http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

Games

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก
Gold charts on InfoMine.com

ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจเอเชียปี 2557 เท่ากับ ยุโรป

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ มายาการเงิน โดย สันติธาร เสถียรไทย

santitarn.sathirathai@gmail.com


ช่วง เวลาต้นปีเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนเกือบทุกแห่งในโลกจะให้ความสนใจกับเรื่อง ภาพเศรษฐกิจมหภาค เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องของความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในปีนี้ (2557)

มีหลายคนถามว่า ถ้าให้ผมพูดแค่เรื่องเดียวว่า เรื่องไหนที่กังวลที่สุด ?

การหมดไปของ QE ? หรือจะเป็นการเลือกตั้งที่จะเกิดในหลายประเทศในเอเชียปีนี้ ? เศรษฐกิจจีนที่อาจสะดุดล้ม ?

คำตอบของผม สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ "ยุโรป"

ยุโรปมีปัญหาอีกแล้ว ?

คำ ตอบคือ เปล่าครับ ไม่ได้มีสัญญาณเตือนภัยตัวไหนบอกเป็นพิเศษว่ายุโรปกำลังมีปัญหาหนักเหมือนปี 2554-2555 และไม่ใช่ว่าจะมีประเด็นเรื่องกรีซจะออกจากยูโรให้ปวดหัวกันอีกในปีนี้

จริง ๆ แล้วในทางกลับกัน ไม่ว่าใครก็มองว่า เศรษฐกิจยุโรปจะปรับตัวดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ "ป่วยน้อยลง" จะเป็น IMF หรือนักเศรษฐศาสตร์ในสถาบันการเงินชั้นนำ ก็คาดว่ายูโรโซนจะกลับมาเห็นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ พลิกจาก
ติดลบมา นานมาเป็นบวกในปีนี้ เพราะมาตรการ "รัดเข็มขัดทางการคลัง" ชุดที่หนักที่สุดของรัฐบาลต่าง ๆ ในยูโรโซน ที่มีส่วนอย่างมากที่จะทำให้เศรษฐกิจเขาหกล้มหกลุกมาใน 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น สถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นได้ผ่านไปแล้ว

แน่นอนว่าปัญหาและ อุปสรรคยังมีอยู่อีกมาก ทั้งอัตราว่างงานที่สูงมากจนทำให้มีความเสี่ยงทางความไม่มั่นคงทางการเมือง ทั้งสุขภาพของภาคธนาคารที่เขากำลังตรวจเช็กกันว่าใครต้องได้รับความช่วย เหลือเพิ่มทุนบ้าง และปัญหาใหญ่การรวมตัวเป็นสหภาพการเงินที่ไม่สมบูรณ์ที่ผมเคยอธิบายไว้ในบท ความ "ยูโรโซน : สหภาพการเงินของจริง "Monetary Union" หรือหัวหอมใหญ่ "Onion" (กูเกิลหาอ่านได้ครับ)

ครั้งนี้ที่ผมจะเขียนถึงไม่ใช่เรื่อง ว่ายุโรป "มีปัญหาอย่างไร" แต่เป็นเรื่องที่ว่าในปีนี้และปีหน้ายุโรป "มีความสำคัญอย่างไร" ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในเอเชีย

สองท่อเชื่อมเศรษฐกิจเอเชียกับโลกตะวันตก

ถ้า มองแบบง่าย ๆ เศรษฐกิจเอเชียเชื่อมอยู่กับโลกตะวันตกด้วยท่อน้ำ 2 ท่อ คือ ท่อการค้า (Trade) กับ ท่อการเงิน (Capital Flows) เม็ดเงิน หรือ "น้ำมัน" ไหลผ่าน 2 ท่อนี้มาเป็นเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 2 ตัว คือ การส่งออก และกำลังซื้อภายในประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 และโดยเฉพาะวิกฤตยูโรโซนปี 2554 ก็คือ ท่อแรกของการค้าเหือดแห้งไม่มีน้ำมันไหลมา เพราะเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปไม่มีกำลังซื้อ สถิติตัวหนึ่งที่น่าตกใจคือ ตั้งแต่ปี 2554 การส่งออกสินค้าของเอเชียโดยรวมใน 2 ปีกว่า ๆ จนถึงปัจจุบัน แทบจะไม่ได้โตเลย แย่กว่าหลังการฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เสียอีก

ใน ขณะเดียวกัน การที่ธนาคารกลางของอเมริกาหรือ Fed กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบาย QE กับการกดดอกเบี้ยให้ต่ำมาก มีผลทำให้ต้นทุนของเงินตราดอลลาร์ถูกวิ่งมาหาที่ที่มีผลตอบแทนดีกว่าในเอเชีย ทำให้ท่อการเงินนั้นเรียกว่าเกือบโอเวอร์โหลด

