ



1 ใน 20 อรหันต์ เข้าประจำการในบ้านพิษณุโลก เพื่อปฏิรูปประเทศไทย

หลายคนมีสีเสื้อติดตัว-ตีตรา กากบาท แสดงตัวตนว่ามาจากสังกัด "ขั้ว" การเมืองฝ่ายไหน

บางคนเป็นปัญญาชนฝ่ายซ้าย

บางรายเป็นข้าราชการฝ่ายขวา

บางคนก้าวหน้า นั่งเผชิญหน้าสภาวะฝ่ายอนุรักษนิยม

บางคนมาจากชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง

ภารกิจ หัวรถจักร ขับเคลื่อนประเทศไทย ออกจากรถไฟขบวนแดง-เหลือง จึงเป็นส่วนหนึ่งของพันธะของชีวิตวัย 77 ของ "ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์" ที่แทบทั้งชีวิต ผูกติดอยู่กับชุมชน-สลัมและคนจน

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับ "ม.ร.ว.อคิน" ที่ปรากฏตัวท่ามกลางปัญญาชน-สามัญชน และทายาทอำมาตย์ แห่งบ้านพิษณุโลก

- เดิมทำงานกับภาคประชาสังคม นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่ทำงาน ขับเคลื่อนสังคมในฝ่ายรัฐบาล

การ เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ความจริงอันนี้ก็ไม่ใช่รัฐบาลนะ ต้องแยกออกจากรัฐบาล ที่มาทำเพราะผมทำงานกับชาวบ้านมาเยอะแล้ว ตั้งแต่สมัยอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ แล้วก็ทำงานสลัมเรื่อยมา ผมถือว่าคราวนี้เป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือ หลังจากที่เรียนรู้เกี่ยวกับคนยากจน เมื่อก่อนก็ช่วยอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่เขียนไปว่าไป ตอนนี้คิดว่าน่าจะมีช่องทางช่วยได้จริง ๆ ความจริงก็แก่แล้วน่าจะหยุดได้สักที

- คณะปฏิรูปประเทศไทยมีความคาดหวังว่าจะได้นำไปสู่การปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน

เรา คงจะมีมาตรการอะไรออกมาใน ไม่ช้า ผมหวังว่าอย่างนั้น ในเมืองไทยมี 2 อย่าง นักวิชาการที่อยากจะปฏิรูปแบบรื้อโครงสร้างทำโครงสร้างใหม่ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ แล้วผมพยายามผลักดันมาก ผมคิดว่าปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านมีความทุกข์ควรจะแก้เดี๋ยวนี้ ควรจะจัดการโดยเร็ว ทางคณะกรรมการเข้าใจ เราได้พูดถึงเรื่องมาตรการเร่งด่วน มาตรการปานกลาง และระยะยาว เป็น 3 ระยะ

- ระหว่างนี้ไปถึง 3 ปี จะมีมาตรการอะไรออกมาต่อเนื่อง

ใช่ ผมคิดว่าอย่างนั้น บางมาตรการควรจะเริ่มภายในไม่กี่เดือนก่อนสิ้นปี เป็นมาตรการเร่งด่วนที่พอจะทำได้ มาตรการเร่งด่วนหมายความว่า เป็นมาตรการที่จะช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่เวลานี้ ยกตัวอย่างเรื่องที่ดินมีเยอะมากไปประกาศเป็นอุทยาน ไปทับชุมชนที่เขาอยู่แล้วก็มีการจับกุม เอาไปติดคุกก็มี แล้วที่ยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นที่ของชุมชนหรือเป็นที่ของประกาศอุทยานไปทับที่ ของชุมชนเก่าหรือเปล่า ต้องช่วยคนที่ลำบาก ผมคิดว่ามันก็ไม่น่าจะยาก

- มาตรการเกี่ยวกับที่ดินของคนที่มีปัญหากับรัฐน่าจะทำได้ภายในสิ้นปีนี้

ช่วย คนที่ต้องติดคุก หรือคนที่ถูกจับ และมาตรการที่น่าจะทำได้ คือการหยุดยั้งการกระทำ เช่น ขอว่าอย่าไปจับเขาในกรณีเช่นนี้ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าที่ดินเป็นของใคร แล้วก็อาจจะหยุดยั้งการประกาศที่ดินเป็นเขตหวงห้าม ต้องให้เขาหยุดยั้งไว้ก่อน

