http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

Games

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก
Gold charts on InfoMine.com

นักเศรษฐศาสตร์ค้าน ค่าจ้าง300รวดเดียว70จังหวัด

นักเศรษฐศาสตร์ค้าน ค่าจ้าง300รวดเดียว70จังหวัด

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

หลังจากที่คณะกรรมการค่าจ้างกลาง หรือ บอร์ดค่าจ้าง ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
 เป็นวันละ 300 บาท ใน 70 จังหวัดที่เหลือ และให้คงอัตราเดิมไว้ 2 ปี ซึ่งหมายถึงการปรับฐานค่าจ้าง 300 บาทให้เท่ากันทั่วประเทศ โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่1 ม.ค. 2556 ซึ่งแม้ว่าจะมีการออกมาชี้แจงจากปลัดกระทรวงแรงงาน นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ก่อนหน้านี้ว่าการปรับขึ้นค่าจ้างหนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ แถมยังจะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจให้ดีขึ้นอีกด้วย ทว่าก็ยังมีบางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างรอบนี้ โดยเฉพาะ"เศรษฐศาสตร์"ซึ่งมองว่ายังมีผลกระทบที่จะตามมาหลังจากนี้

 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 30  แห่ง จำนวน 70 คน เรื่อง “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย” โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 11-19 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 64.3  เห็นว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรวดเดียว 300 บาททั่วประเทศใน 70 จังหวัดที่เหลือแล้วคงที่ไว้เป็นเวลา 2 ปี (ปี 2557-2558) เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกทาง  โดยให้เหตุผลที่สำคัญว่า ธุรกิจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทันโดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงศักยภาพทางธุรกิจในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน

 ขณะที่ ร้อยละ 18.6 เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่มาถูกทางแล้ว โดยให้เหตุผลที่สำคัญว่า เป็นการเพิ่มอำนาจซื้อ เพิ่มการกระจายรายได้ และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เมื่อแบบสำรวจถามต่อว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่ากันทั่วประเทศที่ 300 บาทต่อวัน เป็นการดำเนินการที่เหมาะสมหรือไม่  ร้อยละ 72.9 เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม  ขณะที่ ร้อยละ 17.1 เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมแล้ว

 ทั้งนี้  นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่ารัฐบาลควรดูแลอัตราเงินเฟ้อทั่วไปให้อยู่ในระดับต่ำไม่เกินร้อยละ 3.45  ต่อปี และเห็นว่าหากเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าร้อยละ 4.56 ต่อปี  รัฐบาลควรมีการทบทวนค่าจ้างขั้นต่ำก่อนเวลาที่กำหนดไว้ (ที่กำหนดให้คงที่ 2 ปี)  

 ส่วนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามมาและส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ คือ อันดับ 1 สินค้าจะเพิ่มขึ้น/เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น  (ร้อยละ 85.7) อันดับ 2 การเลิกกิจการของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ที่จะเพิ่มขึ้น  (ร้อยละ 68.6) อันดับ 3  การจ้างแรงงานต่างด้าวที่จะเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 62.9) อันดับ 4 การย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นของผู้ประกอบการ (ร้อยละ 61.4)

 นอกจากนี้  นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เพิ่มเติม (นอกเหนือจากการลดภาษีนิติบุคคล) เช่น การช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงานให้กับผู้ประกอบการ  การพัฒนาสินค้าและด้านตลาด  มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ  การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่มีปัญหา  การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ  เป็นต้น

 ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและมีบทบาทต่อการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ได้มีการเปิดรับฟังข้อมูลทั้งจากฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง รวมทั้งมีการออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนิติบุคคล การลดส่งเงินสมทบประกันสังคม แต่คราวนั้นเป็นการปรับค่าจ้าง 300 บาท แค่ 7 จังหวัด

 แตกต่างจากครั้งนี้ ที่มีการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทในอีก 70 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งผลกระทบมันอาจจะไม่ใช่ที่เราคาดคิดก็เป็นได้


ม.ธุรกิจบัณฑิตชี้ขึ้นค่าแรง300เสี่ยงตกงาน1.2ล้านคน

ศูนย์วิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิต คาดขึ้นค่าแรง 300 บาทปีหน้าทั้งประเทศ มีแรงงานที่เสี่ยงต่อการตกงาน 1.2 ล้านคน ดันอัตราว่างงานทั้งประเทศทะลุ 1.2%
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลที่มีจะผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 56 ว่า จากการสำรวจใน 70 จังหวัด ที่จะมีการปรับขึ้นค่าแรงในปีหน้าพบว่าจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ จ. นราธิวาส, จ. ตาก จ. ลำพูน จ. สระแก้ว จ. ราชบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ จ. ปัตตานี จ.ลพบุรี จ. หนองบัวลำพู และ จ.อ่างทอง

