http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,566
เปิดเพจ23,733,917

Seth Klarman

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ โดย ชาย มโนภาส (คนขายของ)

ผมเริ่มรู้จักนักลงทุนผู้นี้จากรุ่นพี่นักลงทุนที่เล่าว่า หนังสือเรื่องการลงทุนที่น่าจะแพงที่สุดในโลก ณ เวลานี้คือหนังสือชื่อ "Margin of Safety" เขียนโดย Seth Klarman ซึ่งออกจำหน่ายในปี 1991 และไม่มีการพิมพ์เพิ่ม ทำให้หนังสือเล่มนี้ขายมือสองทางออนไลน์ในอเมริกา ด้วยราคาสูงถึงเล่มละ 900 เหรียญสหรัฐ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณสามหมื่นบาท

สำหรับหนังสือขนาดปกติที่มี 249 หน้า ก็ถือว่า "แพงมาก" แต่ถ้าผู้ที่อ่านได้นำหลักการที่ Seth พูดถึงมาใช้ในการลงทุน อาจรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าที่สูงกว่านั้นมาก

Seth Klarman ผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยงขนาด 29 พันล้านเหรียญ โดยใช้แนวการลงทุนเน้นคุณค่าเป็นหลัก ด้วยพื้นฐานปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Cornell และ MBA จาก Harvard ทำให้เข้าสู่โลกการบริหารกองทุน โดยก่อตั้ง Baupost Group ในปี 1982 ด้วยอายุ 25 ปี ผ่านถึงปัจจุบัน ประเมินกันว่ากองทุนของ Seth ทำผลตอบแทนทบต้นราว 17% ตั้งแต่ก่อตั้ง ถึงแม้ว่ายังไม่เทียบเท่า Warren Buffett แต่ก็นับว่าชนะคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันแบบขาดลอย

กองทุน The Baupost Group ขึ้นชื่อด้านการลงทุนแบบอนุรักษนิยม การถือเงินสดราว 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมดูเป็นเรื่องปกติของกองทุนนี้ Seth ย้ำเสมอว่าการลงทุนมองกันในระยะเวลาระดับปี และหากใครต้องการให้เขาบริหารเงินให้ โดยเน้นระยะเวลาเพียงแค่ 6-12 เดือน เขาจะแนะนำว่าให้ไปที่กาสิโนน่าจะดีกว่า

ในปี 1999 เป็นปีที่ตลาดหุ้นของอเมริการ้อนแรงมาก ดัชนี Dow Jones ขึ้นไป 25% ขณะที่ดัชนี S&P500 ขึ้นไป 21% แต่กองทุน Baupost ของ Seth กลับขาดทุนถึง 18%

Seth เคยอธิบายถึงการแพ้ตลาดในช่วงตลาดอยู่ในภาวะกระทิงว่า "ผมขอย้ำว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจะชนะตลาดในสภาวะกระทิง เพราะภาวะกระทิงผู้คนส่วนใหญ่จะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก ซึ่งมีบ่อยครั้งที่ทำได้ดีกว่านักลงทุนเน้นคุณค่า แต่ในสภาวะที่ตลาดตกต่ำต่อเนื่องยาวนานต่างหาก ที่หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเป็นเรื่องสำคัญ"


ผลงานการลงทุนของ Seth กลับมาเป็นที่ประจักษ์อีกครั้งในปี 2000 เมื่อดัชนี Dow Jones ติดลบ 6% และ S&P ติดลบ 9% แต่กองทุน Baupost กลับได้กำไร 10% และต่อมาในปี 2001 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดได้รับผลซ้ำเติมจากการก่อการร้าย ทำให้ดัชนี Dow Jones ติดลบ 7% และ S&P ติดลบเกือบ 12% แต่กองทุน Baupost กลับทำกำไรได้ถึง 27%

เท่าที่ผมสังเกตดูการลงทุนของกองทุน Baupost ตามรายงานที่ยื่นต่อตลาด พอจะสรุปสไตล์การลงทุนได้ดังนี้ 1. กองทุน Baupost จะไม่ไล่ซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นไปมากแล้ว หรือกำลังร่วงตกลงมาแรง ๆ แต่จะเข้าซื้อในช่วงที่ราคาอยู่นิ่งมายาวนาน 2. PE ของหุ้นที่เข้าซื้อมีหลากหลาย ต่ำก็มี สูงแบบ 20 เท่าก็มี หรือ กิจการยังขาดทุนอยู่กองทุนก็ลงทุน แต่เท่าที่สังเกตคือ บริษัทที่กองทุนลงทุนจะเริ่มเห็นผลเปลี่ยนแปลงของกำไรทางที่ดีขึ้นในไม่ช้า และ3. กองทุนจะถือหุ้นแบบ "โฟกัส" มาก โดยหุ้นที่ถือมากที่สุด 3 ตัวคิดเป็นมูลค่า 50% ของพอร์ต และหุ้นที่ถือมากที่สุด 10 ตัวคิดเป็น 75% ของพอร์ต ซึ่งเป็นการจัดพอร์ตต่างจากกองทุนบริหารความเสี่ยงกองอื่นอย่างมาก

Seth เคยกล่าวว่า การลงทุนในตลาดหุ้น คือจุดตัดกันระหว่างความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ กับความรู้เรื่องจิตวิทยาการลงทุน เขาเชื่อว่าความรู้เรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นไม่ได้ยุ่งยาก แต่ที่ยากคือ "การตัดสินใจกับคำถามประเภท" จะซื้อตอนนี้ดีหรือรอไปก่อน ? และวันที่ทุกอย่างดูแย่ไปหมด เราควรตัดสินใจอย่างไรดี ? ซึ่งเขาเชื่อว่าคำถามประเภทนี้ ต้องใช้ประสบการณ์พอสมควร และถึงแม้ Seth เองก็มีประสบการณ์เรื่องการลงทุนมายาว นานพอสมควรถึง 34 ปี แต่ในปี 2015 กลับเป็นปีที่กองทุนทำผลตอบแทนติดลบเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของกองทุน

เรื่องนี้ตอกย้ำว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะได้กำไร แม้แต่ระดับมืออาชีพที่มีการศึกษาอย่างดี มีประสบการณ์ยาวนานก็ไม่สามารถที่จะชนะตลาดได้เสมอไป การลงทุนมักมีการแพ้การชนะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา การตัดสินใจถูกและผิดเป็นเรื่องปกติ ดังที่ George Soros นักลงทุนในตำนาน เคยกล่าวไว้ว่า "มัน(เรื่องการลงทุน)ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดที่สำคัญ หากแต่เป็นเรื่องถ้าคุณถูก คุณทำเงินได้เท่าไหร่ และเมื่อคุณผิดคุณจะเสียเงินเท่าไหร่ นั่นแหละที่สำคัญ"

ดังนั้นกลยุทธ์เรื่อง "Margin of Safety" หรือ "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการลงทุนเน้นคุณค่า จึงมีส่วนช่วยให้นักลงทุน อยู่รอดปลอดภัย ถึงแม้เขาอาจจะตัดสินใจผิดไปบ้างก็ตาม


สำนักงานสอบบัญชี,#สอบบัญชี,สำนักงานบัญชี,#ทำบัญชี,#ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : Seth Klarman

view

*

view