http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,121,070
เปิดเพจ23,735,460

เปิดคำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องคดียุบปชป.

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

5ประเด็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องยุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์
เรื่อง  นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์

ประเด็นวินิจฉัย

ประเด็นที่ 1.กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประเด็นที่ 2.การกระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ในบังคับพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550

ประเด็นที่ 3.ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในปี 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือไม่

ประเด็นที่ 4.พรรคผู้ถูกร้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองปี 2548 ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่

ประเด็นที่ 5.กรณีมีเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกตัดสิทธิ หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)ฉบับที่ 27 หรือพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 หรือไม่เพื่อให้การพิจารณาวินิจฉัยคดีเป็นไปตามลำดับเหมาะสมจึงเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นที่ 2 ก่อน

ประเด็นที่ 2 การกระทำของผู้ถูกร้องอยู่ในบังคับของพ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2541 หรือพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550

ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคในช่วงเวลา พ.ศ.2547-2548 ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงบังคับพ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2541 แต่ขณะที่ยื่นคำร้องได้มีการประกาศใช้พ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 แทน พ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2541 ในส่วนสารบัญญัติเกี่ยวกับเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองในขณะนี้จะต้องใช้บทบัญญัติแห่งพ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2541 บังคับขณะเกิดเหตุเป็นหลักในการพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ตามนัยยะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2550 การนำ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาวินิจฉัยนั้นหมายถึงการพิจารณาวินิจฉัยในส่วนสารบัญญัติเท่านั้นกล่าวคือ หมายถึงบทบัญญัติกำหนดว่าการกระทำใดผิดหรือกำหนดข้อห้ามหรือข้อบังคับการปฏิบัติแต่ส่วนที่เป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติจะต้องใช้บทบัญญัติแห่งพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่ขณะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ประเด็นที่ 1 กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

การร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 มี 2 กรณีแยกต่างหาก กล่าวคือ

1.กรณีพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 94 นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีอำนาจแจ้งต่ออัยการสูงสุด(อสส.)เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองให้ได้นั้นตามมาตรา 95 วรรคสอง

2.กรณีพรรคการเมืองใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายหรือไม่จัดทำรายงานตามความเป็นจริงยื่นต่อกกต.ตามมาตรา 82 และมาตรา 42 มาตรา92 นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบกกต.มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 93วรรคสอง

คดีนี้ผู้ร้องได้ร้องขอให้ศาลยุบพรรคประชาธิปัตย์ผู้ถูกร้องในกรณีที่2ตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 โดยอ้างว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนตามมาตรา 82 ที่บัญญัติให้พรรคการเมืองต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมายจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายนั้นให้ถูกต้องยื่นต่อกกต.ไม่ใช่กรณีร้องขออสส.ที่ยื่นตามมาตรา 95 วรรคหนึ่ง

การยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 93 กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในวรรคสองว่า "เมื่อปรากฎต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของกกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ความปรากฎต่อนายทะเบียน"

จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเมื่อนายทะเบียนทราบว่ามีพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 82 อันเป็นเหตุให้พรรคการเมืองนั้นจะต้องถูกยุบตามมาตรา93 วรรคหนึ่ง เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนไม่ว่านายทะเบียนจะทราบเองหรือบุคคลใดแจ้งให้ทราบนายทะเบียนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่าการกระทำตามที่ทราบมานั้นเป็นเหตุให้พรรคการเมืองถูกยุบหรือไม่

อำนาจในการพิจารณาในเบื้องต้นว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอันฝ่าฝืนมาตรา 82 หรือไม่นั้นเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายทะเบียน หากนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่าพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 82 ย่อมเป็นกรณีที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนที่จะต้องขอความเห็นชอบที่จะขอความเห็นชอบจากกกต.เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้นต่อไป การที่กฎหมายบัญญัติให้ขอความเห็นชอบจาก กกต.ก่อนก็เพื่อดำเนินการสำคัญเช่นนี้เป็นไปโดยความรอบคอบ