ทั้งนี้ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่ากันในทุกพื้นที่ จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้จะไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจในพื้นที่อื่นๆได้ เพราะต้องแบกรับต้นทุนต่อหน่วยการผลิตที่สูงกว่าจึงจำเป็นต้องขายสินค้าที่แพงกว่าทำให้โรงงานนอกพื้นที่นำสินค้ามาตีตลาดได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานที่มีศักยภาพจะไปรวมในพื้นที่เดียวกันหมด เพราะพื้นที่ที่มีโรงงานรายใหญ่ที่มีศักยภาพจะคัดเลือกคนที่เก่งๆ แล้วบีบคนไม่เก่งให้ออก ส่วนคนที่ไม่เก่งก็ต้องไปทำงานในพื้นที่ที่ขาดแคลนแรงงาน

นอกจากนี้ ผลกระทบการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหามาตรการอื่นๆในการลดต้นทุน และการลดการใช้พนักงานลงด้วยวิธีการเลือกเฉพาะพนักงานที่มีความสามารถ ดังนั้นภายใน 18 เดือนหลังจากที่มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศวันละ 300 บาทแล้ว อาจมีแรงงานที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกงาน หรือเสี่ยงต่อการไม่มีงานทำ 1.2 ล้านคน เช่น กลุ่มที่กำลังทำงานอยู่แต่มีศักยภาพน้อย, กลุ่มที่กำลังจะหางาน, กลุ่มที่รอสัมภาษณ์งาน เป็นต้น

โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ได้มาจากข้อเสนอของธนาคารโลกและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ระบุว่า สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความพร้อมของพื้นที่ รวมถึงระดับค่าแรงเฉลี่ยในพื้นที่ การวิเคราะห์ผลกระทบของค่าแรงขั้นต่ำในต่างประเทศพบว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้เกิดการเลิกจ้างในระดับที่แตกต่างกัน ยิ่งค่าแรงขั้นต่ำใหม่มีค่าใกล้เคียงกับค่าแรงเฉลี่ยของพื้นที่ ผลด้านการเลิกจ้างก็จะยิ่งสูงขึ้น โดยจากการศึกษาพบว่า หากค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 40% ของค่าแรงเฉลี่ย จะเกิดปัญหาเลิกจ้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเลิกจ้างแรงงานที่เป็นเยาวชน และแรงงานของธุรกิจเอสเอ็มอี โดย ค่าเฉลี่ยการขึ้นค่าแรงในปีหน้าส่วนใหญ่มีค้าเฉลี่ยเกิน 40% เกิอบทุกจังหวัด และมากที่สุดก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 80% ซึ่งป็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่อันตรายมาก

ปัจจุบันการว่างงานของประชากรไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนภาวะที่แท้จริงของตลาดแรงงาน โดยปกติแล้วการมีการวิเคราะห์อัตราการว่างงานโดยใช้นิยาม ผู้ว่างงาน + ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะตกงาน+ผู้ที่มีชั่วโมงทำงานต่ำ จะทำว่าผู้ว่างงานของไทยจะสูบถึง 5.9% หรือคิดเป็น 10 เท่าของอัตราการว่างงานตามนิยามปกติที่รัฐบาลใช้ให้นิยามผู้มีงานทำคือผู้ที่มีรายได้จากการทำงาน 1 ชั่วโมง ใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นค่านิยามที่ต่ำมาก

โดยผลกระทบในระยะยาวคาดว่าภายใน 2 ปี อัตราการว่างงานตามเกณฑ์การวัดของไทยจะสูงจาก 0.6% ในเดือน ก.ค.ปี2555 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.2% และถ้าคิดอัตราการว่างงานตามหลักสากลที่รวมกลุ่มผู้ที่มีชั่วโมงการทำงานต่ำจะสูงถึง15% ซึ่งเป็นตัวเลยที่อันตรายมาก อย่างไรก็ตาม การไม่มีงานในส่วนของเมืองไทยคงจะไม่ลำบากเหมือนกับต่างประเทศ เพราะในบ้านเราก็สามารถที่จะเข้าช่วยครอบครัวทำนาทำไร่ได้ หรือ ช่วยเพื่อนในการขายของ ซึ่งกลุ่มนี้ในเมืองไทยถือว่าไม่ตกงาน

