หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 13/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,994,645
Page Views 23,555,243
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

แนวคิดเมืองไทยใสสะอาด

แนวคิดเมืองไทยใสสะอาด
โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด 

 มติชนรายวัน  วันที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9801

ถ้าถามว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในขณะนี้คืออะไร คำตอบคือการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือการคอร์รัปชั่น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และทางสังคม อย่างเหลือคณานับ และนับจากนี้ต่อไป ถ้าหากว่าคนไทยทุกคนไม่ร่วมกันต่อต้านแล้ว ก็จะทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างใหญ่หลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยต่อปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยทรงเห็นว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น จะนำอันตรายมาสู่ประเทศไทย ทรงเรียกร้องให้ยุติการทุจริต ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ คณะผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ ในโอกาสเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ซึ่งใคร่ขออัญเชิญมา ณ ที่นี้ ดังนี้

"...ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคายแต่ขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริต และมีความตั้งใจมุ่งมั่นสร้างความเจริญ ก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ส่วนคนไหนที่มีอายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย..."

"...ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญคือ ต้องหยุดการทุจริตให้สำเร็จและไม่ทุจริตเสียเอง..."

องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เผยแพร่ผลสำรวจ การจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี 2547 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ พบว่าประเทศไทยได้คะแนน 3.6 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และอยู่อันดับที่ 64 จากทั้งหมด 146 ประเทศ และอยู่อันดับที่ 7 จาก 18 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าคะแนนจะดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2546 ที่ได้ 3.3 คะแนน แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำและสอบไม่ผ่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมากทีเดียว

เมื่อมาพิจารณาเปรียบเทียบการทุจริตคอร์รัปชั่นกับโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวคน คิดว่าประเทศไทย กำลังเผชิญกับโรคร้ายที่รุนแรงมาก รุนแรงยิ่งกว่าโรคเอดส์ โรคมะเร็ง รุนแรงยิ่งกว่าโรคอะไรทั้งสิ้น เพราะโรคต่างๆ มันทำลายแค่ตัวคน แต่โรคคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวงทำลายแผ่นดิน แผ่นดินที่เราต้องดำรงชีวิตอยู่และไม่ใช่เราเท่านั้น ลูกหลานของเราที่จะต้องดำรงชีวิตต่อไปด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ปัญหาของการคอร์รัปชั่นนั้น คิดว่าเราคงจะไม่ต้องวิเคราะห์อีกแล้ว เพราะมีการสัมมนามานับครั้งไม่ถ้วน เอกสารวิจัยออกมามากมาย มีการสำรวจ มีการศึกษา มีการวิจัยหลากหลาย แต่สิ่งที่ขาดอยู่คือ เมื่อรู้แล้วจะแก้ไขอย่างไร ตรงจุดนี้ที่ยังหยุดชะงักอยู่

ดังนั้น คิดว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนในสังคมนี้ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือน นักธุรกิจ สื่อมวลชนและประชาชนทุกคน จะต้องมีความรับผิดชอบ จะต้องทำหน้าที่ขจัดโรคร้ายนี้ออกไปให้ได้ ต้องถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของรัฐอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งอยู่คนเดียว ทุกคนจะต้องมีหน้าที่ในเรื่องนี้ ทุกคนจะต้องเป็นหมอและบางครั้งจะต้องรักษาตัวเองด้วย ถ้าหากรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ก็ต้องรักษาตัวเองด้วย

ในการร่วมกันแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นมีหลายระดับ ได้แก่

ในระดับแรก แน่นอนที่สุดคือ รัฐบาล คงจำได้ว่ารัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 2-3 ประการออกมา และนโยบายหนึ่งในนั้นก็คือ การประกาศที่จะต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น การกิน การโกง

เพราะฉะนั้นในระดับแรกนั้น หน่วยงานของรัฐทั้งหลายต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่าง ไม่ว่าเป็น ตำรวจ กระทรวง ทบวง กรมและองค์กรอิสระ นอกจากนี้รัฐบาลได้ตั้งองค์กรตรวจสอบภาครัฐประจำกระทรวงแต่ละกระทรวง ซึ่งในระดับของรัฐควรให้องค์กรตรวจสอบภาครัฐมีสิทธิ์ที่จะส่งต่องานไปยังหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ป.ป.ช. จะได้รับช่วงต่อไป เพราะหน้าที่ของกรรมการตรวจสอบจะไปลงโทษ สืบสวนอะไรต่ออะไรก็ไม่ได้ จึงควรจะผูกเชื่อมโยงให้การรักษาโรคได้ครบถ้วนกระบวนความ

