http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« September 2019»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930     

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท26/08/2019
ผู้เข้าชม21,298,015
เปิดเพจ25,347,596
Gold charts on InfoMine.com

ศุภชัย แนะขึงดอกสู้ศก.

โพสต์ทูเดย์ — “ศุภชัย” แนะ ธปท.ขึงดอกเบี้ยรอประเมิน ศก.-เงินเฟ้อ เกียรตินาคินงัดดอกสูงล่อใจ
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขา ธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) เปิดเผยว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้อง เนื่องจากดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบ

ดังนั้น ธปท. ควรจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับนี้ต่อไปอีกระยะ เพื่อดูว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อคืออะไร ก่อนที่จะดำเนินนโยบายการเงินแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ถูกทางอีกครั้ง

เลขาธิการอังค์ถัด ยังเสนอ ความเห็นอีกว่า รัฐบาลควรชะลอการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ ไว้ก่อน เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และหันไปดำเนินโครงการที่เพิ่มผลผลิตต่อหัวแทน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนให้มีเงินออมมากขึ้น

แหล่งข่าว ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อสังเกตในเรื่องนโยบายดอกเบี้ยแตกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งเห็นว่าดอกเบี้ยควรลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอาการหนักจากวิกฤตสหรัฐ อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า ดอกเบี้ยควรขยับเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ธปท.ก็คงพิจารณาให้รอบคอบในการประชุมรอบหน้า เพราะขณะนี้ดอกเบี้ยแท้จริงในประเทศติดลบ อยู่มาก

น.ส.ฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า เพื่อเฉลิมฉลองการก้าวสู่ 38 ปี ธนาคารได้เสนอดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเงินฝากประจำ 8 เดือน โดยจ่ายดอกเบี้ย 4.38% สำหรับเงินฝาก ตั้งแต่ 1-5 แสนบาท โดยจะจ่ายดอกเบี้ยในทุกเดือน ซึ่งถือว่าสูงสุดในระบบ และจะเปิดรับฝากตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ก.ย.นี้

“เราคาดว่าจะมีผู้ฝากเงินเพิ่มขึ้นอีก 4,000 ล้านบาท” น.ส.ฐิตินันท์ กล่าว


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ - จับตาวิกฤติซับไพรม์"รอบ 3"กันยานี้!!

หวั่นเม็ดเงินหดหาย หุ้นไทย"ซบยาว"

 2 อดีตขุนคลัง “หม่อมอุ๋ย - ดร.ทนง” และ "ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ" หวั่นเกิดวิกฤติซับไพรม์สหรัฐ "รอบ 3" ภายในเดือนกันยายนนี้  แนะจับตาเม็ดเงินต่างชาติอาจไม่ไหลกลับไทย คาดส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยซบยาว ชี้ทางออกลงทุนควรกลับสู่ "หุ้นพื้นดี" ขนาดใหญ่ แต่ให้หลีกเลี่ยง "ทองคำ" ที่ราคายังสวิงเกินไป 
 
 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ได้ประเมินว่า การที่นักลงทุนต่างชาติวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนปัญหาการเมืองในไทย  เป็นสาเหตุที่ทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก และสภาพคล่องการเงินในระบบ "ลดลง"  

 จนส่งผลให้เงินบาทปรับตัว "อ่อนค่าลง" เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ

โดยตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.- 3 ก.ย. 2551  เงินบาทได้อ่อนค่าแล้ว 8.51%  
 ค่าเงินบาทที่ร่วงลงครั้งนี้ เป็นระดับ "อ่อนค่า" ต่ำสุดในรอบ 1 ปี มาอยู่ที่ระดับ 34.52 บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2551

ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้ามาดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทเป็นระยะๆ จนถึงขณะนี้ 

ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยช่วงต้นเดือนกันยายน ได้ดิ่งลงสู่ระดับ "ต่ำสุด" ในรอบ 19 เดือนนับตั้งแต่ต้นปี 2550 เป็นต้นมา 

 อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐ   ได้ส่งผลให้นักลงทุนนำสภาพคล่องกลับไปบรรเทาปัญหาความตึงตัวในตลาดการเงิน ของสหรัฐจำนวนมาก 

