http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,117,163
เปิดเพจ23,731,440

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

นิพนธ์ กาญจนพิพัฒน์กุล

cpa_thailand@hotmail.com


 

ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ในหัวเรื่อง crisis watch โดยฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ขอประทานโทษที่้ต้องเอ่ยถึง)  เรื่อง 7 เทคนิคที่เอสเอ็มอีต้องใช้เพื่อการเติบโต ในบทความ มีเรื่องอ่านแล้วชวนหงุดหงิดใจอยู่หลายเรื่องที่จะทำให้คนเข้าใจผิดได้

เรื่องแรก เรื่องการ outsource สิ่งที่เจ้าของกิจการ SME ไม่ถนัด ออกไป

มีการเขียนข้อความว่า " การจ้างพนักงานบัญชีในช่วงเริ่มแรกเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพราะสำหรับ ธุรกิจขนาดเล็กค่าใช้จ่ายเพียง 2-3 หมื่นบาทต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับการจ้างพนักงานบัญชีเดือนละ 8,000 บาท"

ในระยะหลังผมได้ยินคำพูดลักษณะนี้จากคนในวงการตลาดทุนมาอย่างน้อยก็ 2 ครั้ง ครั้งก่อนได้ยินจากคุณสุวรรณ  วลัยเสถียร (ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม) พูดในรายการอะไรสักรายการช่วงบ่าย ว่า " โอ๊ย ค่าทำบัญชีเดี๋ยวนี้ถูกๆ เดือนละ 2-3 พันบาทเท่านั้นจ้างเอาดีกว่าครับ" ผมฟังแล้วหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดกับวงการวิชาชีพที่แก้กันไม่ได้กันมา ตั้งแต่ยังไม่ตั้งสภานักบัญชี จนเดี๋ยวนี้ดีขึ้นแต่ก็ยังมีปัญหามากอยู่ คือเรื่องการทำงานของสำนักงานบัญชี เพราะถือว่าเป็นอาจารย์มาก่อนสมัยเรียน จึงไม่อยากเขียนไม่อยากเล่าถึงเรื่องที่แกพูด แม้ว่าการให้ข้อมูลลักษณะนั้นจะเป็นการทำลายวงการวิชาชีพที่ตัวผมเองทำมาหา กินอยู่ก็ตาม

วันนี้ทำไมต้องเล่า เพราะผมคิดว่าปัญหาวิชาชีพก็ต้องคนในวิชาชีพจัดการ และให้ข้อมูลไม่ใช่คนภายนอกที่ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ผมจำได้ว่า มีผู้เขียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับสภาวิชาชีพในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก่อนการ ประชุมสภานักบัญชีไม่กี่วัน ในการประชุมสมาชิกสภานักบัญชี อ.เกษรี ซึ่งท่านเป็นนายกสมาคมในขณะนั้น ได้กล่าวในที่ประชุมอย่างไม่ค่อยสบายใจว่า " ตอนนี้มีคนนอกวงการเขียนวิจารณ์แสดงความเห็นต่อสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งบางประเด็นความเห็นไม่ค่อยมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง "

ประเด็นนี้ก็เหมือนกัน

ผมจะค่อยๆอธิบายว่าทำไมมันเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดแล้วมีผลต่อวิชาชีพบัญชี

 จากบทความที่เขียนว่า "เมื่อเทียบกับการจ้างพนักงานบัญชีเดือนละ 8,000 บาท" เรื่องนี้ต้องถามว่าในตลาดหลักทรัพย์หรือ บริเวณที่ตลาดหลักทรัพย์ที่คนเขียนบทความตั้งอยู่ เงินเดือนนักบัญชี เฉลี่ยเดือนละ 8,000 บาท หรือเปล่าครับ เวลานี้มันปี 56 แล้วครับเงินเดือนขนาดนี้น่าจะ 10 ปีที่แล้ว หรือ ถ้าสมมุติว่าใช่ เงินเดือนแถวสีลม เงินเดือนปริญญาตรีบัญชี แค่ 8,000 จริง  ก็ไม่ใช่นักบัญชีที่สามารถลงนามผู้ทำบัญชีได้ถึงได้เงินเดือนขนาดนั้น ถ้าสงสัยว่าเท่าไหร่ ลองไปดูในเวปไซต์ประกาศหาพนักงานก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วมันควรเป็นเท่าไหร่ ก็ต้องดูว่าบริษัทคุณเป็นอย่างไร ระดับไหน อยู่ย่านไหน ประเมินตัวเองเอาเอง