การที่กฎหมายให้พิจารณาเบื้องต้นว่าพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา82 หรือไม่ เป็นอำนาจนายทะเบียนนั้นเนื่องจากมาตรา 82 เป็นเรื่องการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้ถูกต้องรวมทั้งการปฏิบัติงานทางด้านเอกสารการจัดทำเอกสารให้ถูกต้องการทำรายงานให้ถูกต้องตามรายงานประจำปกติเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของนายทะเบียนที่ดูแลให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามกฎหมายอันเป็นเรื่องอยู่ในอำนาจหน้าที่นายทะเบียนตรวจสอบประจำอยู่แล้ว มาตรา 93 จึงเป็นบทบัญญัติให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งต่างจากการกระทำตามมาตรา94ซึ่งเป็นการกระทำที่ร้ายแรงกว่า มาตรา 95 จึงบัญญัติให้นายทะเบียนต้องส่งเรื่องให้อสส.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้อสส.ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมายดำเนินการ

ในการพิจารณานายทะเบียนกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องพิจารณาด้วยตนเองนายทะเบียนจึงมีอำนาจที่จะแต่งตั้งหรือขอความเห็นจากผู้หนึ่งผู้ใดหรือขอความเห็นจากกกต.ก็สามารถทำได้การตัดสินใจขั้นนี้นั้นก็ยังเป็นอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องพิจารณาแล้วมีความเห็นก่อนว่ามีเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองหรือไม่ กกต.แม้จะเป็นองค์กรที่ใหญ่กว่านายทะเบียนก็ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นตามมาตรา 82หรือไม่ คงมีอำนาจเพียงให้ความเห็นชอบตามที่นายทะเบียนเสนอเท่านั้น

จากคำร้องของผู้ร้องคำชี้แจงและคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายผู้ถูกร้องประกอบกับคำร้องคัดค้าน คำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของนาย อภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2552 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นาย เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยได้แจ้งนายทะเบียนขอให้ตรวจสอบว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนพ.ร.บ.พรรคการเมืองรวม 2 กรณี 1.การที่บริษัททีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)จ่ายเงินค่าจ้างทำสื่อโฆษณาให้บริษัทให้ บริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เป็นการอำพรางการบริจาคเงินของบริษัทีพีไอฯให้ผู้ถูกร้อง และ 2.การใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องเป็นไปตามกฎหมายและรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง

หลังจากได้รับแจ้งแล้วนายอภิชาตได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมกกต.เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 กกต.ได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าวเพื่อรายงานให้กกต.ทราบมีนาย อิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธาน

คณะกรรมการสืบสวนฯ ทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องมิได้กระทำผิด2ประเด็น โดยมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นมูลกรณีของคดีนี้ และได้รายงานผลการสืบสวนสอบสวนให้กกต.ทราบ

ต่อมา เมื่อวันที่17 ธันวาคม 2552 กกต.ได้ประชุมเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนฯแล้วมีมติด้วยเสียงข้างมากให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามมาตรา 95 แห่งพ.ร.บ.พรรคการเมือง2550 ที่ไม่เกี่ยวกับมูลคดีนี้ต้องดำเนินการตามมาตรา 93

ในการลงมติดังกล่าวนายอภิชาต ในฐานะประธานกกต.มีความเห็นว่าและลงมติ 2 กรณีว่า

1.ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าบริษัท ทีพีไอฯ บริจาคเงินให้ผู้ถูกร้อง และ