- เวลานี้คณะกรรมการมีข้อมูลทั่วประเทศแล้วหรือยัง

ทาง เรามีข้อมูล เพราะมีประชุม ประเด็น พวกนี้เป็นของที่ชาวบ้านร้องขอมาเยอะมาก เพราะเขาประกาศอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่อุทยาน...มันไม่ใช่อุทยานอย่างเดียว กรมเจ้าท่าก็ประกาศที่ดินอันหนึ่ง รัฐก็ประกาศที่ดินอันหนึ่ง แล้วบางทีก็เอาไปจากชาวบ้าน ไปให้พวกนายทุน ทำรีสอร์ต เราก็ต้องให้ยับยั้งการประกาศพวกนี้

ทางภาคใต้ มีที่ดินที่ชาวบ้านเขาอยู่มาก่อนแล้ว พอสึนามิ ชาวบ้านก็หลบไป พอกลับมาอีกที กลายเป็นที่มีโฉนดไป แล้วของนักการเมืองก็เยอะ

- กรรมการปฏิรูปเข้าไปจัดการ ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน แบบนี้ก็ขัดผลประโยชน์นักการเมือง

ก็ต้องคุยกัน เพราะผมยังไม่รู้มาตรการเราจะทำอย่างไร แต่ผมคิดว่าถ้าจะประกาศให้เขาหยุด ก็คงต้องคุยกับเขาด้วย

คือ ตอนนี้ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะราบรื่นขนาดไหน จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็ทำให้คนรู้สึกว่าอยากจะร่วมมือ ชักชวนให้ร่วมมือแก้ไขปัญหา ไม่ให้บ้านเมืองวิกฤต

- การจัดการที่ดินของรัฐถ้าไม่เร่งทำแล้ว ประเทศจะลุกเป็นไฟ

ใช่ คือปัญหาเรื่องที่ดิน ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ไม่หยุดยั้ง คนที่ไม่พอใจจะมีมาก ๆ

- งานชุมชน-สลัมที่อาจารย์ออกแบบไว้สะสมมา 30-40 ปี จะมาผลักดันผ่านการปฏิรูปคราวเดียวหรือเปล่า

ผม คิดว่าคณะกรรมการปฏิรูปมีของที่จะทำสำเร็จภายใน 3 ปี และมีของเยอะที่จะไม่ทำสำเร็จภายใน 3 ปี หน้าที่อย่างหนึ่งคือต้องสร้างองค์กรอะไรสักอย่างของประชาชนที่จะทำหน้าที่ แทนเรา สภาประชาชนประกอบด้วยกลุ่มเครือข่ายชุมชน กลุ่ม เอ็นจีโอ และตั้งแต่ระดับล่าง ทำคู่ขนานกับองค์กรของรัฐอย่าง อบต. และรัฐบาล

- คณะกรรมการปฏิรูปส่วนใหญ่มีความคิดคล้าย ๆ กันหรือเปล่า

ใน คณะกรรมการปฏิรูปมีคนที่มีความคิดแตกต่างกันเยอะแยะ คุณคิดดู อาจารย์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ตรงกันข้ามกันนะ ผมคิดว่าไม่เลว ถ้าในใจผมประเมินดู ผมว่าประธานของเราเก่งมาก ท่านอานันท์เก่งมาก สามารถที่จะตะล่อมคนที่หลายความคิดเข้ามาสรุป

- ข้อเสนอของคณะปฏิรูปต้องใช้ความกล้าหาญ คิดว่าจะผลักดันไหวไหม

ผม ว่าเราผลักไม่ไหว แต่ถ้าเราร่วมกับประชาชนอาจจะไหว ต้องไปด้วยกัน ทางเราต้องพยายามให้อำนาจประชาชน เราเสนออะไรที่ประชาชนอยากได้ ก็หวังว่าประชาชนจะสนับสนุน

- ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้าจะได้รับการตอบสนองจากคณะกรรมการปฏิรูป แค่ไหน

เรามีเวทีก็มีทั้งเหลืองทั้งแดง ต้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ

- คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ตอบสนองรัฐบาลฝ่ายเดียว

ไม่ได้ตอบสนองรัฐบาลฝ่ายเดียว ความจริงเราตอบสนองประชาชนมากกว่า

- 3 ปีดูยาวนานเกินไปไหมสำหรับการแก้ปัญหา

ไม่ เพราะเราทำอะไรด่วนก็ทำก่อน แต่มีอะไรที่เลย 3 ปีไปอีกกว่าจะทำได้ กว่ากฎหมายจะออก แล้วถ้าเผื่อบางอย่างนักการเมืองไม่ชอบ ยิ่งนานไปใหญ่ ยิ่งไปกันใหญ่

- ข้อเสนอมีแนวโน้มจะถูกค้านจากฝ่ายการเมือง

นักการ เมืองยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเยอะ ครอบครองที่ดินเยอะ ผมก็ไม่รู้จะเป็นยังไง สุดแท้แต่ว่าเราจะสามารถทำให้เขาเห็นแก่บ้านเมืองได้ขนาดไหน

- หัวรถจักรขับเคลื่อนประเทศไทยทั้งหมด 4 หัว ทั้งรัฐบาล มีคณะกรรมการปฏิรูป สมัชชาปฏิรูป กรรมการแก้รัฐธรรมนูญ กรรมการปรองดอง จะผนวกหัวที่ 5 ของคุณทักษิณและเพื่อไทยด้วยหรือเปล่า

ทั้ง 4 หัวก็ต้องร่วมมือประสานกัน มาก ๆ เพราะมีหลายเรื่อง ส่วนปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านมันมีมานานแล้ว แต่พรรคการเมืองที่เข้ามาเอาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ดึงความเดือดร้อนนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเอง ปัญหาอยู่ที่นักการเมือง มันเป็นเรื่องการเมืองจริง ๆ

- 4 หัวขบวนของฝ่ายรัฐเปิดช่องให้นักการเมืองอีกฝ่ายด้วยหรือไม่

ผม ไม่รู้นักการเมืองฝ่ายไหนเป็นยังไง อย่างคณะกรรมการนี้ก็เป็นอิสระจากกรรมการมากพอสมควร อย่างข้อเสนอให้เลิก พ.ร.ก. อันนั้นก็ชัดว่าเราไม่ได้เป็นพวกเดียวกับรัฐบาล แล้วเราก็ไม่ใช่พวกเดียวกับคุณทักษิณ ทีนี้ใครที่พอจะเป็นกลาง ๆ ที่จะดึงทั้ง 2 ฝ่าย เรามีความตั้งใจจะสร้างให้ประชาชนมีพลัง หวังว่าคนกลาง ๆ ที่มีอยู่ทั้ง 2 ข้างจะเข้ามาหาเรา เห็นว่าเราพยายามทำให้เขา

- ปัญหาที่ผ่านมามีการพูดเรื่องชนชั้นเป็นอุปสรรค อาจารย์มองอย่างไร

(ถอน หายใจ) ก็เถียงกันอยู่ว่าประเทศไทยมีชนชั้นหรือเปล่า ถ้าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์มาก ๆ เป็นความสัมพันธ์ แนวดิ่ง ชนชั้นซึ่งเป็นความสัมพันธ์แนวราบก็จะไม่มี นี่เป็นหลักการที่ผมกับอาจารย์นิธิเถียงกันมานมเน อาจารย์นิธิบอกว่าเมืองไทยไม่มีระบบอุปถัมภ์ เพราะเปลี่ยนไปมากจนไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นคนกลุ่มหนึ่งคิดว่าเมืองไทยมีชนชั้น อีกกลุ่มคิดว่าไม่มี แต่เป็นระบบอุปถัมภ์

- ผู้ชุมนุมที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลได้หยิบยกเรื่องชนชั้นผู้เสียเปรียบกับได้เปรียบ

ใช่ ก็มีคนเถียงเขาอยู่ว่ามีชนชั้นผู้เสียเปรียบและชนชั้นผู้ได้เปรียบ เขาใช้คำว่าอำมาตย์ใช่ไหม แต่อำมาตย์มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น แสดงว่าเขามองเห็นว่าเมืองไทยมีลักษณะ ฟิวดัล (feudalism) แล้วเปลี่ยนมา แล้วชนชั้นอำมาตย์นี้คือชนชั้น ฟิวดัล อันนี้เขาไปแรงนะ อันนี้แรง เพราะจะไปเกี่ยวข้องกับสถาบัน ใช่ไหม คล้าย ๆ กับชนชั้นอำมาตย์ก็คือข้าราชการมาเชื่อมกับพวกนายทุน ใช่ไหม เป็นชนชั้นหนึ่งที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