เรื่องที่ 2 ธุรกิจขนาดเล็กค่าใช้จ่ายเพียง 2-3 หมื่นบาทต่อปี

"เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพราะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กค่าใช้จ่ายเพียง 2-3 หมื่นบาทต่อปีเท่านั้น " เรืองนี้ต้องใช้ทักษะการจัดการและการคำนวณอยู่บ้าง

ต้องถามว่าค่าทำบัญชี 2-3 หมื่นบาทต่อปี ต่อเดือนก็แค่ 2 พันกว่าบาท ต้องทำงานเท่าไหร่

เงินเดือน เฉลี่ยเด็กปริญญาตรี ทำได้ทุกอย่าง เหมือนที่ ผู้เขียนบทความบอก ตลาดกลางๆ ค่อนข้างต่ำ เงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่อยู่ที่ ประมาณ 14,000 บาท เงินเดือนบริษัทปกติ มีค่าเงินเดือนค่าแรงก็ประมาณ 10-12 % ถ้าเทียบตามอุตสาหกรรมทั่วไป ต้องมีรายได้ค่าบริการ ประมาณ 140,000 บาทต่อเดือนต่อคน ค่าทำบัญชี คิดที่ตรงกลาง 2,500 บาทต่อเดือน พนักงานบัญชีต้องทำบัญชีของลูกค้า 56 แห่งต่อเดือน เฉลี่ยวันละ กี่แห่งคำนวณเอาเอง

เอาใหม่ ......... ไม่แฟร์

เอาของสำนักงานบัญชี เงินเดือนควรจะประมาณ 50 % ของต้นทุนค่าบริการต่อคนก็ต้องประมาณเดือนละ 28,000 บาท พนักงานบัญชี 1 คนต้องทำบัญชี 11-12 แห่ง อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ............ แต่ยัง

ดูให้มันละเอียดขึ้นมาอีกนิด

วันทำงาน ที่ว่า 11-12 แห่ง มันทำงาน 30 วัน แต่จริงๆมันเดือนละ 25 วัน (สำนักงานเราทำแค่ 21-22 วัน) ที่บอกว่า 11-12 แห่ง เป็นอันว่าไม่ได้เพราะวันทำงานหายไป ก็ต้องเป็น 14 แห่ง หรือไม่ก็ 16 แห่ง สำหรับสำนักงานที่มีวันทำงานแบบของเรา

ถามต่อไหวไหม

คนหนึ่งคนทำงาน 8 ชั่วโมง ไม่ต้องเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องกินน้ำกินท่า ไม่ต้องเงยหน้ามามองอะไรหรือถอนใจ เปล่าคนต้องมีเวลาหยุด แต่เท่าไหร่ละ ทั่วไป ก็คำนวณจาก 80 % ของเวลาทำงานปกติ อย่างนั้นถ้าจะให้ชีวิตนักบัญชีเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ ก็ต้องคิด ประสิทธิภาพที่ 80% ของเวลาทำงาน งานที่ได้ก็จะเป็น 18 บริษัท หรือ 20บริษัทสำหรับสำนักงานเรา .........นี่มันโรงงานนรกชัดๆ

แล้วมันควรจะเท่าไหร่ที่ต้องทำ

สำหรับคนอื่นไม่รู้แต่สำหรับสำนักงาน เราเคยเก็บสถิติของเราเองถ้าเป็น SME ที่มีเอกสารไม่มาก(ต่อปีแฟ้ม 3 นิ้วแฟ้มเดียว) เราจะให้ทำอยู่ที่ประมาณ 2-3 วันต่อบริษัท ทุกเดือนโดยเฉลี่ย เป็นอันว่าถ้าใช้เกณฑ์นี้ ที่รับงานได้จริงๆ ก็ ต้องประมาณ 8 - 12 บริษัทต่อคน เท่านั้น โอ๊ยเอกสารนิดเดียวทำตั้ง 2-3 วัน ทำไมใช้เวลาขนาดนั้น ถ้าเป็นผมชั่วโมงเดียวก็เสร็จ ......... ใช่ครับคุณคิดได้ (แบบคนที่ยังไม่รู้ว่า งานที่ต้องทำมันมีอะไร)

 

