http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« September 2019»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930     

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท26/08/2019
ผู้เข้าชม21,298,006
เปิดเพจ25,347,587
Gold charts on InfoMine.com

มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล

เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รองอธิบดีกรมสรรพากร และโฆษกกรมสรรพากร สาธิต รังคสิริ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรเพื่อตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล ในรายการ Money talk daily มุ่งเน้นถึงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน โดยพิธีกร อาจารย์นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ และอาจารย์ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา
Money talk daily : ก่อนอื่นขอทราบภาระภาษีสำหรับเงินรายได้จากการลงทุนในหุ้นหรือในตลาดทุน
รองฯ สาธิต : เรื่องของหุ้นนั้นกฎหมาย ให้สิทธิพิเศษอยู่แล้วเพราะยกเว้นภาษีในส่วน ของกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์หรือหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์สำหรับบุคคลธรรมดา ส่วนเงินปันผลนั้นจะหัก ณ ที่จ่าย 10% แล้ว มีสิทธิเลือกว่าจะรวมคำนวณในช่วงปลายปีหรือไม่ก็ได้ เราจึงต้องคำนึงว่ารายได้ตลอดปีจาก เงินเดือนจะต้องถูกหักภาษีในอัตราก้าวหน้า แต่มีเงินฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยถูกหักในอัตรา 15% ไปซื้อหุ้นมีรายได้จากเงินปันผลถูกหัก 10% หากไม่นำไปรวมเป็นรายได้ในช่วงปลายปี เท่ากับว่าภาษีจากดอกเบี้ยหรือเงินปันผลน้อยกว่าภาษี จากเงินได้ทั่วไปเสียอีก
Money talk daily : ผู้ลงทุนที่ถูกหักภาษีจากเงินปันผลไว้สามารถนำมารวมเป็นรายได้เพื่อยื่นแบบเสียภาษี หรือจะขอคืนหรือขอเครดิตภาษี ได้ในกรณีใดบ้าง
รองฯ สาธิต : คือถ้าได้รับเงินปันผลที่จ่ายจากบริษัทที่เสียภาษีซึ่งจะถูกหักภาษีไว้แล้ว ยกตัวอย่างบริษัทเสียภาษี 30% เงินกำไร 100 เสียภาษี 30 อีก 70 จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด หักภาษีอีก 10% ของ 70 เท่ากับ 7% รวมกับ 30% แรก คิดเป็นภาษี 37% เท่ากับอัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดาแล้ว เพราะฉะนั้นหากมารวมปลายปีก็จะเสมอตัวหรือได้คืน ส่วนภาษี ที่ถูกหักไว้เมื่อตอนเสียภาษีเงินปันผลนั้น ทางกรมสรรพากรจะคืนให้ผู้เสียภาษีไปก่อน เมื่อ รวมคำนวณปลายปีแล้วหากอัตราไม่ถึงที่ถูกหักไว้ ก็จะได้รับคืนในส่วนต่าง หากรายได้รวมกันเกินกว่าอัตราสูงสุด ก็ไม่ต้องนำมารวมอีก แต่หากขาดทุนต้องถือเป็นเรื่องทำบุญ (หัวเราะสนุก) ภาษีช่วยไม่ได้แล้ว
ส่วนดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น จะถูกหักไว้ 15% ก็เลือกได้เช่นเดียวกัน แต่หากเลือกมารวมคำนวณปลายปีจะไม่มีเครดิตภาษีเหมือนปันผล เพราะดอกเบี้ยไม่เคยเสียภาษีซ้ำซ้อน เงินปันผลนั้นที่ต้องคืนให้เพราะบริษัท ผู้จ่ายได้เสียไปแล้ว ต้องคืนให้ แต่ดอกเบี้ยนั้นเก็บจากดอกผลจากเงินฝากไม่ได้เก็บจากเงินต้น แต่หากไม่มีรายได้จากทางอื่น เมื่อคำนวณเงินได้แล้วไม่ถึงที่ต้องเสียก็สามารถได้รับเงินภาษีคืน
ประเด็นว่ายื่นปีที่แล้วแต่ไม่ได้ขอคืน จะมาขอปีนี้ได้หรือไม่ คำตอบคือได้ โดยแจ้งยื่นแบบปรับปรุง ท่านสามารถพิมพ์แบบแล้วกรอกข้อความที่ต้องการปรับปรุง แล้วนำไปยื่นที่ กรมสรรพากร ถ้าอายุความไม่เกินสามปีก็มีสิทธิขอคืนได้ ถ้ายื่นแบบไม่ครบถ้วนให้ยื่นเพิ่มเติมได้ภายในห้าปี แต่ที่ดีที่สุดคือขอให้ผู้เสียภาษีได้ตรวจสอบปีต่อปี เพราะเราอยากให้เสียภาษีเป็นปัจจุบัน
หากท่านที่ประสงค์จะสอบถามความ ถูกต้องในรายละเอียด ก็สามารถติดต่อที่สรรพากร call center ได้ที่หมายเลข 0-2272-8000