“ประสบการณ์จากในกลุ่มละตินอเมริกา อเมริกา อังกฤษ และยุโรป แสดงให้เห็นว่าหลักจากที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดแล้วจะมีปัญหาการเลิกจ้างงาน การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ การชะลอการจ้างงานเพิ่ม และโอกาสได้งานทำของเยาวชนก็น้อยลง ดังนั้นปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานที่ต้องการทำงานแต่หางานทำไม่ได้ หากคุณภาพชีวิตต่ำลงในอนาคตก็จะเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาลด้วย” นายเกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับแนวทางการรับมือของผู้ประกอบการนั้น ศูนย์วิจัยได้นำแนวทางผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดที่สามารถปรับตัวจากนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทได้ไปก่อนหน้านี้แล้ว นำมาวิเคราะห์ พบว่สาจะต้องมีการลดความสูญเสียโดยการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของบริษัทไม่ใข่เฉพาะการลดต้นทุนกระบวนการผลิตเท่านั้น การเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงาน เพื่อรักษาผลิตภาพการผลิต และ การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อให้มีเงินสำรองไว้ใช้ในต้นปีหน้า ส่วนแรงงานก็ต้องมีการพัฒนาทักษะในการทำงานที่ทำอยู่เป็นประจำให้สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและความรู้ใหม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทแล้วยังเป็นประโยชน์ใหม่ต่อการหางานใหม่กรณีที่มีการเลิกจ้างงาน

ส่วนผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น จะส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศเพิ่มขึ้นทันทีวันละ 15 บาท หรือ 450 บาทต่อเดือน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องมีภาระต้นทุนการผลิตที่สูง จึงจำเป็นต้องมีการปรับราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่ใช้ในประจำวันของประชาชนจะปรับขึ้นทั้งระบบ ดังนั้นรัฐบาลต้องหามาตรการรับมือเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงมากนัก รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อหาวิธีการลดต้นทุนด้านอื่นมาทดแทน

“มหาวิทยาลัยได้มีการประเมินผลว่าในช่วงต้นปีหน้าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็จะมีการปรับขึ้นราคาสินค้ารองรับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ โดยอีกประมาณ 100 วันจากนี้ไปก็จะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มวันละ 15 บาทหรืออย่างน้อยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหายไปทันทีวันละ 3 ซอง และหลังไตรมาสที่ 1 หรือประมาณช่วงเดียวเม.ย. ค่าครองชีพก็จะเพิ่มขึ้นอีก 5 บาทต่อวันหรือเป็น 20 บาทต่อวัน และ ช่วงปลายปีต้นทุนทั้งหมดก็จะสัมฤทธิผลที่ชัดเจนก็จะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นเป็น 30 บาทต่อวัน หรือเดือนละ 900 บาท ซึ่งชาวบ้านต้องได้รับความเดือดร้อนจากของแพงแน่นอน”

สำหรับผลการวิเคราะห์จาก 70 จังหวัดที่ทำการศึกษา จังหวัดมีสัดส่วนค่าแรงขั้นต่ำต่อค่าแรงเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ นราธิวาส (83.9%) ตาก (79.8%) ลำพูน (78.9%) สระแก้ว (75.9%) ราชบุรี (75.4%) ประจวบคีรีขันธ์ (75.3%) ปัตตานี (74.3%) ลพบุรี (72.7%) หนองบัวลำพู (72.0%) และอ่างทอง (71.9%) อย่างไรก็ตาม เมื่อนำลักษณะโครงสร้างทางเศรษฐกิจของพื้นที่และเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่มาพิจาณาด้วยแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับจังหวัดนราธิวาสและปัตตานีอาจจะไม่รุนแรงมากไปกว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากนัก

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ นครพนม (42.5%) ยโสธร (42.6%) ร้อยเอ็ด (45.9%) สกลนคร (47.2%) น่าน (47.6%) กาฬสินธุ์ (48.4%) พัทลุง (49.4%) มุกดาหาร (50.0%) ศรีสะเกษ (50.9%) และพังงา (51.1%)


สำนักงานบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : นักเศรษฐศาสตร์ค้าน ค่าจ้าง300 รวดเดียว70จังหวัด

view

*

view