เรื่องที่ 3 แล้วมันต้องทำอะไรบ้าง

ก็เอกสารเดือนละไม่กี่ใบ ทำไมใช้เวลาเยอะ เขาต้องทำอะไรบ้างละ

เอาตามที่ถูกกฎหมายกำหนดต้องทำก็พอ นะครับ ตัวอย่างเช่น

ภ.ง.ด. 51 , ภ.ง.ด. 50 , ภ.ง.ด. 1 ก , ภ.ง.ด. 1 , 3 , 53 , ภ.พ.30 , ภ.ธ.40 , ประกันสังคม , แบบส.บช.3

รายงานภาษีซื้อ/ภาษีขาย

บันทึกสมุดรายวันซื้อ

บันทึกสมุดรายวันขาย

บันทึกสมุดรายวันทั่วไป

บันทึกสมุดเงินสดรับ-จ่าย

ทำ/พิมพ์ บัญชีแยกประเภท

ทำ/พิมพ์ ทะเบียนทรัพย์สิน / ค่าเสื่อมราคา

บัญชีคุมสินค้า(Stock card)

จริงอยู่บ้างอย่าง ทำเดือนละครั้ง หรือปีละครั้ง แต่ที่บอกว่า  2-3 วันน่ะ มันต่อเดือนเหมือนกันครับ แล้วบางแห่งกำหนดให้ต้องการอะไรที่มากกว่านั้น หรือ ทางผู้บริหารต้องการเอง เช่น

รายงานทางการบริหารรายเดือน หรือ บริการอื่นๆ

งบประมาณหรือประมาณ การต่างๆให้ธนาคาร อีกต่างหาก

อย่างนี้หรือครับ ปีละ 2-3 หมื่น หรือ เดือนละ 2-3 พัน

นี้ยังไม่รวม อาบน้ำหมา เล่นกับตี๋น้อย ช่วยไปซื้อของกับซ้อ ถ้ามีพวกนี้ด้วยละก็ เรื่องบัญชีเลิกพูด ....... (ไม่ต้องทำ แล้วมันจะเสร็จหรือ)

 

เรื่องที่ 4 ก็อยากจ่ายแค่ 2-3 พันบาทแบบที่ทั่วไปเขาบอกกัน

ไม่มีปัญหาแต่คุณอย่าหวังว่าจะได้อะไรไปบ้าง ผมได้คุยกับคนที่พยายามจะเปลี่ยนมาใช้บริการเราหลายคน ว่าทำไมเปลี่ยนค่าบริการก็ถูกดีไม่ใช่หรือ แล้วบัญชีถ้าดีตามที่บอกไม่มีปัญหาอะไร เปลี่ยนทำไม ถามไปถามมา ค่าทำบัญชี 2,000 บาท มีเก็บค่าปิดงบปลายปี อีก 50,000 ยื่น ภงด.51 กลางปี ก็คิดเพิ่ม บางรายมีค่าลงนามผู้ทำบัญชี ไม่ได้คิดรวม คำนวณแล้วค่าทำบัญชีประมาณ 7-8 พันบาทบางรายเป็นหมื่น ถามว่ามันต่างกันตรงไหน กับค่าทำบัญชีของสำนักงานตามปกติที่เขาคิดกัน LUMSUM มันไม่ต่างหรอกครับตัวเงิน แต่มันต่างกันที่ความตรงไปตรงมาต่างหาก และสำหรับนักบัญชีผมว่าเรื่องนี้มันสำคัญ ผมรู้ว่าทุกวันนี้ทุกวันนี้มันไม่เต็มร้อย แต่มันต้องไม่ white lie แบบทุกวันนี้ครับ จริงอยู่มันไม่มีอะไรผิดแต่มันไม่ตรงไปตรงมาจนทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด แบบนี้จะเอาไหม ......... ผู้ประกอบการพอรู้ก็ไม่เอา

แต่ขอโทษครับคนนอกไม่รู้ว่ามันมีตุกติกอย่างนี้  โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการหรือคนที่ไม่ได้ใช้บริการจริง ก็พูดกันไปจนเกิดความเข้าใจผิดและทำให้คนที่ไม่รักษาคุณภาพอยู่ได้ จนกว่าผู้ประกอบการรายนั้นจะถูกเรียกตรวจบัญชีหรือภาษีอากร ก็ค่อยคิดเปลี่ยนเวลานั้นคุณคิดว่ามันเละไปแค่ไหนแล้ว