Money talk daily : การยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตนั้น กรมสรรพากรมีระบบการตรวจสอบอย่างไรเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ ผู้เสียภาษี
รองฯ สาธิต : นอกเหนือจากความสะดวกในรวดเร็วในเรื่องของการคืนภาษีจากการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ด้วยการเพิ่มเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความจุของระบบฐานข้อมูลแล้ว ทุกวันนี้ข้อมูลของกรมสรรพากรจะเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งมหาดไทย นำเข้าส่งออกต่างๆ เกือบทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้ากรอกแบบไม่ขัดแย้งกับฐานข้อมูลที่เรามี ก็ถือว่ากระบวนการยื่นแบบเสร็จสิ้น แต่หากขัดแย้งเครื่องจะแจ้งขอให้ท่านแนบเอกสารตามภายหลังเพื่อตรวจสอบ แต่บางครั้งท่านกรอกแบบเรียบร้อยแล้ว ปิดเครื่องเลย ไม่ทันได้รอ เพื่อตรวจสอบว่าระบบได้แสดงข้อมูลว่าอย่างไรต่อไป คิดว่ายื่นแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้น ก็นั่งรอว่าเมื่อไรจะได้เช็คเงินภาษีคืนเสียที แต่เพราะข้อมูลขัดแย้งกัน กรณีของท่านก็ยังไม่เรียบร้อย ปัจจุบันการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตได้รับการยอมรับอย่างมากโดยมีผู้ใช้มากกว่า 80% เพราะฉะนั้นหากมีปัญหากรณีเอกสาร ทางภาษีต่างๆ ที่ท่านได้รับ ผมมักจะเสนอว่า ขอให้สร้างนิสัยจัดทำกล่องวิเศษที่เกี่ยวข้องกับ หลักฐานทางภาษีอากร ได้รับมาเมื่อไรจัดเก็บ ไว้ในที่เดียว เมื่อถึงเวลายื่นแบบ ท่านก็สามารถนำเอกสารทั้งหมดมาเรียบเรียงเพื่อยืนยันต่อ เจ้าพนักงานได้
Money talk daily : สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้ประกาศแนว ทางไว้นั้น ในส่วนของผู้ที่ลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างเช่นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือผ่านกองทุน RMF หรือ LTF จะได้รับประโยชน์อย่างไร
รองฯ สาธิต : ความจริงนโยบายดังกล่าวมีความต้องการสองวัตถุประสงค์ด้วยกันคือ ประการแรก ต้องการสร้างการออมแบบผูกพัน เพราะเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ ประการที่สองคือ เงินลงทุนเหล่านั้นไปที่ตลาด-หลักทรัพย์ จากการเก็บตัวเลขมานั้นพบว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะหากถามว่าใครบ้าง ที่ได้รับประโยชน์จากส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีตัวเลขแสดงบัญชีของ ผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งหมายถึงผู้ลงทุน ในกองทุนรวมต่างๆ จำนวน 812,000 บัญชี นี่คือซื้อผ่านกองทุนรวม เป็นผู้ลงทุนโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 496,651 บัญชี หากคิดเป็นบุคคลจำนวน 287,929 คน มีผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 1 ล้านคน มีสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก 1.5 ล้านคน มีสมาชิกในกองทุน กบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการอีก 1.2 ล้านคน มีประกันสังคม อีก 7.8 ล้านคน นี่คือคนที่เกี่ยวข้องกับตลาด-หลักทรัพย์ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงแค่ ผู้ที่ซื้อหุ้นโดยตรงสองแสนกว่าคน แต่จริงๆ แล้วคือ 12.7 ล้านคน เมื่อเงินเหล่านั้นเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ ก็ไประดมทุน มีตัวเลขในช่วงปี 2544-2548 ตลาดหลักทรัพย์มีการระดมทุนได้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 42% จาก 446,631 คน เป็น 631,865 คน หรือคิดเป็น 7.2% ต่อปี คือถ้ามองคนที่ซื้อหุ้นโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะเห็นแค่สามแสนคน แต่คนที่เกี่ยวข้องคือสิบสี่ล้าน เพราะฉะนั้นมีคนที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้จำนวนมาก

หากพิจารณาถึงผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น เฉพาะ RMF ซึ่งวันนี้มี 75 กองทุน จำนวน 111,182 ราย มี NAV อยู่ 38,000 ล้านบาท นี่คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพซึ่งจะไปเกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะกับคนที่ลงทุนชนเพดานแล้ว เพราะผมมองว่าน่าจะเป็นจุดที่ดีที่ขอฝากไปยังผู้บริหารกองทุนต่างๆ จะต้องมองภาพต่อไปว่าทำอย่างไรจึงจะเพิ่มจำนวนรายผู้ลงทุน ไม่ใช่เลือกรายเดิมๆ เฉพาะคนที่ชนเพดานเพื่อเพิ่มวงเงินลงทุน แต่น่าจะมองรายใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยลงทุนให้เข้ามาและ ชี้ชวนว่าท่านจะได้อะไรบ้างนอกจากภาษี ผลตอบแทนจากการลงทุนคืออะไร ผลประกอบการจากปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้ลงทุนเกิดการตัดสินใจ เพราะในช่วงที่ที่ผ่านมาค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดี โดยมาตรการใหม่นี้ก็จะให้ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ทั้ง RMF และ LTF แต่ LTF จะต้องไปรวมกับ กบข. หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งรวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท และแม้ว่าเงื่อนไขที่ผู้ลงทุนได้รับจะชนเพดาน คือ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว แต่ก็ยัง น่าซื้อเพื่อการลงทุน หากได้กำไรมากแม้จะต้องเสียภาษีบ้าง ก็น่าจะคุ้มค่าการลงทุน