2.กรณีการใช้เงินของพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมายและรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นกรณีตามคำร้องในคดีนี้ นายอภิชาตมีความเห็นว่า "จากการตรวจสอบเอกสารการใช้จ่ายเงินของพรรคประชาธิปัตย์ตามข้อมูลที่ผู้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์อนันต์จำกัด ไม่พบความผิดปกติในระบบเอกสารแต่อย่างใดจึงเชื่อตามเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับสนับสนุนตามวัตถุประสงค์จริงประกอบกับจากพยานหลักฐานการสอบสวนนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ชี้แจงลายลักษณ์อักษร คำให้การนาย ปกครอง สุนทรสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการกกต.ที่ให้การแทนพล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานกกต.ประกอบกับพยานเอกสารรับฟังได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเงินสนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าวใช้ตามวัตถุประสงค์ตามโครงการโดยมีการขอปรับโครงการและได้รับอนุมัติแล้ว เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้กล่าว จึงให้ยกคำร้องคัดค้านตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน"

หลังกกต.ได้มีมติดังกล่าวแล้ว นายอภิชาตได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ตามมติกกต.เสียงข้างมากโดยมีม.ล.ประทีป จรูญโรจน์เป็นประธานกรรมการ ซึ่งการตั้งกรรมการตรวจสอบฯเพื่อพิจารณาตามกฎหมายนั้นนายทะเบียนย่อมดำเนินการได้ตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2553 ประธานกรรมการตรวจสอบฯได้สรุปข้อเท็จจริงพร้อมเสนอความเห็นต่อนายทะเบียนวันเดียวกันนั้นนายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนได้บันทึกความเห็นในท้ายหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบฯว่า "ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่คณะทำงานของนายทะเบียนได้รวบรวมเพิ่มเติมจากที่กกต.ได้เคยแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนฯได้รวบรวมในเบื้องต้น อาจมีการกระทำตามมาตรา 94 แห่งพ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ อันควรสู่การพิจารณามีมติของกกต. จึงให้เสนอเรื่องนี้ให้กกต.พิจารณาโดยด่วน โดยผ่านประธานกรรมการการเลือกตั้ง" และปรากฏตามเอกสารหมาย ร 14 ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นเพียงว่า อาจมีการกระทำตามมาตรา 94 แห่งพรบ.พรรคการคเมือง 2550 หรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ จึงเสนอให้คณะกรรมการ กกต.พิจารณามีมติ

นายอภิชาต ในฐานะประธานกกต.ได้เรียกประชุมเมื่อวันที่12 เมษายน 2553 ได้นำผลตรวจสอบให้ที่ประชุมกกต.พิจารณา ที่ประชุมกกต.มีมติคำร้องคดีนี้มีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้องและมีมติเสียงข้างมากให้นายทะเบียนแจ้งต่ออสส.เพื่อให้อสส.ยื่นคำร้องยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 95 นายอภิชาตในฐานะประธานกกต.มีความเห็นส่วนตนว่า "ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของกกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15วันตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 วรรคสอง"

ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2553 กกต.ได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งโดยนายทะเบียนในฐานะประธานกกต.ไม่ได้เข้าประชุมด้วยโดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 93 ถือว่าความเห็นส่วนตนของนายอภิชาตที่ได้ลงมติไว้เมื่อ12 เมษายน 2553 เป็นความเห็นของนายทะเบียน

จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อว่าความเห็นของประธานกกต.เป็นคำวินิจฉัยส่วนตนในการประชุมกกต.เมื่อวันที่12เมษายน 2553 นั้นเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่

เห็นว่า ถึงแม้พ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา6วรรคหนึ่งจะบัญญัติให้ประธานกกต.เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองแต่พ.ร.บ.ดังกล่าวก็แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ขอกกต.และนายทะเบียนไว้ต่างหากจากกัน และบางกรณีจะบัญญัติให้กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองใช้อำนาจหน้าที่ลักษณะร่วมมือหรือถ่วงดุลกัน กรณีบัญญัติให้เป็นอำนาจของกกต. เช่น ตามมาตรา 74 ให้กกต.มีอำนาจหน้าที่จัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินทุนหมุนเวียนและพัฒนาพรรคการเมืองกรณีตามมาตรา 81 กกต.อาจกำหนดให้พรรคการเมืองได้รับกรสนับสนุนด้านต่างๆเป็นต้นส่วนกรณีที่บัญญัติให้เป็นอำนาจนายทะเบียนผู้เดียวคือมาตรา12 และ 13 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่ในการรับจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง หรือมาตรา 41 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจพิจารณารับหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคการเมืองและข้อบังคับพรรคการเมืองเป็นต้น