คิดเอาง่ายๆ ครับ นักกฎหมายบางคนมาให้คำปรึกษาด้านภาษีอากร หรือด้านบัญชี คุยปัญหาบ้าง คุยเรื่องส่วนตัว บ้าง คิดเงินหมด ชั่วโมงละ 15,000 - 20,000 บาท (ขอย้ำว่า ชั่วโมงละ) ถ้าทำเป็น project ก็คิดแสนเป็นเป็นล้าน ถ้าใช้ connection ส่วนตัวในการเคลียร์ปัญหาภาษีก็คิดไม่มาก เขาคิดแค่ 10 % ของเงินภาษีที่ถูกประเมิน ไม่ใช่เงินภาษีที่เสียน่ะครับเพราะนั่นเป็นยอดเงินที่ต่อรองแล้ว โดยที่คุณก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนได้รับเงินส่วนนี้ไป

แล้วคุณจ่ายค่าทำบัญชี ค่าวิ่งไปเสียภาษีสรรพกร ค่ายื่นกระทรวงพาณิขย์ ค่ายื่นประกันสังคม ให้กับสำนักงานบัญชี เดือนละ 2,000 บาท คุณจะได้อะไร คุณไม่ได้อะไรหรอก นอกจากขยะ จำไว้ครับเรื่องอย่างนี้ GIGO (garbage in gabage out) จ่ายแพงๆยังไม่แน่ว่าจะดี แล้วจ่ายน้อยๆไม่ต้องพูดถึง ก็เหมือนคุณซื้อเครื่องมือจากฝรั่งกับเครื่องมือจากจีนละครับ ก่อนซื้อต้องคิดก่อนว่าจะหาที่ทิ้งอย่างไร แต่คนก็ชอบของถูก จนบริษัทมาตรฐานอย่างฝรั่งต้องไปจ้างจีนผลิตแล้วคุมคุณภาพเอา แต่ก็อีกแหละไม่ใช่ว่าของจีนมันไม่ดี มันอยู่คนเลือกซื้อว่าฉลาดหรือเปล่า ดูเฉพาะถูกสุดหรือเปล่าเท่านั้น คนที่ไม่ได้ใช้ก็พูดกันไปว่ามันถูกจนน่าซื้อ

ยังไม่พอ เวลาเข้าไปดูจริงขอดูบัญชีแยกประเภท ก็ไม่มี บัญชีทั้งหมดก็ไม่ print out ออกมาเก็บไว้ บอกเปลืองทำให้ต้นทุนสูง ถ้าจะเอาบัญชีต้องคิดค่าบริการเพิ่มหรือไม่ก็ไปพิมพ์เอาเอง ไหงอย่างนั้นครับ มันเป็นเรื่องที่ต้องทำทั้งนั้น

บางรายหนักข้อกว่านั้น ขอดูบัญชีไม่มีให้ดู ยื่นกระดาษทำการใน excel มาให้ดูแล้วบอกว่า ค่าทำบัญชีแค่เนี่ย บันทึกบัญชีตามปกติไม่ได้หรอก ใช้วิธี key ผ่าน excel แล้ว sum ยอดออกงบการเงิน เพื่อส่งหน่วยงานของรัฐ แล้วที่กฎหมายกำหนดให้บัญชีเก็บไว้ที่สถานประกอบการหรือเก็บไว้ 5 ปีละครับ ทำอย่างไรครับ

จำไว้และก็ควรจำด้วยว่า ของถูกแล้วดีไม่มีในโลก ถ้ามันถูกมันฟรี คุณก็ต้องจ่ายอะไรบางอย่างทดแทน อยู่ดี

ผมเคยถามคนที่มาสมัครงานกับสำนักงานที่เคยผ่านสำนักงานบัญชีอื่นมาบ้าง ว่ารับงานเท่าไหร่ ได้รับคำตอบกลับมาว่า ประมาณ 40 บริษัท ค่าทำบัญชีเฉลี่ย ประมาณ 2,000 บาท ต่อราย

นี่เป็นเหตุผลสำหรับสำนักงานผมในการรับสมัครพนักงานว่า ถ้ามีประสบการณ์ทำงานสำนักงานบัญชีมาก่อนจะไม่พิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะขี้เกียจล้างของเก่าแล้วสอนของใหม่ ไม่ใช่ของเขาไม่ดี เพียงแต่วิธีการทำงานมันต่างกัน