Money talk daily : บริษัทในตลาด-หลักทรัพย์ต่างๆ ทั้ง SET และ MAI ได้รับประโยชน์ด้านการลงทุนอย่างไร
รองฯ สาธิต : เราคาดหวังจะเพิ่มปริมาณบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ให้มากขึ้น เพราะถ้าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ดี ก็จะส่งผลโยงใย ไปยังคนจำนวนเป็นสิบล้านตามที่ได้เรียนแล้ว และที่สำคัญจะทำให้เหลือบัญชีเล่มเดียว เพราะรายได้รายจ่ายจะปรากฎตามจริง ทำให้เกิดธรรมาภิบาลของบริษัท เพราะเมื่อเข้าระบบตลาดหลักทรัพย์ก็จะมีผู้ดูแล มีการตรวจสอบโดย กลต. มี audit committee ในการกำกับดูแล ก็คือช่วยลดต้นทุนด้านธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นดูเผินๆ เหมือนภาษีจะหายไปบ้าง แต่ก็ จะกลับมาในรูปของเงินได้สุทธิซึ่งมีความ แน่นอนกว่า
Money talk daily : ยังมีบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประกอบกิจการโดยไม่แสดงรายได้จริงเพราะ กลัวต้องเสียภาษีจำนวนมาก หรือใช้วิธีการโอนให้คนอื่น หรือจัดตั้งเป็นคณะบุคคลเพื่อลดจำนวนภาษี
รองฯ สาธิต : นั่นคือสาเหตุที่ต้องใช้มาตรการลดภาษีให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ความจริงก็มีทุกรูปแบบ บริษัทนอกตลาดที่ดีก็มีอยู่มาก ที่หลบเลี่ยงก็มี และจริงๆ บริษัทที่หลบนั้นจะไม่ทราบเลยว่าตนมีรายได้รายจ่ายเท่าไร พนักงานหรือลูกน้องโกงบ้าง เพื่อนฝูงผู้ร่วมหุ้นโกงบ้าง สรุปแล้วมากกว่าเสียภาษีอีก เอกสารก็ไม่รู้จริงหรือเท็จ ส่วนประเด็นเรื่องคณะบุคคลคงทำได้อีกไม่นานเพราะผมกำลังเตรียมเสนอ ผู้บริหารพิจารณาให้คณะบุคคลจะต้องเสียภาษีโดยตรง เมื่อจ่ายเงินปันผลให้บุคคลในคณะบุคคลก็สามารถเครดิตภาษีได้เหมือนที่บุคคลได้รับเงินปันผล ปัญหาการจัดตั้งเป็นคณะบุคคลเพื่อลดภาษีก็จะหมดไป ส่วนเรื่องวิธีการหลบเลี่ยงต่างๆ นั้น ผมมองว่าทุกคนคงไม่ทำทุกทางเพียงเพื่อจะประหยัดภาษี
Money talk daily : มาตรการใหม่จะสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยอย่างไร
รองฯ สาธิต : กฎหมายที่กำลังจะประกาศ ใช้จะทำให้มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนไม่ถึงสองหมื่นบาท ยื่นเสียภาษีเป็นศูนย์ คือยื่นแบบแต่ไม่ต้องเสียภาษี ในขณะที่ปัจจุบันผู้ที่จบปริญญาตรีเงินเดือนไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท ทำงานอีกกี่ปีจึงจะถึงสองหมื่น เพราะฉะนั้นจะมีผู้มีเงินได้จำนวนมากทีเดียวที่รายได้ไม่อยู่ในเกณฑ์ ต้องเสียภาษีไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง อีกมาตรการหนึ่งคือสนับสนุน SMEs ที่เป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่ถึงห้าล้านบาทตามกฎหมายใหม่ กำไรหลังจากหักรายจ่ายแล้วจำนวน 150,000 บาทแรกจะยกเว้นภาษีให้ คือเสียภาษีเท่ากับศูนย์ รวมถึงวิสาหกิจชุมชนซึ่งมีเงินได้ไม่ถึง 1.2 ล้านบาท ต่อปี ก็จะยกเว้นภาษีให้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจะ มีแต่ตัวเลขแต่ไม่มีเงินภาษีนำส่ง หากถามว่ามาตรการที่ยกเว้นภาษีให้หน่วยภาษีต่างๆ เหล่านี้ จะไม่กระทบยอดการจัดเก็บภาษีหรือ คำตอบคือไม่กระทบ เพราะคิดเป็นเงินภาษีจำนวนไม่มากนัก ให้ธุรกิจเติบโตได้ มีความเข้มแข็งได้ก่อนจะ ดีกว่า โดยระบบของกรมสรรพากรนั้นก็ไม่ได้ แตกต่างจากเอกชน คือถ้าเราคุมรายใหญ่ได้ ก็จะมีเงินภาษีเข้ามาถึง 80% ของเป้าหมายรวมทั้งหมดแล้ว
สรรพากรสาส์น : อาจารย์มุ่งให้ความสนใจมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ ?