ผล ที่เกิดขึ้นคือ มันทำให้นโยบายการเงินและคลังในเอเชียค่อนข้างผ่อนคลายกว่าปกติ ดอกเบี้ยจะขึ้นสูงก็กลัวค่าเงินจะ แข็งไป การคลังผ่อนไปก็ไม่มีใครว่า เพราะนักลงทุนต่างชาติอยากช่วยไฟแนนซ์ซื้อพันธบัตรรัฐบาลกันเหลือเกิน แย่งกันจนอย่างที่บอกว่าท่อนี้มันโอเวอร์โหลด สรุปก็คือ "น้ำมัน" หรือเม็ดเงินที่มาจากท่อการเงินมันมาเป็นพลังงานให้กับ "เครื่องยนต์กำลังซื้อในประเทศ" ของเราผ่านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกทีถ้าถามว่าอันนี้ดีหรือไม่ดี ก็ต้องตอบว่า
มันขึ้นอยู่กับว่าเงินที่ไหลเข้ามาถูกเอาไปใช้ทำอะไร แต่ส่วนใหญ่ผมต้องขอเรียนตรง ๆว่า ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยเห็นรัฐบาลไหนในเอเชียเอาเงินนี้ไปใช้อย่างมีประโยชน์ เช่น สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น จัดตั้งระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม หรือการสนับสนุนนโยบายนวัตกรรมและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เท่าไร ที่จะมีก็อาจเป็นภาคเอกชนที่ฉวยโอกาสนี้ขยายตัวทำ M&A ซื้อบริษัทในประเทศอื่น หรือในต่างภาคอุตสาหกรรมบ้าง

เราจึงเห็นว่าน้ำมันที่ว่านี้มักจะถูกนำไปใช้ในการ สร้างหนี้ ที่ไม่ค่อยก่อรายได้กับ ปั่นราคาสินทรัพย์ ทั้งหลายจนเข้าขั้นฟองสบู่ ทั้งยังทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศของเอเชียหลายแห่ง Overheat อเมริกาคุมท่อการเงิน แต่ท่อการค้าพึ่งทั้งอเมริกาและยุโรป

สรุป คือท่อการเงินถูกคุมโดย Fed ของอเมริกาเกือบจะเต็ม ๆ และนโยบายของ Fed ก็ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิของอเมริกา ซึ่งฟื้นตัวได้ดีกว่าในยุโรปมาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาเริ่มทยอยผ่อนคันเร่งนโยบาย QE ซึ่งมีผลโดยตรง ทำให้ เม็ดเงินที่เคยอัดเต็มท่อการเงินมาที่เอเชียนั้นลดลงอย่างรวดเร็ว

ส่วนหนึ่งก็ดี เพราะเครื่องยนต์ในหลายประเทศนั้น Overheat อยู่ แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจในประเทศรวมถึงประเทศไทยชะลอตัวหนักและเข็น ไม่ขึ้น อย่างที่ผมได้เคยอธิบายในบทความก่อนเรื่อง "การจะหมดไปของ QE แปลว่าอะไรสำหรับเศรษฐกิจอาเซียน" (กูเกิลชื่อนี้หาอ่านได้ครับ)

ใน ทางกลับกัน ท่อการค้า นั้นพึ่งพาทั้งอเมริกาและยุโรปด้วยกัน และจริง ๆ แล้วสำหรับเอเชีย ยุโรปมีความสำคัญกว่าด้วยซ้ำ หากไปดูสถิติการค้าที่เจาะลึกของ WTO ว่าประเทศต่าง ๆ ในเอเชียพึ่งพากำลังซื้อของแต่ละภูมิภาคเท่าไหร่ รวมไปถึงชิ้นส่วน อุปกรณ์ที่เราอาจจะส่งไปประเทศจีนเพื่อประกอบเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain และสุดท้ายถูกส่งไปขายให้ผู้บริโภคในยุโรปกับอเมริกา (เป็นการดูว่า "สถานีสุดท้าย" ของสินค้าเราอยู่ที่ไหน ไม่เหมือนสถิติการค้ากระทรวงพาณิชย์ประเทศต่าง ๆ ที่จะบอกแค่ "สถานีแรก" เท่านั้น ทำให้ประเทศจีนที่เป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมดูสำคัญเกินจริง)

เราจะเห็นเลยว่ายุโรปนั้นเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญกว่าอเมริกา สำหรับประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียรวมทั้งไทยด้วย เพราะ ฉะนั้น ต่อให้อเมริกาฟื้นตัวเร็ว ถ้ายุโรปไม่ค่อยฟื้น ไม่จำเป็นต้องหกล้มอีกแค่ไม่ค่อยฟื้นก็จะมีผลทำให้ "น้ำมัน" ท่อการค้านั้นไม่ไหลมา "เติมพลัง" ให้การส่งออกของไทยอย่างเต็มที่