เรื่องที่ 5 ถ้าจะให้ถามว่า แล้วจะเช็คอย่างไรว่าเขาทำให้คุณจริง

ก็ไม่ยาก

นอกจากจดหมายเชิญพบจากเจ้าหน้าที่สรรพากรหรือกองบัญชีธุรกิจแล้ว

คุณเคยได้รับสมุดบัญชีที่เป็น print out จากสำนักงานบัญชีหรือเปล่า

คุณเคยได้รับเอกสารคืนบ้างไหม

ลองเอาเงินที่คุณจ่ายทั้งหมดให้กับสำนักงานบัญชีนอกจากเงินภาษีที่ยื่นหรือเงินประกันสังคม รวมกันแล้วดูว่าคุณจ่ายให้กับสำนักงานบัญชีเดือนละเท่าไหร่ เท่ากับที่เจ้าของบทความหรือคุณสุวรรณ บอกไว้ว่า 2-3 พันบาทต่อเดือนหรือไม่

คุณเคยดูหน้ารายงานผู้สอบบัญชีหรือเปล่าว่า มีอะไรที่เขียนไว้มากกว่าปกติทั่วไป ผมเคยเห็นหน้ารายงาน แสดงความเห็นแบบมีเงื่อนไขเรื่องไม่ได้เข้าตรวจสินค้าคงเหลือ เงินสดในมือ เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สอบบัญชีหลังวันที่ในงบการเงิน ทั้งที่พอตรวจนับจริงทำรายการ cut off กลับไป มันมียอดต่างกันแค่ 3,000 บาท จากยอดสินค้าคงเหลือ 2 ล้านกว่าบาท ใส่วรรคกลางเข้าไปว่าไม่ได้ตรวจนับ แล้วก็ได้จดหมายเชิญในปีถัดไป ที่เป็นอย่างนั้นเพราะผู้สอบบัญชีต้องการป้องกันตัวเอง (ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าคุณไม่มีกระดาษทำการตรวจสอบ ให้เขาดูตอนถูกเรียกสอบทานกระดาษทำการ ซ้ำร้ายอาจจะลำบากเพิ่มอีกต่างหาก) และคนทำบัญชีก็ไม่สามารถให้คำอธิบายต่อผู้สอบบัญชีได้

เรื่องสุดท้าย นี่ละครับ ผลของค่าทำบัญชี 2-3 พันบาท

ลำบากกันทั่วถ้วนหน้า แต่คนที่ได้มากสุดคงเป็นคนที่เอาไปพูดเอาไปเขียน เพราะพูดจบก็จบกันไม่ได้ เดือดร้อนอะไรด้วย ก็คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องก็พูดส่งๆเขียนส่งๆไป อย่างเก่งก็แค่บอกว่าผิดไป เดี๋ยวคนก็ลืมครับ แต่วิชาชีพคนอื่นเขาละ ผู้ไม่รู้ที่ฟังแล้วเชื่อเพราะคิดว่าใช่แล้วเอาไปทำตามละ สุดท้ายหน่วยงานรัฐที่ได้ภาษีน้อยลง หรือต้องมีงานเยอะขึ้นถ้าต้องการเงินภาษีละ เขามีปัญหาไหม  

ถ้าจะเปรียบเทียบงานบทความหรืองานวิทยากร ก็เหมือนกับสื่อสาธารณะ พูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบ ต้องมีจริยธรรมเหมือนกันนะครับ ไม่ใช่ผมมาพูดหรือฉันเขียนเฉพาะเรื่องบัญชีหรือเรื่องภาษี ไม่เกี่ยวกับจริยธรรม ของอย่างนี้มันเลือกเกี่ยวไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะมันต้องอยู่ในตัวผู้พูดผู้ทำ จะมาเลือกว่าวันนี้มีวันนี้ไม่มีไม่ได้ ลองพิจารณาดูครับ ไม่งั้นคนจะไม่มั่นใจว่า ที่คุณทำตอนนั้นคุณกำลังทำดีหรือทำเลว

ถ้าจะบอกว่า ก็ที่เขียนบทความไว้น่ะยังไม่เป็นบริษัท แค่วิสาหกิจธรรมดา ......... อ้าวไม่รู้หรือว่าเป็นบริษัท ทำให้ดีภาษีมันถูกกว่า ความเชื่อถือก็ดีกว่า แต่อาจยุ่งกว่าบ้าง ถ้าจะเริ่มให้ดีก็ต้องเป็นบริษัท นิสัยคนไทย มันก็รู้อยู่ว่าต้องบังคับ ปล่อยเฉยๆจะทำหรือ เรื่องบัญชี เรื่องงบประมาณการ ปกติได้เงินมายัดใส่กระเป๋าตัวเองเฉยเลยไม่เอาเข้าบริษัทแถมบอกว่า นี่มันเงินผมทำไมจะเอาออกไม่ได้ (บ๊ะจ้าว.... เจอคนพูดประโยคนี้ทีไรผมร่ายยาวทุกที ....... ไม่รู้เป็นไง) บางบริษัทใหญ่ๆ บางแห่งยังมีไม่ครบ แล้วกลับไปเรื่องเดิม ถ้าเงินค่าบริการแค่นั้นคุณจะได้อะไรล่ะ รอถึงเวลาที่ต้องทำเป็นบริษัทจริงๆ ก็เละไปแล้ว เห็นต้องเริ่มใหม่ทุกที