จนมีการคาดกันว่า  อาจจะเกิดวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐรอบ 3 ตามมาในไม่ช้านี้  ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมสภาพคล่องให้เหือดแห้งไปกว่านี้อีก เนื่องจากจะมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดเงินในภูมิภาค เอเชีย รวมถึงไทย

๐ระวังวิกฤติซับไพรม์"รอบ 3" กันยานี้   
 
 ในมุมมองของ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เชื่อว่า  ปัญหาซับไพร์มในสหรัฐจะยังไม่จบสิ้น และจะกลับมาอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 ในปีนี้

โดยเขาบอกให้นักลงทุนจับตาดูในเดือนก.ย.2551 นี้ให้ดีว่า อาจจะมีซับไพร์มรอบ 3 เกิดขึ้น 

 หากเดือนกันยายน 2551 ไม่มีสถาบันการเงินในสหรัฐถูกปิดอีก เม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชีย เพื่อไปแก้ไขปัญหาจะไหลกลับเข้ามาในเอเชียอีกครั้ง รวมถึงประเทศไทย 

 ทางตรงกันข้าม แต่หากมีการปิดสถาบันการเงินเกิดขึ้นอีก เม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลกลับเข้ามาในเอเชีย รวมทั้งไทย จะไม่ไหลกลับเข้ามา และอาจจะหดหายกินระยะเวลาไปอีกนาน  

 แน่นอนว่าตลาดหุ้นไทยโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ยาก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยจะขึ้นได้ขึ้นกับเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 40% ของมูลค่าตลาดรวม โดยมีผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทยประมาณ 80-90% 

 ขณะที่นักลงทุนในประเทศ มีสัดส่วนประมาณ 60% ของมูลค่าตลาดรวม กลับมีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก 

 "ผมแนะให้นักลงทุนจับตาดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐภายในเดือนก.ย.2551 นี้ให้ดี เพราะจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินลงทุนที่อยู่ในสหรัฐขณะนี้"  ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  กล่าว


๐ หมดห่วงเงินเฟ้อพุ่ง เงินบาทเสถียรภาพ
ศก.ไทยแกร่ง 
           
 ส่วน ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนั้น หม่อมอุ๋ย บอกว่า คงไม่มีอะไรแล้ว เพราะจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงจากระดับ 147 เหรียญต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 115 เหรียญต่อบาร์เรล น่าจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สบายใจขึ้นได้ 

 "จากเดิมที่คาดว่า เงินเฟ้อจะขึ้นไปถึงตัวเลข 2 หลัก แต่ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อดูแลเงินเฟ้ออีกต่อไป เพราะสัดส่วนของพลังงานในเงินเฟ้อมีอยู่ประมาณ 3.94%" 

 โดยเป็นราคาอาหารดิบ 2.69% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 2.57% เมื่อราคาพลังงานลดลง ประกอบกับราคาอาหารดิบไม่เติบโตขึ้นจากเดิมมากนัก
 "ชัดเจนว่า อัตราเงินเฟ้อจะต้องปรับตัวลง ดังนั้น ความจำเป็นที่แบงก์ชาติ จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อจึงหมดไปแล้ว” 

 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คาดการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยว่า หลังจากไตรมาสที่ 3/51 เป็นต้นไป โอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าเหมือนช่วงเดือนมี.คถึงปัจจุบันจะเริ่มลด ลง  เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสที่3/51 น่าจะกลับมาโตได้เล็กน้อยประมาณ 1%เท่านั้น 

  หลังจากที่เติบโตมากในช่วงไตรมาสที่2/51 ราว 3%  ซึ่งเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นในไตรมาสที่2/51 ที่ชะลอตัวลงไป จึงทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้นแข็งค่าขึ้นมา 

 "คาดว่า เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นไตรมาส3ปีนี้ น่าจะกลับมาดี โดยยุโรปน่าจะกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยไม่ถึง 0.5% ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวลงตามพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอ 

