http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

Games

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก
Gold charts on InfoMine.com

วอตช์ลิสต์ ของอเมริกา กับ ค่าเงิน ในเอเชีย

จากประชาชาติธุรกิจ

ค่าของสกุลเงินในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าเงินบาทของไทย กับค่าเงินรูปีของอินเดีย แข็งค่าขึ้นสูงผิดปกติในช่วงระยะเวลาไม่นานมานี้ จนเป็นเหตุให้มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพราะประเทศเหล่านี้ กำลังพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการตกอยู่ใน “วอตช์ลิสต์” ของสหรัฐอเมริกา

ลองย้อนกลับไปดูค่าเงินบาทตลอดปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า แข็งค่าขึ้นเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ในเวลาเดียวกัน ค่าเงินรูปี เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์แล้วก็แข็งค่าขึ้นมาไม่น้อย ถึง 6.4 เปอร์เซ็นต์

ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินใดก็ตาม หากแข็งค่ามากกว่าสัดส่วนที่ควรจะเป็นโดยรวม จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศในทางลบเนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง เพราะราคาสินค้าจะสูงกว่าราคาสินค้าชนิดเดียวกันของประเทศอื่น ๆ แนวทางปกติทั่วไปที่ทำกันก็คือ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศต้องแทรกแซงด้วยการเข้าซื้อดอลลาร์ในตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณเงินสกุลตนเองให้มากขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดการอ่อนค่าของสกุลเงินนั้น ๆ ตามมา

ผลที่สะท้อนออกมาจากการเข้าแทรกแซงตลาดดังกล่าวคือ สัดส่วนของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเองในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ไทย กับ อินเดีย ถือเป็น 2 ประเทศที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจใหม่ (อีเมิร์จจิ้งมาร์เก็ต) ในเอเชียด้วยกัน

ปัญหาก็คือ เมื่อปีที่แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกัน ประกาศจะจัดการกับ “พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม” กับสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นมีการประกาศรายชื่อประเทศที่เข้าข่ายดำเนินการด้านการค้าไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐอเมริกาออกมาด้วยเช่นกัน

ในความเป็นจริง สหรัฐอเมริกาจัดทำบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้อง “จับตา” เพราะบิดเบือนค่าเงินมานานแล้ว แต่ไม่เคยระบุชัดเจนว่าประเทศหนึ่งประเทศใดเป็นประเทศที่มีพฤติกรรมบิดเบือนค่าเงินมานับตั้งแต่ปี 1994 (ยกเว้นคำกล่าวในตอนหาเสียงของทรัมป์ ที่กล่าวหาจีนตรง ๆ ในเรื่องนี้ แต่เอาเข้าจริง ทรัมป์ กลับไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด) ในการจัดทำ “วอตช์ลิสต์” ที่ว่านั้น สหรัฐอเมริกากำหนดเกณฑ์เอาไว้ 3 ประการด้วยกัน

แรกสุดก็คือ ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ 20,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ประการที่ 2 ก็คือ มีภาวะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างน้อย 3 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และประการสุดท้ายก็คือ ใช้เงินซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิ เทียบเท่ากับ 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเป็นอย่างน้อยในช่วงระยะเวลา 12 เดือน

ประเทศไหนที่มีพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ดังกล่าว 2 ประการ จะถูกระบุชื่อเอาไว้ในวอตช์ลิสต์ ซึ่งจะทบทวนปรับปรุงข้อมูลกันทุก ๆ 6 เดือนหรือปีละ 2 ครั้งครั้งหลังสุด ซึ่งมีการเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อยู่ในลิสต์ที่ว่านี้มีเพียง จีน กับเกาหลีใต้ เท่านั้น ในขณะที่ไต้หวันซึ่งเคยเป็นหนึ่งในรายชื่อถูกถอนออกจากลิสต์รายชื่อดังกล่าว

ในรายงานผลวิจัยของ โนมูระ ที่เผยแพร่เมื่อ 11 ธันวาคมปีที่แล้ว ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ธนาคารกลางของอินเดีย (อาร์บีไอ) เพิ่งใช้เงินแทรกแซงค่าเงินรูปีเกิน 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีไปแล้ว ในขณะที่มูลค่าการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา ณ สิ้นเดือนตุลาคม ตามข้อมูลของทางการสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 19,700 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับเกณฑ์เป็นอย่างยิ่ง มีเพียงดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเกินดุลอยู่ 1.4 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมาเท่านั้น ที่ยังไม่เข้าใกล้กับเกณฑ์เท่าใดนัก

ในส่วนของไทย ข้อมูลของฝ่ายอเมริกันแสดงให้เห็นว่า ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกาอยู่ 16,700 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากถึงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีต่อเนื่องกันนานถึง 6 ไตรมาสจนถึงเดือนกันยายนปีที่แล้ว

ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลของ แบงก์ ออฟ โตเกียว-มิตซูบิชิ ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อ 26 ธันวาคมระบุว่า ไทยใช้เงินแทรกแซงค่าเงินบาทเกิน 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีมาแล้ว เช่นเดียวกับอินเดียเปรียบเทียบข้อมูลของไทยกับอินเดียกันแล้ว นักวิเคราะห์เชื่อว่า ไทยมีโอกาสสูงกว่าอินเดียที่จะถูกใส่เข้าไว้ในรายชื่อ “วอตช์ลิสต์” ของสหรัฐอเมริกา ถามว่าอยู่ในวอตช์ลิสต์แล้วสหรัฐอเมริกาจะทำอย่างไร ?

กิลเลอร์โม เฟลิเซส ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ บีเอ็นพี พาริบาส์ แอสเสท แมเนจเมนท์ ที่ประจำอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ให้คำตอบเอาไว้ว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์จะยังคงพยายามใช้รายชื่อดังกล่าว เป็นเครื่องมือในการแสดงหลักฐานกล่าวหาว่าประเทศใดประเทศหนึ่งมีพฤติกรรมบิดเบือนค่าเงิน แต่ไม่น่าจะมีมาตรการกีดกันทางการค้าใด ๆ เกิดขึ้นตามมา กับประเทศเหล่านั้น เว้นเสียแต่ว่า อยู่ดี ๆ ค่าเงินดอลลาร์เกิดแข็งค่าพรวดพราดขึ้นมาหรืออยู่ดี ๆ ทรัมป์ เกิดนึกอยากใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองภายในของตนขึ้นมาซึ่งในสายตานักวิเคราะห์ทั้งหลายก็ยังคงเป็นความเสี่ยงอยู่ดี

ดังนั้น จึงเชื่อว่า “วอตช์ลิสต์” ของสหรัฐอเมริกาส่งผลให้ค่าเงินในเอเชีย โดยเฉพาะบาทกับรูปี มีทิศทางเคลื่อนไหวเป็นอิสระมากกว่าที่ผ่านมาและมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้นในอนาคตนั่นเอง


#สำนักงานบัญชี,#สำนักงานสอบบัญชี,๒ทำบัญชี,#สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : วอตช์ลิสต์ อเมริกา ค่าเงิน ในเอเชีย

view

*

view