สำหรับกรณีที่บัญญัติให้กกต.และนายทะเบียนมีอำนาจลักษณะร่วมกันหรือถ่วงดุลกันเช่นมาตรา92 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีพรรคการเมืองมีเหตุต้องเลิกถ้าเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองจริงให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของกกต.สั่งเลิกพรรคการเมืองนั้น หรือมาตรา 93 วรรคสองกรณีดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามมาตรา 42 วรรคสองหรือมาตรา 82 เป็นต้น

พ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 ได้แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนต่างหากจากประธานกกต.ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกกต. การดำรงตำแหน่งที่ต่างกันจึงมีภาระหน้าที่แตกต่างกันด้วย

ปัจจัยที่จะนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์วินิจฉัยปัญหาใดๆย่อมขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นว่ามีภาระหน้าที่อย่างไรการที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา 82 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 หรือไม่ เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนดและเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดการปฏิบัติของพรรคการเมืองเป็นอย่างดีส่วนประธานกกต.และกกต.มิได้มีหน้าที่ควบคุมดูแลของพรรคการเมืองคงมีอำนาจตรวจสอบว่าความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองมีเหตุสมควรหรือไม่ ประเด็นวินิจฉัยจึงต่างกันในสาระสำคัญ

ถึงแม้วันที่ 12 เมษายน 2553 นายอภิชาตได้ทำความเห็นไว้สองความเห็น คือความเห็นตามที่เกษียณสั่งให้นำเข้าสู่ที่ประชุมกกต.โดยระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามเอกสารหมาย ร 13 และ ร 14  ส่วนความเห็นในการลงมติในการประชุมกกต.นั้นเป็นการออกความเห็นในฐานะประธานกกต. ซึ่งความเห็นของนายอภิชาตในการลงมติดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของมติที่ประชุมคณะกรรมการกกต. ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจใดๆที่จะร่วมลงมติในการประชุมของคณะกรรมการกกต. การลงมติดังกล่าวจึงแตกต่างจากการเกษียณสั่งที่ให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ได้มีความเห็นเช่นนั้นก่อนแล้ว จึงเสนอความเห็นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ความเห็นของนายอภิชาต ในการลงมติในฐานะประธานกกต. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะหากถือเป็นเช่นนั้นก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายอภิชาติได้เคยลงมติในฐานะประธานกกต.ไปก่อนหน้านั้นแล้วในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม2552 ว่า ผู้ถูกร้องได้นำเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยมีการขอปรับโครงการ และได้รับการอนุมัติแล้ว ซึ่งก้หาได้มีการถือว่าความเห็นในฐานะประธานกกต.ดังกล่าว เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองแต่ประการใดไม่

อนึ่งการที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมหมายความว่าประธานกกต.ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ฉันใด การทำความเห็นส่วนตนของนายอภิชาตในการประชุมกกต.ในฐานะประธานกกต.เมื่อวันที่12 เมษายน 2553 จึงมิใช่การทำความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองฉันนั้น

นอกจากนี้การเกษียณสั่งของนายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตามที่ปรากฎในบันทึกข้อความเอกสารหมาย ร 13 ก็ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าผู้ถูกร้องได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรคหรือไม่ แต่เป็นเพียงการเสนอเรื่องให้กกต.พิจารณาว่าอาจมีการกระทำตามมาตรา94 หรือไม่ก็ได้ ทั้งการกระทำตามมาตรา 94 ก็มิได้เกี่ยวกับการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองผิดกฎหมายหรือการรายงานไม่ตรงตามความเป็นจริงอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 82 ที่เป็นเหตุให้ยุบพรรคตามมาตรา 93 แต่อย่างใด

เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา93 การให้ความเห็นชอบของกกต.เมื่อวันที่ 21เมษายน 2553 จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะมีผลให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องได้

อนึ่งมีเหตุผลการวินิจฉัยอีกทางหนึ่งว่า เนื่องจากเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มุ่งประสงค์ให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองถูกตรวจสอบโดยกกต. ซึ่งเป็นการตรวจสอบภายในองค์กรด้วยกันเองอันเป็นกฎหมายที่กำหนดในส่วนวิธีสบัญญัติที่กำหนดวิธีปฏิบัติของกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองไว้แล้ว ประกอบกับกกต.เป็นองค์กรที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง และมีวินิจฉัยชี้ขาดและปัญหาข้อโต้แย้งที่เกิดจากการกระทำตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาตรา 236 กกต.จึงมีอำนาจควบคุม และกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงต้องปฏิบัติตามมติของกกต.และนายทะเบียนต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดเป็นกระบวนการไว้ ในส่วนของกฎหมายวิธีสบัญญัติที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 วรรคสองและมาตรา 95

กรณีข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง2550 มาตรา 93 วรรคหนึ่งนั้น มาตรา93 วรรคสองมิได้บัญญัติให้นายทะเบียนต้องเสนอความเห็นด้วยว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งต่อกกต.เพื่อขอความเห็นชอบของกกต.ยื่นคำร้องต่อศาลให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ต่างกับกรณีข้อกล่าวหาพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 94 ที่มาตรา 95 บัญญัติว่าเมื่อปรากฎต่อนายทะเบียน และนายทะเบียนได้ตรวจสอบแล้ว กล่าวคือนายทะเบียนต้องตรวจสอบแล้วใช้อำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนก่อน แล้วจึงเสนอกกต.พร้อมความเห็นว่าพรรคการเมืองใดกระทำตามมาตรา 94 หรือไม่ โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นความเห็นให้เสนอยุบพรรคการเมืองนั้นหรือไม่ อันเป็นการสอดคล้องเจตนารมณ์กฎหมาย เพื่อให้การใช้ดุลพินิจนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับการตรวจสอบกลั่นกรองจากกกต.ก่อน ทั้งกรณีเสนอให้ยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองนั้น

ฉะนั้นตามคำร้องคดีนี้นายทะเบียนจะเสนอความเห็นด้วยว่าพรรคผู้ถูกร้องมีเหตุตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง2550 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ต่อกกต.หรือไม่ก็ได้ เมื่อผู้ร้องได้รับหนังสือขอให้ตรวจสอบพรรคผู้ถูกร้องจากดีเอสไอและนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์แล้ว ต่อมาวันที่30เมษายน2552 กกต.มีมติในการประชุมครั้งที่ 48/2552 ด้วยเหตุผลว่า เมื่อความปรากฎต่อกกต.กรณียังมิใช่ความปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยมีเหตุอันสมควรว่ามีการกระทำอันใดมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตามข้อกล่าวหาทั้งสองข้อกล่าวหา จึงตั้งกรรมการสืบสวนฯชุดนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ในการประชุมกกต.ครั้งที่ 144/2552 ได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนฯทั้งสองข้อกล่าวหาแล้ว มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากส่งเรื่องให้ผู้ร้องดำเนินการตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา95 ทั้งสองข้อกล่าวหา โดยผู้ร้องในฐานะประธานกกต.ได้ร่วมลงมติเป็นความเห็นเสียงข้างน้อยให้ยกคำร้องที่ให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องทั้งสองข้อกล่าวหาเพราะไม่พบการกระทำผิดนั้น ความเห็นของผู้ร้องไม่ผูกพันคณะกรรมการกกต.เพราะผู้ร้องต้องปฏิบัติตามมติเสียงข้างมาก แต่โดยที่มติของกกต.เสียงข้างมากเป็นการพิจารณารวมกันไปทั้งสองข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นกรณีต้องแยกพิจารณาแต่ละข้อกล่าวหาให้ชัดเจน เฉพาะมติกรณีข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 95 ถือได้ว่าเป็นมติเสียงข้างมากสั่งการให้ผู้ร้องพิจารณามีความเห็นก่อนแล้วจึงเสนอกกต.เพื่อพิจารณาต่อไปเป็นข้อกล่าวหาที่นายทะเบียนชอบที่จะตั้งกรรมการช่วยตรวจสอบก่อนเสนอความเห็นได้