ข่าวดีสำหรับอเมริกาอาจเป็นข่าวร้ายของเรา ข่าวร้ายของยุโรปก็เป็นข่าวร้ายของเรา สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า ถ้เศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้นอาจเป็นข่าวร้ายสำหรับเอเชีย เพราะแปลว่าท่อการเงินจะเหือดแห้งจากการถอน QE และสถานการณ์ที่แย่ที่สุด

คือถ้าในขณะเดียวกันยุโรปไม่ฟื้น แปลว่า การส่งออกของเอเชียก็วิ่งไม่ออก กลายเป็นว่าทั้งท่อการค้าและท่อการเงินเหือดแห้ง ทำให้เครื่องจักรเศรษฐกิจเอเชียทั้งการส่งออกและกำลังซื้อในประเทศติดหล่ม

ในกรณีนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เงินสกุลต่าง ๆ ในเอเชีย รวมทั้งบาทจะอ่อนลงไปอีกเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยเฉพาะประเทศที่ขาดดุลการค้าอย่างอินเดียและอินโดนีเซียก็จะยิ่งเดือดร้อน เพราะต้องการเงินตราต่างประเทศมาช่วยไฟแนนซ์การขาดดุล ข้าวของก็ขายไม่คล่อง เงินทุนก็ไม่ค่อยไหลเวียนเข้ามา ทำให้ค่าเงินต้องอ่อนหนักกว่าเพื่อนบ้านเสียอีก

ส่วนประเทศที่จะมี ภูมิคุ้มกันหน่อยสำหรับสถานการณ์โลกแบบนี้ คือ ประเทศที่ไม่ค่อยมีการใช้จ่ายเกินตัวเท่าไหร่ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา (เศรษฐกิจเลยไม่ค่อยOverheat มากนัก) และประเทศที่เศรษฐกิจมีสัดส่วนการส่งออกไปอเมริกามากกว่าไปยุโรป อย่างเช่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่นักลงทุนต่างประเทศนั้นให้ความสนใจกับเกาหลีใต้พอสมควรในปีนี้

สรุปปัจจัยเสี่ยงที่น่าห่วงที่สุดในปีนี้คือ "ยุโรป" จริงหรือ ?

ถึงตรงนี้แล้วคงพอเดาได้ว่า ที่ผมบอกว่าปัจจัยเสี่ยงที่สุดนั่นคือ "ยุโรป" แท้จริงแล้วเป็นการบอกทางอ้อมว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปีนี้ คือ "ปัจจัยอะไรก็ตามที่ทำให้การส่งออกของเอเชียไม่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกา"

แต่ที่อยากเน้นเรื่องยุโรป เพราะว่าหลายคนดูเหมือนจะหันไปโฟกัสที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกามาก จนเหมือนลืมไปว่ายุโรปนั้นเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการฟื้น ตัวของการส่งออกเอเชีย และถ้าการส่งออกไม่ฟื้น ก็แทบไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะโตได้อย่างมีประสิทธิภาพในปีนี้

ส่วน อีกข้อหนึ่งที่ผมห่วงอยู่เหมือนกัน และอยากฝากไว้ก็คือ ที่การฟื้นตัวในโลกตะวันตกที่ผ่านมานั้น ยังไม่เน้นการลงทุนภาคธุรกิจ (Business Investment) เท่าไรนัก

ในอเมริกาภาคเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดี เป็นเรื่องบ้าน พลังงาน (นำโดย Shale Gas) กับผู้บริโภค ในยุโรปแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้นบ้าง แต่ภาคธุรกิจยังซบเซาไม่ค่อยมีการลงทุน

ถ้าเทรนด์นี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในปีนี้ก็ น่าห่วงทีเดียว เพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่ประเทศตะวันตกนำเข้าจากเอเชีย คือ สินค้าทุน หรือพวกเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ ที่ขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของการลงทุนภาคธุรกิจโดยตรง

สุดท้ายปีม้าปีนี้เราคงต้องเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ ที่ทั้งช่อง การค้า และ การเงิน จะฝืดทั้งคู่ ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียจะยังค่อนข้างอ่อนแอ แม้เศรษฐกิจโลกจะค่อย ๆ ฟื้นตัวแล้ว และค่าเงินที่น่าจะอ่อนลงอย่างต่อเนื่องเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ

ฟังดูแล้วในทางเศรษฐกิจปี 2557 คงเป็นปี "ม้าเดิน" มากกว่า "ม้าวิ่ง" ของเอเชีย


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ปัจจัยเสี่ยง เศรษฐกิจเอเชีย ปี 2557 ยุโรป

view

*

view