http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

Games

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก
Gold charts on InfoMine.com

ชะตากรรม จำนำข้าว กลับไม่ได้...ไปก็ไม่ถึง

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“นโยบายรับจำนำข้าว” นับเป็นวาทกรรมแรกๆ ที่พรรคเพื่อไทยใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2554 จุดประสงค์เพื่อหักล้าง “นโยบายประกันราคา” ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลก่อนหน้านั้น ซึ่งในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็สามารถใช้กลยุทธ์นี้มัดใจจนกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล ได้อีกครั้ง

ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งในเดือน ส.ค. “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายนี้เป็นอย่างมาก ถึงกับบรรจุเอาไว้เป็น 1 ใน 16 นโยบายเร่งด่วนที่แถลงต่อรัฐสภา

“นำระบบรับจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่ เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท และ 2 หมื่นบาทตามลำดับ” (นโยบายเร่งด่วนข้อที่ 11)

การประกาศลักษณะนี้เป็นความต้องการรัฐบาลที่อยากให้เห็นว่าสิ่งที่ได้หา เสียงเอาไว้นั้นสามารถทำได้จริง ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็ได้ทำให้เห็นแล้วว่าทำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการให้กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นกลไกสำคัญ

รัฐบาลหวังว่านโยบายนี้จะเป็นฐานสำคัญทางการเมือง เพื่อปูทางให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งระยะยาว

ทว่า กว่า 2 ปีที่ดำเนินนโยบายได้มีเสียงเตือนจากภาควิชาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ ส่งเสียงเตือนให้รัฐบาลปรับปรุงนโยบายนี้ก่อนจะเกิดปัญหา ซึ่งมีให้เห็นจาก 4 หน่วยงานสำคัญด้วยกัน

เริ่มที่เดือน มิ.ย. 2555 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหน่วยงานแรกที่ส่งเสียงและทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรให้รัฐบาลทบทวนโครงการนี้

“คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ควรกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกแต่ละชนิดให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต ที่เกษตรกรรับภาระอยู่ โดยอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผลและไม่บิดเบือนกลไกตลาด และควรมุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต” สาระสำคัญในข้อเสนอของ ป.ป.ช.

ในเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน “สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย” (ทีดีอาร์ไอ) เป็นอีกฝ่ายที่ส่งเสียงเตือนรัฐบาลค่อนข้างหนักอยู่หลายครั้ง โดยทีดีอาร์ไอมองนโยบายนี้ว่า “รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท เพราะผลวิจัยสรุปชัดเจนว่าเงินถึงมือชาวนาที่ยากจนเพียง 17% แต่รัฐบาลต้องขาดทุนจากโครงการปีละ 1 แสนล้านบาท เงินที่เหลืออีก 8.3 หมื่นล้านบาท ตกอยู่ที่ชาวนาร่ำรวย โรงสี พ่อค้า นักการเมือง ข้าราชการ และชาวนาต่างประเทศ”

จนกระทั่งมาถึง “คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา” ระบุว่า “จากการศึกษาพบว่าได้ทำลายกลไกตลาดและทำลายความสามารถในการแข่งขันของข้าว ไทยในตลาดโลก เพราะราคาสูงกว่าคู่แข่งขัน ทำให้ขาดรายได้จากการส่งออกลดลงประมาณ 35% หรือเดือนละ 6,000 ล้านบาท คิดเป็นปีละ 7.2 หมื่นล้านบาท”

ทุกข้อห่วงใยที่ส่งมาถึงรัฐบาลไม่ต่างอะไรกับการพูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เนื่องจากรัฐบาลแสดงท่าทีปฏิเสธออกมาอย่างชัดเจนหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระ ด้วยการท่องคาถาเอาตัวรอดว่า “ยอมขาดทุนเพื่อให้ชาวนาได้ประโยชน์”

ถึงกระนั้นคงยากที่รัฐบาลจะเอาตัวรอดด้วยวิธีนี้อีก ในเมื่อปัญหาของนโยบายจำนำข้าวได้ถูกยกระดับเป็น “วิกฤตศรัทธา” ไปแล้ว โดยมีปัจจัย 2 ประการ

1.การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่านโยบายนี้มีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น

2.การเปิดเผยตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ของคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่มี “สุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ในสถานการณ์เช่นนี้แทนที่รัฐบาลทั้ง “บุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ และ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รมช.พาณิชย์ จะใช้จังหวะนี้เปิดหลักฐานให้ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้ขาดทุนและทุจริตตามที่ ถูกกล่าวหาเพื่อลดกระแสกดดัน แต่กลับใช้กลยุทธ์ทางการเมืองแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่า “เป็นความลับ” ไปจนถึงการลงพื้นที่ทำ “โครงการรับจำนำข้าวสัญจร”

วิธีนี้ไม่ต่างอะไรกับการซื้อเวลาไปเรื่อยๆ และพร้อมจะผลักดันโครงการนี้ต่อไปแบบไม่มีทางเลือก

ในเมื่อโครงการรับจำนำข้าวคือหัวใจของรัฐบาล หากถอยหรือเลิกโครงการนี้เท่ากับว่ารัฐบาลยอมจำนนต่อหลักฐาน แน่นอนว่าจะเกิดผลกระทบตามมาอย่างหนัก โดยเฉพาะการสูญเสียฐานคะแนนเลือกตั้งจากภาคเกษตรกร และจะกลายเป็นแผลใหญ่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปขยายผลเพิ่มเติม

ครั้นจะเดินหน้าต่อไปก็เต็มไปด้วยความลำบากด้วยเหตุที่ความเชื่อมั่นของ รัฐบาลกำลังมีปัญหา และรัฐบาลเองก็ไม่ได้แสดงหลักประกันที่สร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ต้อง แบกรับภาระขาดทุนจากนโยบายจำนำข้าวต่อไปเรื่อยๆ ตลอดอายุของรัฐบาล

ดังนั้น รัฐบาลจึงตกอยู่ในเส้นทาง “ไปต่อก็ลำบากถอยหลังก็พัง” เลยเลือกที่จะซุกทุกปัญหาเอาไว้ เพื่อรอวันระเบิดออกมา


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ชะตากรรม จำนำข้าว กลับไม่ได้ ไปก็ไม่ถึง

view

*

view