- เป็นการสร้างวาทกรรมอำมาตย์ และชนชั้นผู้ได้เปรียบ

สมัย นี้มันมีปัญหา ผมเป็นพวกหัวโบราณ คิดไม่เหมือนพวกสมัยใหม่ คือ สมัยนี้เขาคิดว่า สื่อมีอำนาจมาก ก็มีความคิดอย่างฟูโก (มิเชล ฟูโก Michel Foucault) มาพูดเรื่องนี้แล้วมีอิทธิพลมาก คือคนเราสามารถใช้สื่อทำให้คนเชื่อ ตั้งมาเป็นวาทกรรม ทำให้คนเชื่อ

- หัวใจที่ทำให้วาทกรรมคำว่าอำมาตย์ดำรงอยู่ได้ เพราะมีชุดความจริงสนับสนุนอยู่หรือเปล่า

มี ก็มีอยู่เหมือนกัน ตั้งแต่ผมทำงานมาในชนบท พ.ศ. 2511-12 ไล่มาเรื่อย ผมมีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เคยพบเห็นในชนบท คือชาวบ้านเขาไม่ชอบข้าราชการ เขาไม่ชอบด้วยความรู้สึก 2 อย่าง บางทีเขาก็หัวเราะ บางทีเขาก็โกรธ คือเขาไม่ชอบ ว่ามาเอาเปรียบเขา อย่างการขุดคลองชลประทาน มาวัดมาบอกว่าจะให้เงินค่าที่ดินที่เอามาทำคลอง แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้เงิน เมื่อนำมาพูดเปรียบเทียบ ทำให้ชาวบ้านก็รู้สึกว่ามันมีความจริงอยู่

- ช่วงชีวิตของอาจารย์ มองเห็นพัฒนาการคำว่าอำมาตย์ และคนที่มีเชื้อเจ้า ในขณะนี้ถือว่าถูกท้าทายที่สุดหรือเปล่า

ที่ สุดหรือไม่ที่สุด ผมไม่รู้ รู้แต่ว่ามีการท้าทาย เป็นการสร้างวาทกรรม บางอย่างก็เอามารวมกัน แต่ไม่รู้มันจะเวิร์กขนาดไหน เพราะในอีกด้านหนึ่งคือคนไทยยังมีความจงรักภักดี และอีกอย่างคือการปฏิบัติองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

- ทำไมจู่ ๆ คนถึงลุกขึ้นมาท้าทาย

ผม คิดว่ามันคุกรุ่นมานาน ความจริงมันเป็นเรื่องตลกที่การท้าทายสถาบัน แต่อาจจะไม่ได้ทำโดยชาวบ้าน แต่คนที่ท้าทายสถาบัน... ซึ่งความจริงสถาบันถูกท้าทายมาหลายหนแล้ว โดยมากจะเป็นผู้มีอำนาจมาก เช่น เมื่อก่อนทหารมีอำนาจมาก ก็มีการท้าทาย สมัยจอมพลแปลก ก็มีการท้าทายพอสมควร อันนั้นก็เป็นสาเหตุอันหนึ่ง ที่จอมพลสฤษดิ์ลุกขึ้นมา...อ้างอย่างงั้น จอมพลสฤษดิ์ก็อ้างอย่างนั้น

ทุกครั้งที่มีคนที่มีอำนาจมากก็จะท้าทาย สถาบัน เพราะการใช้อำนาจของเขาก็จะติดขัดอยู่ที่สถาบัน ใช่หรือเปล่า เขาใช้อำนาจไม่ได้เต็มที่เพราะติดขัดที่สถาบัน ทีนี้มาถึงสมัยนี้ คนที่มีอำนาจมากคือใคร ก็คือคนที่มีเงินมาก คนที่มีเงินมาก เขาก็ต้องการที่จะ....สถาบันก็กลายมาเป็นอุปสรรคของเขา