ส่วนกรณีข้อกล่าวหาพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง การที่กกต.มีมติเสียงข้างมากสั่งการรวมกันไปว่ามีความเห็นก่อนแล้วจึงเสนอกกต.นั้นเป็นความไม่ชัดเจนในการปรับบทบังคับใช้กฎหมายในองค์กรขณะนั้นเท่านั้น ต่อมาการประชุมครั้งที่ 41/2553 เมื่อวันที่12 เมษายน 2553 ความเห็นเสียงข้างมากให้เหตุผลว่าข้อเท็จจริงสองข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกัน จึงยังคงมีมติให้แจ้งผู้ร้องดำเนินการตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 95เช่นเดิม โดยผู้ร้องและนาย วิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต.มีความเห็นให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 93 วรรคสอง และต่อมาในการประชุมครั้งที่43/2553 วันทื่21 เมษายน 2553 กกต.จึงมติเอกฉันท์ที่ชัดเจน ยืนยันเห็นชอบให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง2550 มาตรา 93 วรรคสองแสดงให้เห็นว่ามติเสียงข้างมากของกกต.นั้น เห็นชอบให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรับธรรมนูญตามพ.ร.บ.พรรคการเรมือง 2550 มาตรา 93 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่17ธันวาคม 2552 แล้ว โดยผู้ร้องไม่จำเป็นต้องเสนอความเห็นก่อนแต่อย่างใด

กรณีถือได้ว่าคดีนี้ความได้ปรากฎต่อนายทะเบียนว่าพรรคผู้ถูกร้องมีกรณีตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรคหนึ่งแล้ว และกกต.เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว ระยะเวลาที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 15วัน จึงต้องเริ่มนั้บตั้งแต่17ธันวาคม 2552 อันเป็นวันที่กกต.มีมติดังกล่าว

การที่ผู้ร้องมีคำสั่งที่ 9/2552 ลงวันที่ 29ธันวาคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯเพื่อตรวจสอบสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดนายอิศระ เป็นประธานอีก แล้วผู้ร้องเสนอโดยมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ประการใดเช่นเดิม และกกต.มีมติเสียงข้างมากในการประชุมครั้งที่ 41/2553 เมื่อ 12 เมษายน2553เห็นชอบให้ผู้ร้องแจ้งอสส.เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามคำสั่งพ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 94 (3) (4)และมาตรา 95 ทั้งสองข้อกล่าวหาอีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่าต่อมา วันที่ 21 เมษายน 2553 กกต.จะมีมติเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ 43/2553 เห็นชอบให้ผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพ.ร.บ.พรรคการรเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 นั้นกระบวนการดังกล่าวข้างต้นเป็นการตรวจสอบภายในองค์กร และเป็นเพียงการยืนยันการปรับบทบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนภายในองค์กรที่ยังคงต้องอยู่ในบังคับตามระยะเวลาที่พ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรคสองกำหนด เป็นกรณีต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่17 ธันวาคม 2552 อันเป็นวันที่กกต.มีมติเสียงข้างมากในการพิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนชุดที่กกต.มีมติแต่งตั้งนายอิศระ เป็นประธานในครั้งแรก และถือเป็นวันที่ความปรากฎต่อผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองด้วย

เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลา15วันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงมิชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง ในประเด็นอื่นอีกต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้ยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไปให้ยกคำร้อง

Tags : เปิดคำวินิจฉัยกลาง ศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้อง คดียุบปชป.

view

*

view