ระดับที่สอง นั้นคือ ระดับสังคมส่วนรวม ภาคธุรกิจ ภาคราชการ ภาคชุมชน ภาคท้องถิ่นต่างๆ คิดว่าในส่วนนี้ก็จะต้องดำเนินการด้วยโดยมีการปรับตนเอง มีการตื่นตัว เฝ้าระวัง รวมพลังกันต่อต้านเรื่องนี้เพราะโรคทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นโรคที่ไม่เลือกที่ ไม่เลือกองค์กร ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกชาติตระกูล เพราะฉะนั้นในระดับที่สอง สังคมส่วนรวมจะต้องมีจิตสำนึกในเรื่องนี้ ถ้าส่วนรวมถือว่าธุระไม่ใช่ตลอดเวลา เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างที่เคย เคยได้รับก็รับต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นประเพณีขึ้นมา ผลสุดท้าย สังคมส่วนรวมก็ไปสู่ความหายนะ

อย่างไรก็ตาม บัดนี้เป็นที่น่ายินดีที่มีผู้คนให้ความสนใจในการร่วมมือร่วมใจ รวมพลังสามัคคีที่จะร่วมสร้างเมืองไทยให้ใสสะอาด ขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสังเกตได้จากมีผู้คนให้ความสนใจสมัครเป็นสมาชิกมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด โดยในขณะนี้มีสมาชิกจำนวน 60,481 คน ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ประชาชน นักเรียน/นักศึกษา อบต./อบจ. พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน เข้าร่วมสมัครเป็นสมาชิก โดยเฉพาะกรมสรรพากรกรมเดียวมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรจำนวนถึง 21,000 คน สมัครเป็นสมาชิกมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด กทม.และกรมชลประทานก็สมัครเข้ามาเป็นเรือนพัน และยังมีทยอยมาเรื่อยๆ

ระดับที่สาม หมายถึง กระทรวง กรม บริษัท ห้างร้านต่างๆ ก็จะต้องตื่นตัววางมาตรการเฉพาะในแต่ละแห่ง

ระดับที่สี่ ระดับตัวเราเอง ระดับตัวบุคคล เพราะแต่ละคนนั้น ต้องรณรงค์ในเรื่องนี้และจะต้องปรับจิตสำนึก ให้อยู่ในสุจริตธรรม อยู่ในจิตสำนึกที่ดี อยู่ในธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ด้วยความสุจริต ไม่ย่อท้อที่จะทำความดี ไม่ปฏิบัติตนฝ่าฝืนข้อบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติผิดหลักธรรมะ เพราะก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและส่วนรวม

ทุกคนต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีวิตของตนในทางที่ชอบ ต้องดำเนินชีวิตตามหลัก "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทาน โดยยึดหลักความมีเหตุมีผล ความพอประมาณ ความพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันในตัว ไม่โลภ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ดำเนินชีวิตอยู่บนหลักศีลธรรมคุณธรรม

ต้องรวมพลัง สร้างความรัก และไม่โกงกิน และต้องอยู่กันให้ได้อย่างมีประโยชน์สุข ต้องช่วยกันปัดกวาดแผ่นดินไทยให้สะอาด ต้องสร้างคุณธรรม สร้างความดีให้เกิดแก่คนทุกคน เมื่อความดีเกิดขึ้นแล้วเหตุการณ์อันเลวร้ายก็จะกลับกลายเป็นดีด้วย การกินการโกงก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะจำนวน "คนที่ไม่รู้จักคำว่าพอ" จะลดน้อยลง ซึ่งเมื่อคนรู้จักคำว่าพอแล้ว ก็จะอยู่ได้ ใช้อะไรพอควร พอดี นึกถึงคำว่าประโยชน์สุข นึกถึงคำว่ารู้รักสามัคคี นึกถึงความเสียสละ นึกถึงแผ่นดินและนึกถึงความสุขที่แท้จริงของตัวเอง

สุดท้ายนี้ ท่านผู้อ่านท่านใดต้องการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างเมืองไทยให้ใสสะอาด กำจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น สามารถสมัครได้ที่มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ที่อยู่ สำนักงาน ก.พ. 59 ถนนพิษณุโลก แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทร.0-2547-1112 โทรสาร 0-2547-1026 www.fact.th E-mail: sutinl@ocsc.go.th หรือเขียนชื่อที่อยู่ หมายเลขบัตรประจำตัวส่งมาที่มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงาน ก.พ.โดยตรงก็ได้ แต่กรุณาอย่าลืมติดแสตมป์ด้วย ขอขอบคุณมากครับ

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view