 จึงมองว่า โอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งต่อไปได้อีกเป็นไปได้ยาก"

 ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชีย การเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่2ปีนี้ ได้ปรับตัวลงมามากประมาณ 1-2% จากไตรมาสที่1/51 แต่ไทยได้ปรับตัวลงน้อยกว่าเพื่อนบ้าน  เพราะได้ผลดีจากเศรษฐกิจในภาคการเกษตรช่วยเอาไว้ ทั้งนี้มองว่าในไตรมาสที่3/51 ทั่วโลกมีแนวโน้มจะหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 

 เขาเชื่อว่า บางประเทศจะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยลงแล้ว เพื่อจะหันมาดูการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไป  เชื่อว่าไทยเองก็จะเป็นเช่นนั้น คือจะหันมาให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น มากกว่าจะดูแลเรื่องเงินเฟ้อ  

 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร มองว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ดี เพราะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย 5ประเภท ราคาได้ "ปรับตัวขึ้น" ทุกตัว 

 ไม่ว่า จะเป็น  ข้าว  ยาง  มันสำปะหลัง  อ้อย และปาล์ม  ซึ่งทำให้รายได้ของภาคเกษตรดีขึ้นมาช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทยเอาไว้ได้ เพราะทำให้รายได้ของคนในต่างจังหวัดครอบคลุมทั้งประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น 

 สวนทางกับการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐ ที่กลับปรับตัว "ลดลง"  ซึ่งเขามองว่า เป็นเรื่องที่แปลก

 "การเติบโตของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกโต 5.3% แม้ว่าค่าใช้จ่ายภาครัฐจะติดลบ แต่ค่าใช้จ่ายภาคเอกชนและภาคเกษตรยังเติบโตจากราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมองว่าอีก 3-4ปีข้างหน้าราคาสินค้าเกษตรจะยังดีอยู่"  

 เขาบอกว่า การที่ดร.วีรพงศ์ รามางกูร ที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้เร่งให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล เพื่อบริโภคและลงทุนเพิ่มมากขึ้นแล้วน่าจะช่วยได้  ซึ่งน่าจะทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน่าจะปรับตัวดีขึ้น

 อย่างไรก็ตาม  กรณีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น อาจจะทำให้สะดุดได้บ้างหากสถานการณ์การเมืองยังไม่จบในเร็ววันนี้ 

 "ผมเป็นห่วงแต่เรื่องการท่องเที่ยว  หวังว่าหากสถานการณ์การเมืองจบลงได้เร็ว ก็จะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทย เพราะเป็นช่วง High Season ซึ่งหวังว่านักท่องเที่ยวจะเข้าใจในเรื่องนี้” 

 ด้าน "ดร.คณิศ แสงสุพรรณ" ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ กล่าวว่า ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินในภูมิภาคด้วยกันถือว่า มีเสถียรภาพ  

 ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพียง 2.9% ขณะที่สิงคโปร์ 4.3% มาเลเซีย 4.9% อินเดีย 4.8% 

 ตอนนี้ถ้าจะมีปัญหาน่าจะเป็นค่าเงินในยุโรปตะวันออก เพราะช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอ่อนค่าไปแล้วกว่า 10%  ขณะที่ยุโรปอ่อนค่าไป 6.6% เป็นผลจากค่าเงินสหรัฐที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสที่2/51 ปรับตัวดีขึ้น 

 ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ  เมื่อเทียบกับค่าเงินในภูมิภาค ถือว่าอ่อนค่าน้อยกว่ามาก 

 “ในระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังมีแนวโน้มแข็งค่า ดังนั้น ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้น ยังมีแนวโน้มทรงตัวหรืออ่อนค่าลงได้เล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับภูมิภาค ถือว่ามีเสถียรภาพอยู่” ดร.คณิศ กล่าว

๐จี้รัฐเร่งบริโภคลงทุน "โครงสร้างพื้นฐาน"
 
 "ดร.ทนง พิทยะ" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า เศรษฐกิจประเทศไทยยังแข็งแกร่ง และไปได้ดีจากปัจจัยสนับสนุน  4 ปัจจัย คือ 