อ. นิเวศน์ : "ในส่วนตัวให้ความสนใจในสองส่วน ส่วนแรกคือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนโดยตรง เรื่องของการออมในรูปของการลงทุนในกองทุนต่างๆ เช่น RMF หรือ LTF คือตลาดทุนโดยรวม ผู้ที่มีเงินมากก็จะได้รับประโยชน์พอสมควร ส่วนจะกระตุ้นการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะต้องยอมรับว่าคนที่พอจะมีเงินอยู่บ้างนั้น ยังเข้ามาในตลาดทุนหรือตลาดหุ้น ถือว่าน้อยมาก มาตรการใหม่ที่ออกมานี้ก็น่าจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าใช้ผลประโยชน์เต็มที่ ทั้งลงทุนใน RMF และ LTF รวมทั้งเบี้ยประกัน คือถ้าใช้ครบทั้งหมด จะประหยัดภาษีไปได้มาก ทีเดียว มองว่าน่าจะมีการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มลูกค้าหรือผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุนให้มากขึ้น ให้คนหันมาสนใจศึกษาเรื่องการลงทุนในตลาดทุนกันให้มากขึ้น
ส่วนผู้มีสตางค์น้อยก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องของการเสียภาษีน้อยลง ก็คือผู้มีเงินเดือนต่ำกว่าสองหมื่นบาทต่อเดือนจึงจะเสียภาษีเงินได้ ก็นับว่าจะเพิ่มจำนวนผู้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเพิ่มมากขึ้น
สรรพากรสาส์น : ในขณะเดียวกันก็ต้องการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคด้วย
อ. นิเวศน์ : "แน่นอนถ้ามีเงินมากขึ้น คนก็ต้องการใช้จ่าย ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์จริงๆ นั้น กลุ่มคนที่รายได้น้อยหรือกลุ่มคนกินเงินเดือนที่ไม่ต้องเสียภาษีหรือเมื่อต้องเสียภาษีน้อยลง เขาก็จะใช้จ่ายเงินทันที มาตรการนี้ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า การบริโภคภายในประเทศได้ชัดเจน ส่วนผู้ที่มีเงินมากๆ ถึงแม้จะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น แต่อาจจะไม่ได้เพิ่มการบริโภคอย่างเห็นได้ชัดเพราะเขาใช้จ่ายอยู่แล้ว ก็จะไปกระตุ้นทางด้านตลาดทุน มีการลงทุนมากขึ้น คือต้องแยกเป็นสองส่วน ก็น่าจะสมประโยชน์ทั้งสองส่วน คือรากหญ้าก็กระตุ้นการบริโภค ผู้ที่มีเงินมากก็กระตุ้นตลาดทุนตลาดหุ้นต่างๆ โดยผ่านทางกองทุนดังที่กล่าว ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีมาตรการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีในเรื่องของการโอน การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งก็จะไปกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากคงเล็งเห็นว่าถ้าอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟูขึ้น ก็จะส่งผลต่อธุรกิจ ต่อเนื่องตามมามากมาย
สรรพากรสาส์น : จังหวะเวลาเหมาะสมหรือไม่ และอาจารย์จะประเมินความสำเร็จของมาตรการนี้อย่างไร?
อ. นิเวศน์ : "ช่วงเวลาก็ถือว่าเหมาะสมเพราะไม่น่าจะรอช้า และต้องกระตุ้นไปพร้อมๆ กันในทุกด้านจึงจะเห็นผล เราต้องยอมรับว่ารัฐบาลนี้เข้ามาในช่วงจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี โดยเฉพาะเรื่องของการบริโภคภายในประเทศ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้จึงต้องทำครบทุกด้าน ทั้งการบริโภคของคนในประเทศด้วยการเพิ่มเงินในกระเป๋า กระตุ้นการลงทุนเอกชนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการจัดทำเมกะโปรเจ็คท์ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภาษี แต่ก็จะเป็นการสร้างงานให้ทั้งระบบได้ ผมว่า 6 เดือนนี่น่าจะเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมันเฟื่องฟูขึ้นจริงหรือไม่ เพราะมันซบเซาลงมา 2-3 ปีแล้ว ตรงนี้เพื่อจะไปชดเชยกับภาคการส่งออกซึ่งต้องยอมรับว่า เราไม่อาจพึ่งการส่งออก เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นช่วงของการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องทำอย่างรวดเร็ว และต้องทำแบบให้เห็นผลทันทีด้วย ต้องแรง ก็ยอมรับว่ามาตรการนี้ใช้ได้ และมาในช่วงจังหวะที่รอช้าไม่ได้ เมื่อคนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ก็จะมีความเชื่อมั่นในการบริโภคมากขึ้น กล้าใช้เงินกันมากขึ้น ไม่ห่วงเก็บออม ไม่กล้าใช้เหมือนช่วงที่ผ่านมา"

Tags :

view

*

view