ข้อ 4 ในบทความที่อ่าน ก็แปลกที่แนะนำให้จดบริษัทรอไว้ล่วงหน้า จดไว้ล่วงหน้าแล้วไม่ใช้ ไม่รู้จะจดไปหาอะไร ถ้าจดบริษัทไว้แล้ว ต้องจ้างคนทำบัญชี ต้องขายของ แล้วทำไมต้องล่วงหน้า ก็รู้กันอยู่ บริษัทจดมามีค่าใช้จ่ายตามมาประจำอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี บริษัทอย่างนี้ซิ เขาถึงจ่ายค่าทำบัญชีกัน เดือนละ 1-2 พัน  เป็นค่าจัดการเรื่องภาษีรายเดือน แหม ไหนๆก็ไหนๆ จดแล้วก็ใช้ซะ ถ้าขอวงเงินได้ก็ยิ่งดี ถ้าไม่อยากจัดตั้งบริษัท ไว้ใกล้ๆจะใช้ค่อยจดก็ได้ ให้รู้ล่วงหน้าสัก อาทิตย์สองอาทิตย์ ก็ทัน เดี๋ยวนี้กรมพัฒนาธุรกิจทำงานไวจะตาย ไม่กี่วันก็เสร็จ

ผมพาลไปนึกถึงอาจารย์อีกท่านหนึ่งสอนเกี่ยวกับเรื่อง การจัดการบุคคล คือ อาจารย์ สมพงษ์ จุ้ยศิริ อาจารย์ได้พูดในห้องเรียนในเวลานั้น(ประมาณปี 2532) ในทำนองว่า
" พวกคุณรู้ไหมที่พนักงานบริษัทชุมนุมประท้วงกันนะ ปัญหาไม่ได้มาจากพนักงานกับเจ้าของหรอก เป็นเพราะคนนอกทั้งนั้น โรงงานที่หนึ่งประท้วงคนที่มาเป็นแกนนำมาจากที่อื่น ยุ่งตาย... มันจะคุยกันไปรู้เรื่องได้อย่างไรกินข้าวคนละหม้อ ทางที่ดีให้คุยกันเองจะง่ายกว่า ถ้าคนงานไม่เดือดร้อนเขาไม่ประท้วงหรอก ให้ฟังเขาบ้างว่าเขาต้องการอะไร ให้ได้ก็ให้เขาไป" ถ้าไม่ลำบากเกินไปนัก อะไรที่มันจะเขียนแล้วไปกระทบวิชาชีพคนอื่นในทางที่ไม่ค่อ่ยจะสร้างสรรค์นัก จะไม่พูดไม่เขียน ก็ไม่มีใครว่าหรอกเพราะเท่าที่มีอยู่ปัญหาของคนในวิชาชีพก็มีพอสมควรแล้ว ถ้าจะพูดจะเขียนก็อย่าทำให้มันเลวร้ายไปกว่าเดิมเลยครับ

อ่านบทความแล้ว ย้อนกลับไปนึกถึงลูกค้า SME ที่เพิ่งคุยกันเรื่อง พนักงานบัญชี หมาดๆ ไม่กี่วัน ว่า "ดูเขาเรียนเก่งดี แล้วก็ฉลาดน่าจะสอนได้ หลักการดีทฤษฎีแม่น แต่ปฎิบัติยังไม่ค่อยได้เรื่อง " ผมฟังแล้วย้อน ไปคิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ เวลาทำการบ้านผิดๆถูกๆ  พี่ชายผมมักจะบอกว่า "ไม่เป็นไร เมื่อก่อนคนเรายังโง่อยู่ " แล้วก็เอาหนังสือที่กำลังอ่านในมือวางที่หัวผมแรงๆทีหนึ่ง ......จ๊ะอึ๋ยห์


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ค่าทำบัญชี  2-3 หมื่นบาท ต่อปี ไปอยู่ที่ไหนมา (1)

view

*

view