 หนึ่ง..พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งมาก ไม่เหมือนในอดีต เพราะมีการพัฒนาอุตสาหกรรมมาถึงจุดที่มีความต้านทานต่อภาวะเศรษฐกิจโลก  จะเห็นว่า การส่งออกของไทยยังไปได้ดี ไม่ว่า ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาจะแข็งค่าขึ้นมาก็ตาม แต่ยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยค่อนข้างมีเสถียรภาพ 

 สอง..ปัญหาการเมือง ไม่ได้กระทบเศรษฐกิจไทย อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยยังเติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศภูมิภาค และเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ถ้าปัญหาการเมืองยังไม่จบและรุนแรงขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนใหม่ ไม่เข้ามาลงทุนในเมืองไทย หรือนักลงทุนเก่าถอนเงินลงทุนออกไป ซึ่งปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นนั้น 

 สาม..ความไม่แน่นอนในตลาดโลกยังมีอยู่ 

 "ในขณะที่เอเชียกำไรเยอะมาก สหรัฐขาดทุนเยอะมาก ส่วนยุโรปค่อนข้างกลางๆ จากจุดนี้โลกจะต้องหาจุดสมดุลต่อไป ปัญหาซับไพรม์ที่ยังไม่จบ   

 จากการประเมินตัวเลขความเสียหายไว้ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันเพิ่งแก้ไขปัญหาไปได้เพียง 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือยังต้องติดตามดูว่า จะอยู่ในสหรัฐเท่าไร ยุโรปเท่าไร ที่จะต้องตามแก้ไขกันต่อไป"

 และสี่..ตลาดเงินตลาดทุนของประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้นมาก 

 เพราะประเทศไทยผ่านวิกฤติมามาก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ไทยมีมาตรฐานที่เป็นสากลและอยู่ในระดับที่ดี เช่นเดียวกับตลาดทุนที่พัฒนาไปมากหลังวิกฤติ 

 “แต่ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนที่สำคัญ 2 จุด คือ 1.ความสามารถในการบริโภคที่ลดลง จากราคาพลังงานและราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น
 และ 2. นโยบายของภาครัฐในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไทยช้ามากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Project) ในประเทศ 

 โดยเฉพาะระบบขนส่ง ซึ่งปัจจุบันท่าเรือ ถนน หรือระบบขนส่งยังมีเท่าเดิม ซึ่งถึงจุดที่ควรจะขยายแล้ว ไม่เช่นนั้นการพัฒนาประเทศในอนาคตจะเกิดปัญหาได้ ตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนในการพัฒนาประเทศในระยะยาว” 

ส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินั้น ดร.ทนง ยังเชื่อมั่นว่า นักลงทุนต่างชาติในไทยยังเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย เนื่องจากยังมีการลงทุนและขยายกำลังการผลิตอยู่ แต่การลงทุนโดยตรงใหม่ๆ จะยังไม่เกิด เพราะนักลงทุนไม่เข้าใจการเมืองของไทย 

 "สถานการณ์ตอนนี้ ยังไม่มีอะไรน่าวิตกและส่วนของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่น่าจะมีอะไร เพราะเท่าที่ฟังชี้แจงมาเขาไม่ให้เกิดความรุนแรง" 

 เขาบอกว่า แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ เรื่องของการท่องเที่ยว เพราะมีหลายประเทศเริ่มห้ามหรือเตือนนักท่องเที่ยวของประเทศตัวเองให้ระวัง การเข้ามาเที่ยวในไทยแล้วจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น 

 "ถ้าสถานการณ์จบโดยเร็วนักท่องเที่ยวก็จะกลับมา ในด้านการส่งออกของประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบแล้ว 

 สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นออกจากตลาดหุ้นไทยไป เพื่อแก้ปัญหาตัวเองนั้น เชื่อว่า ในท้ายที่สุดแล้วจะกลับมา เพราะคนที่ลงทุนในไทยคงไม่ถอยไปไหน" ดร.ทนง กล่าว

Tags :

view

*

view