ถ้าเขามี เงินมาก เขาก็คิดว่าสามารถที่จะใช้เงินเอามาพัฒนาการใช้อำนาจ เพราะสมัยนี้อำนาจอยู่ที่เงิน แต่เมื่อก่อนอำนาจอาจจะอยู่ที่อื่น ครั้งหนึ่งอาจจะอยู่ที่คุณทำความดีอะไรต่าง ๆ นานา แต่เดี๋ยวนี้อำนาจไม่ได้อยู่ที่คุณธรรมความดี แต่มาใส่ในเงินตรา ถ้าคุณมีเงินคุณก็มีอำนาจ อันนี้คือการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้น

- อาจารย์มองว่าคนที่ท้าทายไม่ใช่ชาวบ้าน

แต่เขารวมชาวบ้านที่มีปัญหา ที่มีความทุกข์ยากมาเป็นพวกได้

- อำนาจเงินกับชาวบ้านมาผนวกกันทำให้มีพลังต่อรองหรือไม่

ใช่ เขาใช้เงิน เอาชาวบ้านมาเป็นพวกได้ ก็แปลกนะ ความจริงเขาก็ใช้ระบบอุปถัมภ์ แต่ว่ามันเปลี่ยนจากฐานเก่าสมัยเก่าอยู่ที่สถาบันและสถาบันอยู่ที่คุณธรรม แต่เดี๋ยวนี้ฐานมันอยู่ที่เงิน

- คนในสังคมเอาปัญหาที่สะสมมาฝากความคาดหวังไว้ในคณะกรรมการปฏิรูป

ใช่ ๆ ความจริงคนก็หวังเยอะนะ เขาคาดหวังกันมาก แต่ผมไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร

 


 

สืบสาแหรก 'คุณชาย' ขวัญใจชาวดิน สายพระโลหิตแห่งรัชกาลที่ 4 และ 5

 จากประชาชาติธุรกิจ


คอลัมน์ มนุษย์การเมือง

โดย อิศรินทร์ หนูเมือง isuans@yahoo.com



เชื้อ สายของ "ม.ร.ว.อคิน" ฝ่าย "สมเด็จปู่-พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์" นั้น สืบสาแหรกสายตรงมาจาก สมเด็จพระ ปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาตลับ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ต้นราชสกุล "รพีพัฒน์"

ส่วนสายของ "ท่านย่า-หม่อมอ่อน รพีพัฒน์ ณ อยุธยา" นั้น เป็นธิดาใน หม่อมราชวงศ์สำอาง เสนีวงศ์ กับ พระยาสุพรรณพิจิตร

ส่วน เชื้อสายฝ่าย "สมเด็จตา-พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ" นั้นก็สืบสาแหรกมาจากสายเดียวกันคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาอ่วม ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 12 ต้นราชสกุล "กิติยากร"

เชื้อสายแห่ง ตระกูล "ท่านยาย-หม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน เทวกุล" นั้น เป็น พระธิดาที่สืบสายพระโลหิตมาจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ต้นราชสกุล "เทวกุล" กับหม่อมใหญ่ เทวกุล (สุจริตกุล)

ตัวตนของ "ท่านพ่อ-หม่อมเจ้าเพลิงนภดล รพีพัฒน์" ของ "ม.ร.ว.อคิน" จึงสืบเชื้อสายมาจาก ร. 5 ทั้งจากฝ่าย "ปู่-ย่า-ตา"

ส่วน ฝ่าย "ท่านแม่-หม่อมเจ้าหญิงทรงอัปษร รพีพัฒน์ (กิติยากร)" และฝ่าย "ท่านยาย" นั้นสืบเชื้อสายมาจาก ร. 4 กับสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทร มาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม)

ความเป็น "ม.ร.ว.อคิน" จึงมีทั้งสาย พระโลหิตแห่งราชสกุล "รพีพัฒน์-กิติยากร และเทวกุล"

ร้อย ตำรวจเอก รองศาสตราจารย์ ดร.หม่อมราชวงศ์อคิน รพีพัฒน์ ที่ถือกำเนิดความเป็น "เจ้า" ในช่วงการเปลี่ยน แปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (22 มกราคม พ.ศ. 2476) จึงมีมุมมองการเมือง-สังคมและประวัติศาสตร์ ต่างไปจาก "เจ้านาย" พระองค์อื่น

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขากฎหมาย จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และปริญญาโทและปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล แล้วจึงอุทิศตัวเป็น "ครู" ที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ และ ม.ขอนแก่น นานหลายปี

ผันตัวเองเป็น "เอ็นจีโอ" ทำงานในสลัม และแบ่งภาคไปทำงานให้กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย

ความเป็น "หม่อมราชวงศ์" ที่ถูกฝ่ายขวาเปรียบเทียบเป็น "อีกชนชั้น"นั้น อาจารย์อคินบอกว่า "เป็นการพูดที่เหมารวมเกินไป"

"ความจริง ผมคิดว่า พวกเจ้า หลัง พ.ศ. 2475 ก็ลำบากมาก มันไม่ได้ขึ้นนะ มันลงเยอะ สมัยจอมพลสฤษดิ์อาจจะดีขึ้น"

"สมัย ที่ผมไปทำงานในชุมชนสลัม 40 ปีก่อน มีหนังสือชื่อ มองสังคมผ่านชีวิตในชุมชน เล่าว่ามีหม่อมราชวงศ์คนหนึ่ง หากินด้วยการร่อนทอง จะออกมาที่คลองผดุงกรุงเกษม โดยเรือลำหนึ่ง ออกมางมของ ที่ตกอยู่ใต้สะพาน และเหลาไม้ทำตะหลิว มีภรรยาเป็นแม่ชี โกนหัวนุ่งผ้าขาว พอวันอาทิตย์ก็ไปนั่งที่สนามหลวงเพื่อรับบริจาค นั่นก็เป็นหม่อมราชวงศ์ โฮ้ย...หม่อมราชวงศ์ตกต่ำเยอะนะ เขาไม่ใช่เจ้า"

ข้อสมมติฐานที่ว่า หม่อมราชวงศ์และเจ้าอาจถูกจงเกลียดจงชัง เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองหรือไม่ "อาจารย์อคิน" ค้นหาคำตอบ ด้วยความเป็นนักมานุษยวิทยา

"มันก็ไม่ เชิงนะ ผมไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร พ่อผมเองเป็นผู้พิพากษาในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พ่อเป็นผู้พิพากษาตั้งแต่ผมเกิดเมื่อปี 2475 เป็นหัวหน้าศาลด้วย แต่พอหลัง 2475 สักพัก พ่อผมเล่าว่า เงินเดือนไม่ได้ขึ้น ตำแหน่งไม่ได้ขึ้น คนอื่นก้าว ข้ามหมด"

"คือมีระยะหนึ่งที่เขากดพวกเจ้าไว้ไม่ให้ ขึ้น ช่วงนั้นมีจริง ๆ แล้วพ่อก็ทนไม่ไหว พ่อก็ลาออกจากผู้พิพากษาและมีผู้พิพากษาหลายคนที่สนับสนุนเจ้าก็ลาออกหลายคน เลยในยุคนั้น แล้วก็ฐานะตกต่ำแล้วก็สมัยจอมพลสฤษดิ์ ...มันเปลี่ยนกลับขึ้น"

ในทรรศนะ "ม.ร.ว.อคิน" เจ้า-อำมาตย์ในยุค 2553 ถูกท้าทาย เพราะ "ข้อมูลไม่รอบด้าน" และวรรณกรรม "ฝรั่ง"

"ผม ว่าอิทธิพลจากหนังสือ The king never smile นั้นมีเยอะ คือเรื่องนั้นเขียนเกี่ยวกับพวกเจ้า แต่ข้อมูลผิดเยอะ เนื้อหาแสดงภาพคล้าย ๆ ว่าพวกเจ้า รวม หัวกันทำอะไรเยอะ แต่ความจริง พวกเจ้าเนี่ยเกลียดกัน ทะเลาะกัน สะบั้น หั่นแหลกเลย โฮ้ย...จะตายชักตายดิ้น ไม่รู้... แต่ฝรั่งมองมาอีกแบบ แล้วบางทีฝรั่งไม่ชอบเจ้า อย่างพวกอเมริกัน เขาไม่มีโอกาสได้มีเจ้าเขาก็ไม่ค่อยชอบ"

ด้วยทรรศนะเช่นนี้ เกือบทั้งชีวิตของ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ จึงคลุกอยู่กับชนบท สลัม และชุมชน

ในวัย 77 ปี จึงกลับมามีชีวิตใน "ดงอำมาตย์" ในบ้านบรรทมสินธุ์ ของ "พระยาอนิรุทเทวา" อีกครั้ง

Tags : อคิน รพีพัฒน์ ไพร่

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view